วิธีการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ (Best Practice)
กิจกรรมดนตรีนาฏศิลป์พื้นเมือง (โปงลาง)
โรงเรียนหนองสวรรค์วิทยาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1

1. ความเป็นมา
โรงเรียนหนองสวรรค์วิทยาคาร มุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรและนักเรียนที่ให้มีคุณภาพตามมาตราฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษามีกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพผู้เรียนอย่างหลากหลาย สอดคล้องตามมาตราฐานที่ 15 มีการจัดกิจกรรมส่งเริมด้านศิลปะ ดนตรี นาฏศิลป์ กีฬาและนันทนาการ และมี การจัดกิจกรรมสืบสานและสร้างสรรค์ วัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพราะสภาพปัจจุบันสังคมไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การสื่อสารอย่างไร้พรมแดน ซึ่งเห็นว่า ดนตรีและศิลปะการแสดงประเภทต่างๆของต่างประเทศ กำลังเผยแพร่ติดต่อและแลกเปลี่ยนกันไปทั่วโลก ถ้าเราเลือกรับและนิยมด้วยความเข้าใจก็ไม่เสียหาย และควรภูมิใจในศิลปะการแสดงของไทย โดยเฉพาะการแสดงดนตรีพื้นบ้านอีสาน ได้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมมาถึงลูกหลานในปัจจุบันจนกล่าวได้ว่า ภาคอีสานมีความร่ำรวยในด้านศิลปะ การแสดงดนตรี และการฟ้อนรำ อันแสดงถึงวิถีชีวิต และเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นอย่างไม่ซ้ำแบบใคร
โรงเรียนหนองสวรรค์วิทยาคาร ได้เห็นความสำคัญของศิลปะการแสดงดนตรี นาฏศิลป์พื้นเมือง และคุณค่าแก่การอนุรักษ์ ส่งเสริมและสืบสานให้ดำรงอยู่ต่อไป ประกอบกับความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน จึงได้มีการเสนอให้จัดกิจกรรม ดนตรีนาฏศิลปะพื้นเมือง (โปงลาง) เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักใช้เวลาว่างใหัเกิดประโยชน์ มีสุนทรียภาพ และจิตใจที่อ่อนโยน กล้าแสดงออกในทางสร้างสรรค์ มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน

2. วัตถุประสงค์
1. เพื่อให้ผู้เรียนพัฒนาความสามารถของตน ตามศักยภาพ
2. เพื่อให้ผู้เรียนมีสุนทรียภาพด้านดนตรี นาฎศิลป์ และเป็นผู้มีจิตใจที่อ่อนโยน
3. เพื่อให้ผู้เรียนกล้าแสดงออกในทางสร้างสรรค์
4. เพื่อให้ผู้เรียนรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
5. เพื่อตอบสนองความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และสังคม
6. เพื่ออนุรักษ์ ส่งเสริมและสืบสานศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นอีสาน
7. เพื่อเผยแพร่ ศิลปวัฒนธรรมอีสาน (โปงลาง)



3. Flow Chart Best Practice
กิจกรรมดนตรีและนาฏศิลป์พื้นเมือง (โปงลาง)



































4. แนวทางการดำเนินการจัดกิจกรรม
1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน และความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ทั้งบริบทของครูและโรงเรียน
2) วางแผนดำเนินงาน
- สร้างทีมงาน
- กำหนดกลยุทธ์การดำเนินงาน
- จัดทำแผนงาน / ปฏิทินปฏิบัติงาน
- จัดหาสื่อเพื่อการเรียนรู้ และประชาสัมพันธ์นักเรียน
3) ดำเนินการตามแผนจัดกิจกรรม
- คัดเลือกนักเรียนเข้าร่วมโครงการ
- ปฐมนิเทศให้ความรู้ ความเข้าใจ
- ดำเนินการฝึกซ้อม และจัดกิจกรรมตามปฏิทินที่กำหนด
- เผยแพร่กิจกรรม (จัดให้มีการแสดง) ให้บริการแก่ชุมชนและสังคม
4) นิเทศ กำกับ ติดตาม และประเมินผล
- นิเทศภายใน สังเกตการณ์เรียนการพัฒนา
- แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อเป็นแนวทางพิจารณาในการปรับปรุงจัดการเรียนรู้
ของกิจกรรม เพื่อเกิดประสิทธิภาพต่อผู้เรียนอย่างสูงสุด
5) นำผลการประเมินการจัดกิจกรรม มาทำเป็นข้อมูลสารสนเทศ เพื่อทบทวนและการนิเทศกำกับติดตาม
6) พัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนานักเรียนตามศักยภาพ สรุปผลและรายงานผลต่อผู้เรียนอย่างสูงสุด

5. ผลการดำเนินงาน
1) ผู้เรียนสามารถเปิดการแสดงเป็นวงดนตรีพื้นเมือง (โปงลาง) ซึ่งได้รับเชิญให้ไปแสดงตามงานต่างๆ เป็นประจำ
2) ผู้เรียนกล้าแสดงออกในทางสร้างสรรค์ และรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
3) ผู้เรียนเป็นผู้มีสัมมาคารวะ มีความอ่อนโยนและเป็นผู้มีสุนทรียภาพ
4) ผู้เรียนมีรายได้จากการรับเชิญไปแสดงในงานต่างๆ ช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง
5) เป็นที่ชื่นชม และยอมรับจากประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดหนองบัวลำภู และจังหวัดใกล้เคียง
6) ผู้เรียนสามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปใช้ในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา (โควตาความสามารถพิเศษ)
7) ผู้เรียนมีความรัก ภาคภูมิใจและหวงแหนในศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอีสาน อันเป็นที่ภาคภูมิปัญญาท้องถิ่น

6. ผลสำเร็จที่ส่งผลกระทบต่อผู้เรียน
1) ได้พัฒนาผู้เรียนเต็มตามศักยภาพ ทำให้นักเรียนเห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ เกิดกระบวนการคิด และทักษะในการดำเนินชีวิต
2) นักเรียนเกิดความรัก ความสามัคคี มีความเอื้ออาทรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความอดทน มีความเพียรพยายาม มีสติและเกิดปัญญา

7. ปัจจัยเกื้อหนุนสู่ความสำเร็จ
1) ผู้บริหารโรงเรียนให้การสนับสนุน ส่งเสริมด้านงบประมาณ การนิเทศ กำกับติดตามและให้ขวัญกำลังใจอย่างเต็มที่
2) ครูทุกคนให้ความร่วมมือ ร่วมใจกันอย่างเต็มที่และเต็มใจ
3) นักเรียนให้ความร่วมมือ และมีความพร้อมในการจัดกิจกรรม
4) ผู้ปกครอง ชุมชน ชื่นชมยินดี และพึงพอใจ พร้อมให้การสนับสนุนกิจกรรมอย่างดียิ่ง
5) คณะกรรมการสถานศึกษาให้การสนับสนุน ส่งเสริมประชาสัมพันธ์ ด้านการแสดงดนตรีนาฏศิลป์พื้นเมือง (โปงลาง)

8. บทเรียนที่ได้รับ
กิจกรรมดนตรีพื้นเมือง (โปงลาง) เป็นการพัฒนานักเรียน ผ่านกิจกรรมโดยมีการจัดกิจกรรมเรียนรู้ที่บรรณาการสู่การปฏิบัติ สามารถเชื่อมโยงการเรียนสู่การพัฒนาตนเองและผู้อื่น ดังนั้นกระบวนการเรียนรู้จะมีลักษณะ สอนให้รู้ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น ปฏิบัติให้เป็น สามารถนำไปใช้ในชีวิต ประจำวันได้ โดยให้นักเรียนมีการพัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจ ความประพฤติ และปัญญา มุ่งให้นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และเกิดประโยชน์ในการเรียนรู้

9. แนวทางการพัฒนาต่อยอดอย่างยั่งยืน
1) นำไปบรรจุลงในหลักสูตรสถานศึกษา เป็นรายวิชาเพิ่มเติม
2) จัดตั้งเป็นชมรม ดนตรีและนาฏศิลป์พื้นเมือง ในโรงเรียน
3) สื่อสารประชาสัมพันธ์ และบริการสังคมในการจัดการแสดง ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับองค์การต่างๆ อย่างสร้างสรรค์


10. การนำไปใช้ในสถานศึกษาอื่น
เป็นโรงเรียนต้นแบบในการจัดการเรียนรู้ ดนตรี นาฏศิลป์พื้นเมือง และเป็นแหล่งเรียนรู้ ทั้งในและนอกโรงเรียน

11. ความภาคภูมิใจ
1) รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง การประกวดวงดนตรีพื้นเมือง (โปงลาง ) ช่วงชั้นที่ 3 4 จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 ปีการศึกษา 2551
2) รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง การประกวดนาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ ช่วงชั้นที่ 3 4 จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 ปีการศึกษา 2551
3) รางวัล เหรียญทอง การประกวดวงดนตรีพื้นเมือง (โปงลาง ) งานศิลปหัตถกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปีการศึกษา 2551
4) รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง การประกวดนาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ งานศิลปหัตถกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปีการศึกษา 2551
5) รางวัลชนะเลิศ กิจกรรมการแสดง (โปงลาง ) ในการประกวดจังหวัดทูบีนัมเบอร์วันระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2552 ที่แอมแพคเมืองทองธานี
6) เป็นที่ชื่นชม และยอมรับจากประชาชน และหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดหนองบัวลำภูและจังหวัดใกล้เคียง โดยรับเชิญให้ไปแสดงในโอกาสต่างๆ เป็นประจำ

กระบวนการหรือวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
ชื่อผลงาน การพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (สร้าง website )
ชื่อเจ้าของผลงาน นายสุทธา ชาติประสพ โรงเรียนบ้านโคกสนวน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์เขต 1
เกริ่นนำ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มีเจตนารมณ์ให้จัดการศึกษาโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ มี
เป้าหมายให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง สถานศึกษาจึงต้องพัฒนาผู้เรียนให้เต็มศักยภาพของแต่ละบุคคลและจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ ทักษะ คุณธรรมและจริยธรรม สามารถบูรณาการให้สอดคล้องกับชีวิตจริง เน้นให้ผู้เรียนสามารถใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง มีความรู้ ทักษะ และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ( ICT ) ให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้และสามารถแข่งขันกับสังคมโลกได้
ผลสำเร็จ
1.นักเรียนมีทักษะในการใช้และนำเสนอข้อมูลโดยใช้ ICT โดยการเขียนเวปไซต์ (http://shool.obec.go.th/khoksanuan ,http://mo3kn.th.gs)
2. ผลิตสื่อการเรียนการสอนโดยใช้ นำเสนอผ่านเวปไซต์
3. จัดทำแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
กิจกรรม/ วิธีการ/ ขั้นตอนที่สำคัญ
1. จัดการเรียนรู้โดยการบูรณาการการเรียนการสอนโดยใช้ ICT ประกอบด้วย
- การสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต
- การเรียนรู้โดยใช้สื่อวีดีทัศน์ (โปรแกรม Uleadstudio)
- การนำเสนองานผ่านอินเทอร์เน็ต รูปแบบ website
2. การผลิตสื่อเบื้องต้นโดยใช้สร้างวีดีทัศน์ นำเสนอด้วยโปรแกรม powerpoint การสืบค้นข้อส่ง เอกสารด้วยจดหมายอิเล็กทรอนิคส์ (E- mail) โดยเกิดจากผลงานนักเรียนที่บูรณาการในสาระการอาชีพและเทคโนโลยี วิชา คอมพิวเตอร์
3.เรียนศึกษาและสืบค้นข้อมูล วิถีชีวิตชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น นำเสนอข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
4. นักเรียนมีทักษะในการใช้และนำเสนอข้อมูล โดยการใช้ ICT สามารถสร้างชิ้นงาน ผลงาน และผ่านการประเมินทุกคน




รางวัลที่ได้รับ
1. การประกวดและแข่งขันทักษะทางวิชาการ 2550
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มชำนิ 1
1. การเขียน Home Page โปรแกรม Front Page/ Dreameweaver ช่วงชั้นที่ 3 เหรียญทอง ที่ 1
2. การสืบค้นข้อมูล ช่วงชั้นที่ 3 เหรียญทอง ที่ 1
( เป็นตัวแทนกลุ่มไปแข่งที่ สพท.บร.1)
1. การเขียน Home Page โปรแกรม Front Page/ Dreameweaver ช่วงชั้นที่ 3 เหรียญทองแดง
2. การสืบค้นข้อมูล ช่วงชั้นที่ 3 เหรียญเงิน
2. การประกวดและแข่งขันทักษะทางวิชาการ 2551 กลุ่มชำนิ 1
1. การเขียน Home Page โปรแกรม Front Page/ Dreameweaver ช่วงชั้นที่ 3 เหรียญทอง ที่ 3
2. การสืบค้นข้อมูล ช่วงชั้นที่ 3 เหรียญทอง ที่ 1
(เป็นตัวแทนกลุ่มชำนิ 1 แข่งที่ สพท.บร 1)
1. การสืบค้นข้อมูล ช่วงชั้นที่ 3 เหรียญทอง
ข้อจำกัดความการนำไปใช้
1. การใช้กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการกับกลุ่มสาระอื่นๆให้มากที่สุด
2. การสร้างระบบเครือข่าย โดย ใช้ระบบ ICT
3. การจัดการเรียนการสอนด้วยระบบ ICT
  • ชอบ
Best Practices คืออะไร?
American Productivity and Quality Center ให้นิยาม Best Practice ไว้ว่า คือการปฏิบัติทั้งหลายที่สามารถก่อให้เกิดผลที่เป็นเลิศ หรือวิธีปฏิบัติที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ หรือสู่ความเป็นเลิศ
Best Practices ของสถานศึกษา จึงเป็นวิธีการทำงานใหม่ที่สถานศึกษาเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา ซึ่งนำไปสู่การบรรลุผลลัพธ์ที่ตอบสนองความคาดหวังของชุมชน ผู้ปกครอง และเป้าหมายของสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สถานศึกษาประสบความสำเร็จ ก้าวสู่ความเป็นเลิศ
วิธีปฏิบัติในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาที่จะเรียกได้ว่าเป็น Best Practices นั้น มีแนวทางการพิจารณา 6 ข้อ ดังนี้
1.วิธีปฏิบัตินั้น ดำเนินการบรรลุผลได้สอดคล้องกับความคาดหวังของชุมชนหรือผู้ปกครองที่มีต่อสถานศึกษา หรือเป็นวิธีปฏิบัติที่สร้างความพึงพอใจให้กับทุกคนในสถานศึกษาได้
2.วิธีปฏิบัตินั้น ผ่านกระบวนการนำไปใช้อย่างเป็นวงจร จนเห็นผลอย่างชัดเจนว่า ทำให้เกิดคุณภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ วิธีปฏิบัตินั้นมีกระบวนการ PDCA จนเห็นแนวโน้มของตัวชี้วัดความสำเร็จที่ดีขึ้น
3.สถานศึกษาสามารถบอกเล่าถึงวิธีปฏิบัตินั้นได้ว่า ทำอะไร (what) ทำอย่างไร (how) และ ทำไมจึงทำ หรือ ทำไมจึงไม่ทำ (why)
4.ผลลัพธ์จากวิธีปฏิบัตินั้น เป็นไปตามองค์ประกอบ ข้อกำหนดของการพัฒนาคุณภาพเชิงระบบ
5.วิธีปฏิบัตินั้น สามารถระบุได้ว่า เกิดจากปัจจัยสำคัญที่ชัดเจน และปัจจัยนั้นก่อให้เกิดการปฏิบัติที่ต่อเนื่องและยั่งยืน
6.วิธีปฏิบัตินั้นใช้กระบวนการจัดการความรู้ (KM) เช่นการเล่าเรื่อง (Storytelling) ในการถอดบทเรียนจากการดำเนินการ
สรุป ได้ว่า วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ( Best Practice ) หมายถึง วิธีปฏิบัติในกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งที่ทำให้สถานศึกษาประสบความสำเร็จ ภายใต้เงื่อนไขหรือสภาพแวดล้อมที่สถานศึกษาเผชิญอยู่



(ตัวอย่าง)
วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ โรงเรียน วัดดอนกระเบื้อง
วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ : .
กระบวนการ
- ใช้การจัดกิจกรรมภาษาไทยวันละคำหน้าเสาธงทุกวัน
- กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน โดยจัดการเรียนการสอนเป็นกลุ่ม
ในแต่ละกลุ่มจะมีเด็กเก่ง ปานกลาง และเด็กอ่อน เรียนร่วมกัน ให้เด็กที่เรียนเก่งช่วยเหลือเด็กที่เรียนอ่อนเวลามีปัญหาด้านการเรียน
ผลที่ได้รับ
เด็กสามารถเรียนต่อในระดับชั้นที่สูงขึ้นไป
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
- เด็กมีพัฒนาการด้านการอ่านการเขียนดีขึ้น
- เด็กมีผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนดีขึ้น








วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices)
ระบบการเรียนรู้
โรงเรียนงิ้วรายบุญมีรังสฤษดิ์
การใช้สื่อ ICT เพื่อการพัฒนาระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

1. บริบทโรงเรียนและความเป็นมาของระบบการเรียนรู้
โรงเรียนงิ้วรายบุญมีรังสฤษด์ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดกลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลงิ้วราย อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มีพื้นที่ 10 ไร่ 2 งาน 30 ตารางวา เปิดทำการสอนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1- 6 โดยท่านพระครูปุริมานุรักษ์ (บุญมี สุขาบูรณ์) เจ้าอาวาสวัดงิ้วรายในขณะนั้นเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียน เมื่อ พ.ศ. 2503 ปัจจุบันโรงเรียนงิ้วรายบุญมีรังสฤษดิ์มีจำนวนนักเรียน 524 คน ข้าราชการครู 24 คน ครูจ้างสอน 4 คน ลูกจ้างประจำ 5 คน มีนายกีรติ ป้านสกุล เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน
โรงเรียนงิ้วรายบุญมีรังสฤษดิ์ ตั้งอยู่หน้าสถานีรถไฟงิ้วราย ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน ห่างจากที่ว่าการอำเภอนครชัยศรี 4 กิโลเมตร ห่างจากที่ว่าการอำเภอพุทธมณฑล 10 กิโลเมตร การคมนาคมสะดวกทั้งรถไฟ รถยนต์ ในบริเวณใกล้เคียงโรงเรียนมีโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ และโรงเรียนขยายโอกาส แวดล้อมโรงเรียนอยู่มากถึง 7 โรงเรียน เนื่องจากเป็นโรงเรียนมัธยมแห่งแรกของอำเภอนครชัยศรี ศิษย์เก่าจำนวนมาก ที่ศรัทธาในชื่อเสียงของโรงเรียน แม้ว่าจะมีโรงเรียนที่ใกล้บ้านมากกว่าผู้ปกครองก็ยังนิยมส่งบุตรหลานมาเรียน สภาพสังคมส่วนใหญ่เป็นสังคมเกษตรกรรม ผู้ปกครองนักเรียนส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำสวน รองลงไปคือค้าขาย และเป็นลูกจ้างในโรงงานอุตสาหกรรมตามลำดับ ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความคาดหวังว่าโรงเรียนจะสามารถจัดการศึกษาให้นักเรียนเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ เป็นคนดี เป็นคนเก่ง และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข โดยมีกิจนิสัยรักการมาโรงเรียน ใฝ่เรียนใฝ่รู้ มีน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น นักเรียนมีระเบียบวินัย และมีมารยาทดีตามแบบอย่างวัฒนธรรมไทย
ในปี พ.ศ. 2546 โรงเรียนได้เข้าร่วมโครงการ ToPSTAR ของสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ซึ่งได้กำหนดระบบการดำเนินงานเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาไว้เป็น 3 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบการเรียนรู้ ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ระบบกิจกรรมนักเรียน และโรงเรียนก็ได้พัฒนาระบบหลักดังกล่าวมาตามลำดับ สู่โครงการระบบดีโรงเรียนมีคุณภาพ (Healthy School Healthy System) และโครงการพัฒนาโรงเรียนเข้มแข็งด้วยการจัดการความรู้ (Healthy School by Knowledge Management) ในปัจจุบัน
จากการรายงานผลการดำเนินงานระบบการเรียนรู้ของโรงเรียนงิ้วรายบุญมีรังสฤษดิ์ ในปีการศึกษา 2551 พบว่าครู ผู้ปกครอง นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษา ร้อยละ 80 ขึ้นไป มีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานของระบบเรียนรู้ เช่น การสอนปรับพื้นฐานนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 การสอนเข้มเตรียมความพร้อมในการสอบ O-Net ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กิจกรรมค่ายวิชาการ เป็นต้น ผู้ปกครองให้ความร่วมมือกับโรงเรียนมาประชุมในกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน เช่น กิจกรรมปฐมนิเทศนักเรียนใหม่ กิจกรรมการประชุมผู้ปกครองเพื่อรับฟังรายงานผลการเรียนครึ่งภาเรียน กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างครูที่ปรึกษากับผู้ปกครอง เพื่อเฝ้าระวังและแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียน เช่น หนีเรียน ไม่เอาใจใส่ทบทวนวิชาเรียนเป็นต้น
ตารางที่ 1 แสดงความพึงพอใจของนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษาที่มีต่อการจัดกิจกรรมต่างๆ ของระบบเรียนรู้ ในปีการศึกษา 2551
รายการ ระดับความคิดเห็น ค่าเฉลี่ยรวม ค่าเฉลี่ยร้อยละ แปลผล
ความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมต่างๆในระบบการเรียนรู้ นักเรียน
(5) ครู
(5) ผู้ปกครอง
(5) คณะกรรมการสถานศึกษา
(5)
- การสอนปรับพื้นฐานนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 4.5 4.6 4.3 4.5 4.475 89.5 ดี
- การสอนเข้มเตรียมความพร้อมในการสอบ O-Net ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 4.8 4.8 4.5 4.5 4.65 93 ดี
- การจัดนิทรรศการวิชาการ 4.3 4.5 4 4.5 4.325 86.5 ดี
- กิจกรรมค่ายวิชาการ 4.8 4.8 4.2 4.5 4.575 91.5 ดี
เฉลี่ย 4.6 4.675 4.25 4.5 4.506 90.125
ที่มา : รายงานการสำรวจความพึงพอใจต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียน ปีการศึกษา 2551

จากการสำรวจความพึงพอใจต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนปีการศึกษา 2551 พบว่า นักเรียน ครู ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษา มีระดับความคิดเห็นพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมต่างๆ ในระบบการเรียนรู้เฉลี่ยที่ระดับ 4.6 , 4.675 , 4.25 และ 4.5 ตามลำดับ คิดเป็นค่าเฉลี่ยรวมได้ 4.506 คิดเป็นค่าเฉลี่ยร้อยละได้ 90.125 เทียบตามเกณฑ์มาตรฐาน คือ พึงพอใจในระดับดี
แต่ผลการรายงานการประเมินตนอง (Self Assessment Report - SAR) ในปี 2550 ทำให้โรงเรียนได้พบปัญหาของระบบการเรียนรู้ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างรีบด้วย นั่นคือปัญหาสัมฤทธิ์ผลของการดำเนินงานมาตรฐานที่ 5 ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร ในภาพรวมอยู่ในระดับพอใช้ ซึ่งทำให้โรงเรียนต้องรีบประชุมครูผู้สอนในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อหาทางพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนให้สูงขึ้น


2. การพัฒนาระบบการเรียนรู้
2.1. Flow Chart ระบบการเรียนรู้

วิเคราะห์คำอธิบายรายวิชา
ออกแบบหน่วยการเรียนรู้
ตลอดภาคเรียน/ปี


วิเคราะห์ผู้เรียน




ต้องการให้ความช่วยเหลือ
No ปรับพื้นฐานจัดกลุ่มผู้เรียน
Yes

ออกแบบการเรียนรู้และการประเมินผล
แต่ละหน่วย


จัดการเรียนรู้ *B.P.*


นิเทศภายใน แลกเปลี่ยนเรียนรู้


ประเมินผลการเรียนรู้
และการสอนแต่ละหน่วย




บรรลุวัตถุประสงค์
No ปรับพื้นฐานจัดกลุ่มผู้เรียน
Yes

วิจัยพัฒนาการเรียนการสอน
อย่างต่อเนื่อง


บันทึกรายงานผล
ระบบการจัดการเรียนรู้

2.2. การพัฒนาวิธีการดำเนินงาน
เมื่อโรงเรียนพบว่านักเรียนมีปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับพอใช้ จึงได้ดำเนินการแก้ไขทันที โดยขอความร่วมมือจากทำฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คณะกรรมการวิชาการ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ และครูผู้สอน ทั้งนี้โรงเรียนได้พัฒนาวิธีการดำเนินงานโดยใช้จงจรคุณภาพ (PDCA) ของเดมมิ่ง ดังนี้
P (Plan) การวางระบบ เป็นการกำหนดขั้นตอนการทำงานที่อาศัยความร่วมมือของทุกคนในโรงเรียน มีการประชุมสัมมนา เพื่อจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง มีการจัดปรับปรุงวิธีการดำเนินงานและบันทึกมาตรฐาน เพื่อให้การดำเนินงานระบบการเรียนรู้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีเอกภาพ
D (Do) เป็นการปฏิบัติร่วมกันของทุกคนในโรงเรียน ซึ่งได้มาจากการจัดการความรู้ (Knowledge Management) ด้วยการจัดกิจกรรมเรื่องเล่าเร้าพลัง (Story telling) และการนิเทศให้คำปรึกษาจากนักวิจัยเครือข่ายของสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ จำนวนทั้งสิ้น 6 ครั้ง
ครั้งที่ 1 วันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 ผู้อำนวยการโรงเรียน (ผอ.กีรติ ป้านสกุล) และหัวหน้ากลุ่มบริหารวิชากร (อ.อนุชิต กรีแสง) ซึ่งได้เข้าร่วมประชุมสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนในโครงการพัฒนาโรงเรียนเข้มแข็งด้วยการจัดการความรู้ (Healthy School by Knowledge Management) ที่โรงแรม เอส.ดี.อเวนิว กรุงเทพฯ ได้ขยายผลการประชุมสัมมนาและสรุปความรู้เรื่องการจัดการความรู้ (Knowledge Management KM) ต่อที่ประชุมคณะครูในการประชุมประจำเดือน ทำให้คณะครูได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องการจัดการความรู้ (KM)
ครั้งที่ 2 วันที่ 23 ธันวาคม 2551 นักวิจัยเครือข่ายของสถาบันวิจัยฯ (ศน.กมล ปิยภัณฑ์) มานิเทศการจัดการความรู้ในส่วนของกิกรรมเรื่องเล่าเร้าพลัง (Story telling) แก่ทีมพัฒนาคุณภาพโรงเรียน จนโรงเรียนสามารถจัดทำเครื่องมือการจัดการเรียนรู้ เช่น การจัดทำแบบบันทึกมาตรฐาน และแบบประเมินผลการจัดการความรู้ เพื่อเตรียมการจัดอบรมการจัดการความรู้ให้แก่คณะครูต่อไป
ครั้งที่ 3 วันที่ 6 มิถุนายน 2552 โรงเรียนประชุมคณะครูเพื่อจัดการความรู้ โดยใช้กิจกรรมเรื่องเล่าเร้าพลัง โดยกำหนดหัวข้อความสำเร็จ (Knowledge Vision - KV) เรื่อง วิธียกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้น ได้ผลสรุปเป็นแก่นและขุมความรู้ สังเคราะห์เป็นวีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) ในเรื่อง การใช้สื่อ ICT เพ่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ครั้งที่ 4 วันที่ 16 มิถุนายน 2552 นักวิจัยเครือข่ายของสถาบันวิจัยฯ (ศน.กมล ปิยภัณฑ์) มานิเทศให้คำปรึกษาแก่ทีมพัฒนาคุณภาพในส่วนของการเขียนรายงาน วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) ส่งผลให้ผู้รับผิดชอบงานระบบการเรียนรู้สามารถเข้าใจองค์ประกอบหลักการเขียนรายงาน Best Practices และเขียนรายงานได้ถูกต้อง
ครั้งที่ 5 วันที่ 26 มิถุนายน 2552 ทีมพัฒนาคุณภาพได้ไปประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่โรงเรียน เสนา เสนาประสิทธิ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนำเสนอวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ แก่ที่ประชุม ทีมพัฒนาคุณภาพซึ่งมาจากโรงเรียนต่างๆ ที่มี ศน.กมล ปิยภัณฑ์ และศน.เจษฎา แช่มประเสริฐ เป็นที่ปรึกษา จำนวน 10 โรงเรียน ส่งผลให้ผู้รับผิดชอบแต่ละระบบหลักสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มาใช้ปรับปรุงการเขียนรายงาน Best Practices อย่างถูกต้องยิ่งขึ้น
ครั้งที่ 6 วันที่ 9 กันยายน 2552 นักวิจัยเครือข่ายฯ ตรวจสอบเอกสารการเขียนรายงานและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปรับปรุงการเขียนรายงาน โดยเพิ่มเติมเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเรื่องเล่าเร้าพลัง เพื่อให้เอกสารรายงานมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
C (Check) ดำเนินการประเมินตนเองโดยเน้นการประเมินทบทวนระบบอย่างกัลยาณมิตร และการเสนอแนะข้อคิดเห็นเพื่อการพัฒนาจากผู้บริหาร ทีมพัฒนาคุณภาพและนักวิจัยเครือข่าย
A (Action) จัดประชุมครูและคณะกรรมการสถานศึกษา เพื่อนำผลการประเมินทบทวนมาปรับปรุงพัฒนาระบบหรือวิธีการดำเนินงานเพื่อมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายความสำเร็จที่วางไว้
2.3. ขั้นตอนของวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ
ขั้นตอนของระบบการเรียนรู้ที่โรงเรียนงิ้วรายบุญมีรังสฤษดิ์ถือว่าเป็น Best Practices ในปี 2551 คือ ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ ดัง Flow chart ต่อไปนี้ คือ




การจัดการเรียนรู้
โดยใช้สื่อ ICT


การเตรียมความพร้อม


การจัดการเรียนการสอน
โดยใช้สื่อ ICT


การประเมินผล
บรรลุวัตถุประสงค์
No ปรับปรุงพัฒนาสื่อ
Yse


วิจัยพัฒนา
การใช้สื่อICT อย่างต่อเนื่อง


สรุปรายงานผล


3. วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices)
วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศของโรงเรียนได้รับการจัดการความรู้ (KM) ด้วยการจัดกิจกรรมเรื่องเล่าเร้าพลัง (Story telling) โดยคณะครูได้กำหนดหัวข้อความสำเร็จ (Knowledge Vision KV) เรื่อง วิธีการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้น ดังตัวอย่าง เรื่องเล่าต่อไปนี้
ครูศิริพงษ์ เล่าถึงความสนใจของนักเรียนที่กระตือรือร้นตั้งใจเรียนมากเป็นพิเศษ บางคนสนใจขอเรียนซ้ำย้ำทบทวนหลายครั้งจนจำแม่นขึ้นใจ เมื่อครูศิริพงษ์ ใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนฝึกทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง Present Perfect Progressive Tense และเรียกร้องให้ครูสอน Tense อื่นๆ ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์เช่นนี้อีก
ครูปารมรัตน์ เล่าว่า พบปัญหานักเรียนเบื่อหน่าย ไม่ชอบเรียนหลักภาษาไทย จึงหาทางแก้ไขปัญหาด้วยการขอความร่วมมือจากครูอนุชิต ซึ่งเก่งคอมพิวเตอร์มาก มาช่วยสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI เรื่องชนิดของคำ ด้วยโปรแกรม Authorware ปรากฏว่านักเรียนเกิดความสนใจและตั้งใจเรียนอย่างมาก จนสามารถทำข้อสอบวิชาหลักภาษาซึ่งใครๆ ก็ว่ายากอย่างยิ่ง ได้คะแนนเกือบเต็มทุกคน
ครูวัลลภ เล่าเรื่องที่นักเรียนเคยพูดว่า กลัวจะสอบตกวิชาฟิสิกส์มากที่สุด แต่พอครูวัลลภให้เรียน เรื่องแสงโดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่ครูวัลลภจัดทำขึ้นมาเอง เท่านั้น นักเรียนต่างพากันพูดว่าเรียนฟิสิกส์ก็สนุกได้ ไม่ยากอย่างที่คิดสักนิดเดียว และสื่อ CAI เรื่องแสงที่ครูวัลลภ จัดทำขึ้นนี้ นอกจากจะช่วยให้นักเรียนได้เรียนอย่างสนุกสนานและทำข้อสอบได้คะแนนดีขึ้นแล้ว ครูวัลลภ ยังสามารถพัฒนาสื่อเพื่อนำไปใช้ส่งเป็นผลงานเลื่อนวิทยฐานะเป็น คศ.3 ได้อีกด้วย
การจัดการความรู้ครั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่พบคือ ประโยชน์ของสื่อICT ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน ได้แก่ การเรียนรู้อย่างสนุกสนาน การมีความรู้ความเข้าใจที่คงทนในเนื้อหาที่เรียน สามารถเรียนรู้ซ้ำเป็นรายบุคคลได้ ซึ่งส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น
การผลิตสื่อICT เพื่อใช้ในการเรียนการสอน รวมถึงการพัฒนาสื่อนี้ นอกจากจะเกิดประโยชน์กับตัวนักเรียนแล้วยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการขอกำหนดตำแหน่งเลื่อนวิทยฐานะของครูได้อีกด้วย
3.1. อะไรคือวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (What?)
วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศของระบบการเรียนรู้ โรงเรียนงิ้วรายบุญมีรังสฤษดิ์ คือ การใช้สื่อICT เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
3.2. วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศทำอย่างไร (How?)
วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) การใช้สื่อICT เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของโรงเรียนงิ้วรายบุญมีรังสฤษดิ์ มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1) ขั้นเตรียมความพร้อม
1.1) เตรียมความพร้อมด้านงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์
โรงเรียนงิ้วรายบุญมีรังสฤษดิ์ได้เข้าร่วมโครงการผู้นำการใช้สื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง จากสำนักเทคโนโลยีทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ทำให้โรงเรียนได้รับการจัดสรรงบประมาณ จำนวน 100,000 บาท อีกทั้งโรงเรียนยังได้ขอรับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม อีกเป็นจำนวนเงิน 150,000 บาท ทำให้โรงเรียนสามารถจัดทำห้องเรียน ICT เพื่อการเรียนรู้ได้จำนวน 5 ห้อง เพื่อส่งเสริมให้ครูและนักเรียนได้รับความสะดวกในการเรียนรู้ด้วยการใช้สื่อ ICT อย่างเต็มที่
1.2) เตรียมความพร้อมด้านบุคลากร
เนื่องจากโรงเรียนได้เข้าร่วมโครงการผู้นำการใช้สื่อเรียนรู้ด้วยตนเอง ดังนั้น โรงเรียนจึงได้ดำเนินการจัดส่งครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สาระต่างๆ ทั้ง 8 กลุ่มสาระ เข้ารับการศึกษาอบรม การผลิตและการใช้สื่อ ICT อย่างต่อเนื่อง จากสำนักเทคโนโลยีทางการศึกษา จนครูมีทักษะการผลิตและการใช้สื่อ สามารถนำมาขยายผลแก่ครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้ของตนได้
การจัดการความรู้ (KM) โรงเรียนได้เข้าร่วมในโครงการโรงเรียนเข้มแข็งด้วยการจัดการความรู้ของสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ มีการประชุมคณะครูเพื่อจัดการความรู้ (KM) ทำให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการปฏิบัติของครูแต่ละคน ซึ่งส่งผลให้ครูมีความกระตือรือร้นสนใจที่จะพัฒนาการใช้สื่อICT เพื่อแก้ปัญหานักเรียนมีผลการเรียนต่ำ
2) ขั้นการพัฒนาและใช้สื่อICT
เมื่อครูพบปัญหานักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ และจะแก้ปัญหาด้วยการใช้สื่อ ICT พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้นนั้น การพัฒนาและใช้สื่อ ICT มีลำดับขั้นตอนดังนี้
2.1) ออกแบบบทเรียน เนื้อหาและแบบทดสอบ
2.2) ผลิตสื่อด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ เช่น Authroware , PowerPoint เป็นต้น
2.3) ประเมินคุณภาพของสื่อICT ด้วยการใช้แบบประเมินสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนของกระทรวงศึกษาธิการ นำมาปรับปรุงประเด็นข้อคำถามบางข้อให้มีข้อความที่สัมพันธ์กับเนื้อหาของวิชาที่จัดทำ
2.4) นำสื่อไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน
2.5) หาประสิทธิภาพของสื่อICT ที่นำมาใช้โดยการหาค่าเฉลี่ยร้อยละของแบบทดสอบระหว่างเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ (หาค่า E1/E2)
3) ขั้นสรุปผล รายงาน
เมื่อครูใช้สื่อ ICT ในการจัดการเรียนรู้เสร็จสิ้น ต้องจัดทำบันทึกผลการจัดการเรียนรู้แล้วสรุปผล รายงานต่อหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ หัวหน้ากลุ่มบริหารงานวิชาการ และผู้บริหารโรงเรียน เพื่อนำผลที่ได้ไปประเมินการพัฒนางานต่อไป
4. ผลการดำเนินงาน
จากผลการดำเนินงานดังกล่าว โรงเรียนมีการประเมินทบทวนอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลการประเมินทบทวน ดังนี้
4.1 ด้านครู
ตารางที่ 2 แสดงผลการประเมินทบทวน ในปีการศึกษา 2550 และในปีการศึกษา 2551 ด้านกระบวนการ ในขั้นตอน การวิเคราะห์ผู้เรียนและการจัดการเรียนการสอน ตามตัวชี้วัดสำคัญ ดังต่อไปนี้
ที่ ตัวชี้วัดสำคัญ ผลการประเมินทบทวน เป้าหมาย
ปี 2552
2550 2551
1. ร้อยละของครูนำโปรแกรมการวิเคราะห์แบแผนการเรียนรู้
(Leaning Style) มาใช้ประกอบในขั้นตอนวิเคราะห์ผู้เรียน 60 85 100
2. ร้อยละของครู นำสื่อ ICT มาใช้การจัดการเรียนการสอน 70 85 100
3. ร้อยละของครู ผลิตสื่อ ICT เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน 60 80 90
4.2 ด้านนักเรียน
ตารางที่ 3 แสดงผลการประเมินทบทวน ในปีการศึกษา 2550 และในปีการศึกษา 2551 ด้านผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน
ที่ ผลการประเมินทบทวน
1 ร้อยละของผู้เรียนที่มีผลการเรียนเฉลี่ยในระดับดี (ระดับ 3.00 -4.00) 32.71 38.97
2 ร้อยละของนักเรียนที่ผลการเรียน 0,ร,มส 7.81 4.52
5. ปัจจัยความสำเร็จ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ของการดำเนินการได้แก่
5.1 ปัจจัยภายนอก ได้แก่
(1) องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม ได้สนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาห้องเรียน ICT เป็นจำนวนเงิน 150,000 โรงเรียนได้นำงบดังกล่าวมาพัฒนาและจัดทำห้อง ICT จำนวน 5 ห้อง เพื่อส่งเสริมให้ครูและนักเรียนได้รับความสะดวกในการใช้ห้องดังกล่าว
(2) สำนักเทคโนโลยีทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้เลือกโรงเรียนเข้าร่วมโครงการ ผู้นำการใช้สื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้โรงเรียนมีการดำเนินการตามโครงการดังกล่าว ได้อย่างเป็นรูปธรรม
5.2 ปัจจัยภายใน ได้แก่
(1) ผู้บริหาร ให้ความสำคัญในการกระตุ้น กำกับติดตาม และสนับสนุนให้ครูได้แสดงพลังและศักยภาพอย่างเต็มที่ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตลอดจนการส่งเสริมในเรื่องขวัญและกำลังใจอย่างสม่ำเสมอ
(2) ครูผู้สอน มีความตระหนักและเน้นความสำคัญ ในการวิเคราะห์ผู้เรียนและนำผลการวิเคราะห์ มากำหนดแนวทางการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการ และธรรมชาติของผู้เรียน นอกจากนี้โรงเรียนมีการจัดอบรมการผลิตและการใช้สื่อให้ครูอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ มีการจัดกิจกรรมเรื่องเล่าเร้าพลังและมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อย่างน้อยภาคเรียนละ 1 ครั้ง ทำให้ครูมีการพัฒนาเทคนิคและวิธีการสอนอยู่เสมอ เกิดความเป็นเอกภาพในการทำงาน จนเป็นวัฒนธรรมขององค์กร
6. บทเรียนที่ได้รับ
ผลของการจัดการความรู้ (KM) ทำให้ครูสามารถนำประสบการณ์ที่ตนมีอยู่มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน จนสามารถสกัดเป็นแก่นและขุมความรู้ สังเคราะห์พัฒนาเป็น Best Practice ได้ เป็นการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของบุคลากรภายในโรงเรียนได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องพึ่งพาวิทยากรจากภายนอกโรงเรียน หากโรงเรียนมีการจัดการความรู้บ่อยครั้ง อย่างสม่ำเสมอให้เป็นวัฒนธรรมขององค์กรจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของครูให้สูงขึ้นและโรงเรียนเกิดความเข้มแข็งทางวิชาการมากขึ้น ส่งผลให้โรงเรียนมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของสังคมต่อไป
เคล็ดลับที่ทำให้การดำเนินงานได้ประสบผลสำเร็จ คือ ความใส่ใจของผู้บริหารสถานศึกษา ความร่วมมือของชุมชน และวัฒนธรรมในองค์กร ในการปฏิบัติงานของครู นอกจากนี้ โรงเรียนต้องมีเป้าหมายในการพัฒนาที่ชัดเจน มีการสร้างขวัญและแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู
ข้อที่พึงระวัง คือ ครูจะต้องนำผลการวิเคราะห์ผู้เรียนมาวางแผนและกำหนดรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยนำสื่อ ICT มาใช้ให้เป็นรูปธรรมและจะต้องมีการประเมินการดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำผลการประเมินมาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น







Best Practice
โรงเรียนรักการอ่าน สานสู่ฝันอันยิ่งใหญ่
๑. ข้อมูลทั่วไป
ชื่อเรื่อง โรงเรียนรักการอ่าน สานสู่ฝันอันยิ่งใหญ่
เจ้าของ นายเฉลิม เทพสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านจอมบึง(วาปีพร้อมประชาศึกษา)
หมู่ที่ ๓ ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ๗๐๑๕๐
โทร ๐๓๒-๒๖๑๑๕๑ Web Site ://school.obec.go.th/banjombung/
๒. สภาพทั่วไป / ความเป็นมา
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดกลยุทธ์พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา
เพื่อเร่งรัด ส่งเสริม และพัฒนาให้หน่วยงานในสังกัดนำนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยมีกลยุทธ์และจุดเน้นที่สำคัญหลายๆ ด้าน รวมทั้งพัฒนาการอ่านการเขียน และการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย ส่งเสริมให้นักเรียนช่วงชั้นที่ ๑ อ่านออกเขียนได้ ช่วงชั้นที่ ๒ เป็นต้นไป อ่านคล่องเขียนคล่อง ใช้ภาษาไทยอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการเรียนรู้สาระการเรียนรู้อื่น เพื่อการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และเพื่อการสื่อสารสื่อความคิดได้ตามเจตนารมณ์ บรรดาประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศที่กำลังพัฒนาขณะนี้ ต่างเน้นให้หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เสมือนเป็นปัจจัยที่ห้าของการดำรงชีวิตของพลเมือง โดยส่งเสริมให้เด็กของตนสนใจและใช้เวลาว่างเพื่อการอ่านทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน ให้อ่านหนังสือหลากหลายประเภท ทั้งที่เป็นภาษาแม่และภาษาต่างประเทศ เพราะประจักษ์ว่า หากพลเมืองในประเทศมีความสามารถในการอ่าน รู้จักเลือกนำความรู้และความคิดไปพัฒนาตนและประเทศแล้ว ประเทศก็จะเจริญรุ่งเรือง
มีบุคคลตัวอย่างหลากหลายอาชีพที่แสดงอย่างชัดเจนว่า การอ่านมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของบุคคลนั้นๆ และมีตัวอย่างจากหลายๆ ประเทศที่บรรลุวัตถุประสงค์ในการพัฒนาประเทศ เพราะมีประชากรที่มีคุณภาพ เป็นนักอ่านฉลาดรอบรู้ และมีความคิดสร้างสรรค์พัฒนาชาติของตนให้ยิ่งใหญ่
แม้ว่าโรงเรียนบ้านจอมบึง(วาปีพร้อมประชาศึกษา) ได้พยายามส่งเสริมและยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนภาษาไทยมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่ในช่วงระยะเวลา ๒- ๓ ปีที่ผ่านมา ผู้ปกครองจากชุมชนต่างๆ ในเขตอำเภอจอมบึงและอำเภอใกล้เคียง ต่างให้ความมั่นใจพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา จึงได้นำบุตรหลานย้ายมาเข้าเรียนที่โรงเรียนบ้านจอมบึง เป็นจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี จากการสังเกตพบว่านักเรียนที่ย้ายมาเข้าเรียนใหม่นี้ ส่วนใหญ่จะมีปัญหาด้านความสามารถการอ่านการเขียนภาษาไทย บางคนยังอ่านเขียนไม่คล่อง ทั้งๆ ที่เรียนอยู่ในช่วงชั้นที่ ๒ จึงทำให้เป็นปัญหาในการจัดการเรียนการสอนของคณะครูในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่อ่อนด้อยตามไปด้วย
ในฐานะที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษาจำเป็นจะต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในการแก้ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของนักเรียนทุกช่วงชั้นในภาพรวมของสถานศึกษา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคิดหาวิธีการให้นักเรียนเป็นผู้ที่มีนิสัยรักการอ่านทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน เพื่อให้มีความสามารถด้านการฟัง พูด อ่าน เขียน และคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นอย่างมีคุณภาพอีกด้วย
๓. วัตถุประสงค์
๓.๑. เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้นักเรียนอ่านออก เขียนได้ และอ่านคล่อง เขียนคล่อง
๓.๒. เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้
๓.๓. เพื่อส่งเสริมให้คณะครูจัดกิจกรรมแก้ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ของนักเรียนอย่างเป็นระบบ
๓.๔. พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาไทยอย่างมี
ประสิทธิภาพ
๓.๕. เพื่อส่งเสริมให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการอ่านการเขียนภาษาไทยของนักเรียน และพัฒนาให้เป็น
ครอบครัวรักการอ่าน
๓.๖. เพื่อส่งเสริมให้การอ่านการเขียนของนักเรียนมีพัฒนาการที่สูงขึ้น
๔. วิธีการปฏิบัติสู่ความเป็นเลิศ Best Practice
๔.๑. ขั้นตอนการดำเนินงาน FLOW CHART



























๔.๒. ขั้นตอนวิธีการดำเนินงาน
๔.๒.๑. วิเคราะห์สภาพปัจจุบันปัญหาของนักเรียนที่มีปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เช่น นักเรียนขาดทักษะพื้นฐานการอ่านการเขียนทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน นักเรียนมีสมาธิในการเรียนรู้สั้น การจัดการเรียนการสอนไม่สอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของสมองของเด็ก (BBL) เป็นต้น
๔.๒.๒. ประชุมสร้างความตระหนักให้กับบุคลากรและผู้ปกครอง ให้เห็นความสำคัญของภาษาไทย แม้ครูที่สอนสาระการเรียนรู้อื่น โดยเป็นแบบอย่างที่ดีและร่วมกันส่งเสริมการใช้ภาษาไทยของนักเรียน
๔.๒.๓. ผู้บริหารสถานศึกษาสร้างนวัตกรรมที่ส่งเสริมนิสัยรักการอ่านทั้งที่โรงเรียนและที่บ้านและนำเสนอให้บุคลากรรวมทั้งนักเรียนทุกคนนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน
๔.๒.๔. ดำเนินการตามวัตถุประสงค์โดยมอบหมายให้ครูประจำชั้นดำเนินการปลูกฝังให้นักเรียนมีนิสัย
รักการอ่านที่โรงเรียน ในกิจกรรมที่ชื่อว่า อ่านหนังสือให้พี่ เพื่อนฟังวันละหน้า เพื่อพัฒนาการอ่าน โดยให้นักเรียนอ่านหนังสือให้พี่ เพื่อน ฟังวันละหน้าในช่วงของการพักกลางวันเมื่ออ่านจบแล้วต้องให้พี่หรือเพื่อนที่รับฟังการอ่านลงลายมือชื่อเพื่อลงความเห็นว่าผลการอ่านเป็นเช่นไร (อ่านคล่อง พอใช้ หรือต้องปรับปรุง)
ในส่วนของการส่งเสริมให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการอ่านการเขียนภาษาไทยของนักเรียน ทางโรงเรียนได้มอบใบกิจกรรมรักการอ่านให้กับนักเรียนกลับไปปฏิบัติที่บ้านโดยใช้ชื่อกิจกรรมว่า ฟังลูกหลานอ่านหนังสือ คือสายใยรักครอบครัว เมื่อนักเรียนกลับไปบ้านก่อนนอนต้องอ่านหนังสือให้ผู้ปกครองฟัง และผู้ปกครองต้องลงลายมือชื่อเพื่อลงความเห็นว่าผลการอ่านของลูกหลานเป็นเช่นไร กิจกรรมนี้นอกจากจะทำให้นักเรียนมีทักษะด้านการอ่านการเขียนภาษาไทยที่ดีแล้ว ยังเป็นการสร้างความรักความผูกพันและความอบอุ่นของสมาชิกในครอบครัวอีกด้วยและสามารถพัฒนาเป็นครอบครัวรักการอ่านได้ในที่สุด
๔.๒.๕. ผู้บริหารสถานศึกษาดำเนินการควบคุม กำกับและติดตามอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยให้ครูประจำชั้นส่งใบกิจกรรมทั้งสองกิจกรรมให้กับผู้บริหารสถานศึกษาทุกวันสิ้นเดือน
๔.๒.๖. ทางโรงเรียนดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินความสามารถด้านการอ่านการเขียนภาษาไทยของนักเรียนทุกคน ทุกชั้น ทุกเดือน เพื่อประเมินผลการดำเนินงานและนำไปพัฒนาเพื่อดำเนินการอย่างเข้มแข็งต่อเนื่องและยั่งยืน
๕. ปัจจัยเกื้อหนุนและปัจจัยแห่งความสำเร็จ
๕.๑. คณะครูและบุคลากรมีความตระหนักและเห็นความสำคัญของภาษาไทย มีความรักความเมตตาให้ความ
อบอุ่นแก่นักเรียน เนื่องจากเล็งเห็นว่า เด็กจะเรียนรู้ได้ดี ก็จากคนที่ตนรักเท่านั้น ความรักทำให้เชื่อฟัง
และอยากทำตาม
๕.๒.นักเรียนมีนิสัยรักการอ่านและรักการเรียนรู้
๕.๓.ผู้ปกครองให้ความสำคัญและมีเวลาให้กับการพัฒนาการอ่านการเขียนภาษาไทยและการเรียนของ
บุตรหลาน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาระหน้าที่ของทางโรงเรียนฝ่ายเดียว
๕.๔.ผู้บริหารสถานศึกษามีการควบคุม นิเทศ ติดตามอย่างจริงจังและต่อเนื่องทั้งคณะครูบุคลากรและผู้ปกครอง
โดยมีความคิดที่ว่า ถ้าผู้ปกครองมีความสนใจในการเรียนของลูกหลานที่ดี ผลการเรียนของนักเรียนก็จะดี
ตามไปด้วย เมื่อมาอยู่ที่โรงเรียนคณะครูก็จะสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๖. ผลการดำเนินงาน / ผลสำเร็จที่ดีเด่น
๖.๑.ผลการดำเนินงาน
จากการดำเนินกิจกรรมทั้ง ๒ กิจกรรม ทำให้นักเรียนมีความสามารถทางภาษาไทย ดังนี้
๖.๑.๑. ความสามารถด้านการอ่านการเขียนภาษาไทยของนักเรียนดีขึ้น จำนวนนักเรียนที่อ่านไม่ออก
เขียนไม่ได้มีจำนวนลดลง บางห้องไม่มีนักเรียนที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้
๖.๑.๒. การเขียนลายมือของนักเรียนเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามขึ้น
๖.๑.๓. ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนภาษาไทยและให้ความร่วมมือกับสถานศึกษาดีขึ้น
๖.๑.๔. สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็ง อบอุ่นและเป็นครอบครัวรักการอ่าน
๖.๑.๕. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในทุกสาระการเรียนรู้สูงขึ้น
๖.๑.๖. นักเรียนมีนิสัยรักการอ่าน ใฝ่รู้ใฝ่เรียน สามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยใช้สื่อเทคโนโลยี
และเกิดสุขภาวะในการศึกษาเล่าเรียน ปัญหาการขาดเรียนต่ำมาก
๖.๑.๗. ผู้ปกครองให้ความมั่นใจ พึงพอใจในการจัดการศึกษาของโรงเรียนจึงได้นำลูกหลานมาเข้าเรียน
เพิ่มมากขึ้นทุกปี
๖.๑.๘. คณะครูและบุคลากรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างมีสุขภาวะ
๖.๒.ผลสำเร็จที่ดีเด่น
๖.๒.๑. เป็นโรงเรียนต้นแบบส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต ๑
๖.๒.๒.ชนะเลิศการพูดสุนทรพจน์กิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ๑๒ สิงหาคม
๒๕๕๒ ณ ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์สวนแก้ว ราชบุรี
๖.๒.๓. ชนะเลิศกิจกรรมสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ณ โรงเรียนปากท่อพิทยาคม และโรงเรียนประสาทรัฐประชากิจ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เมื่อ เดือน สิงหาคม ๒๕๕๒
๖.๒.๔. ได้รับการรับรองเป็นโรงเรียนต้นแบบโรงเรียนในฝัน โรงเรียนดีใกล้บ้าน รุ่นที่ ๒
๖.๒.๕. เป็นโรงเรียนคุณธรรมชั้นนำของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต ๑
๗. ความคาดหวัง ในปีการศึกษาต่อๆ ไปนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ ๑ ๖ อ่านออก เขียนได้ ลายมือดี ๑๐๐ %และผู้ปกครองทุกครอบครัวเป็นครอบครัวรักการอ่านอย่างยั่งยืน










กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน โรงเรียนบ้านจอมบึง(วาปีพร้อมประชาศึกษา)
1.กิจกรรมหน้าเสาธงในตอนเช้า ภาษาไทยวันละนิด ภาษาอังกฤษวันละหน่อย
2.กิจกรรม วางทุกงาน อ่านทุกคน ในตอนก่อนเข้าเรียนในภาคบ่าย (ดนตรีไทยบรรเลง)
3.กิจกรรมตอบคำถามจากสารานุกรมไทย (กิจกรรมห้องสมุด)
4.กิจกรรม มุมรักนักอ่าน ในห้องเรียนแต่ละห้อง โดยการเวียนหนังสือจากห้องสมุดทุกสัปดาห์
5.กิจกรรมตอบคำถามจากรายการ หนุ่มกระจายข่าว สาวกระจายเสียง จากเสียงตามสาย
6.กิจกรรมการประเมินการอ่าน การเขียน นักเรียนทุกคน ทุกเดือน 100 %
7.กิจกรรมคาราโอเกะฟรีสไตล์วาไรตี้(ห้องคอมพิวเตอร์,ห้องSound Lab,อาคารเอนกประสงค์)
8.กิจกรรมอ่านหนังสือให้พี่ เพื่อน ฟังวันละหน้า เพื่อพัฒนาการอ่าน
9.กิจกรรม ฟังลูกหลาน อ่านหนังสือ คือสายใยรักครอบครัว



รักการอ่าน สานสู่ฝันอันยิ่งใหญ่
รักการอ่าน สร้างชีวิต ให้มีค่า
รักการอ่าน สร้างเวลา ให้สุขสันต์
รักการอ่าน สร้างครอบครัว ให้รักกัน
รักการอ่าน สร้างความฝัน ให้เป็นจริง
@@@@@@@@@


















คำสั่งโรงเรียนบ้านจอมบึง(วาปีพร้อมประชาศึกษา)
ที่ 51 / 2552
เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินทักษะการอ่าน การเขียน ภาษาไทย
..
ด้วยในปีการศึกษา 2552 ทางโรงเรียนมีนโยบายที่จะปฏิรูปการเรียนการสอนให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น คือ ผู้เรียน ต้องปรับการเรียน ครู ต้องเปลี่ยนการสอน โดยเฉพาะกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เด็กนักเรียนต้องอ่านเร็ว อ่านคล่อง อ่านเป็น เขียนเป็น และมีนิสัยรักการอ่าน
เพื่อให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เป็นไปอย่างมีคุณภาพตามยุทธศาสตร์ของสถานศึกษา จึงขอแต่งตั้งข้าราชการครูดังมีรายชื่อต่อไปนี้เป็นคณะกรรมการประเมินทักษะการอ่าน การเขียน ของนักเรียนในระดับประถมศึกษา ประจำปีการศึกษา 2552 ดังนี้
1.นางทองทรัพย์ เดชเดชะสุนันท์ ครูเชี่ยวชาญ ประธานกรรมการ
2.นางพรรณเพ็ญ แสงดาว ครูชำนาญการ รองประธานกรรมการ
3.นางสาวลำจวน แสนคลัง ครูชำนาญการพิเศษ กรรมการ
4.นางสาวประภา ติปปคุปต์ ครูชำนาญการพิเศษ กรรมการ
5.นางศศิธร เทพสวัสดิ์ ครูชำนาญการพิเศษกรรมการและเลขานุการ
6.นางสาวสุวิมล เหลือลมัยครูชำนาญการ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
ขอให้คณะกรรมการดำเนินการประเมินทักษะด้านการอ่าน การเขียน ของนักเรียนในระดับประถมศึกษาทุกคน ทุกห้อง 100 % อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง แล้วสรุปผลรายงานให้ผู้บริหารสถานศึกษาได้รับทราบทุกครั้ง เพื่อจะได้นำไปเป็นข้อมูลในการพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพต่อไป
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2552


( นายเฉลิม เทพสวัสดิ์ )
ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านจอมบึง(วาปีพร้อมประชาศึกษา)








แบบสรุปการประเมินทักษะการอ่าน การเขียน ภาษาไทย ประจำปีการศึกษา 2552
โรงเรียนบ้านจอมบึง(วาปีพร้อมประชาศึกษา)
ชั้นประถมศึกษาปีที่.. ประจำเดือนพ.ศ.
ชื่อครูประจำชั้น
ชื่อครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย.
จำนวน
นักเรียน(คน) อ่านเป็น
อ่านคล่อง
(คน) อ่านได้
ปานกลาง
(คน) อ่านไม่เป็น
อ่านไม่ออก
(คน) เขียนเป็น
ลายมือดี
(คน) เขียนได้
ลายมือพอใช้(คน) เขียนไม่ได้
เขียนไม่เป็น(คน) หมายเหตุ


รายชื่อนักเรียนที่อ่านไม่ออก เขียนไม่เป็น

บันทึกข้อเสนอแนะ............................................................
......................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
ลงชื่อ ประธานกรรมการ ลงชื่อ รองประธานกรรมการ
(นางทองทรัพย์ เดชเดชะสุนันท์) (นางพรรณเพ็ญ แสงดาว)
ลงชื่อ กรรมการ ลงชื่อ กรรมการ
(นางสาวลำจวน แสนคลัง) (นางสาวประภา ติปปคุปต์)
ลงชื่อ กรรมการและเลขานุการ ลงชื่อ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
(นางศศิธร เทพสวัสดิ์) (นางสาวสุวิมล เหลือลมัย)
ลงชื่อ ผู้อำนวยการสถานศึกษา
(นายเฉลิม เทพสวัสดิ์)
//
แบบสรุปการประเมินทักษะการอ่าน การเขียน ภาษาไทย ปีการศึกษา 2552
โรงเรียนบ้านจอมบึง(วาปีพร้อมประชาศึกษา) ประจำเดือน พ.ศ.2552

ชั้น จำนวน
เต็ม
(คน) อ่านเป็น
อ่านคล่อง
(คน) อ่านได้
ปานกลาง
(คน) อ่านไม่เป็น
อ่านไม่ออก
(คน) เขียนเป็น
ลายมือดี
(คน) เขียนได้
ลายมือพอใช้
(คน) เขียนไม่ได้
เขียนไม่เป็น
(คน)
หมายเหตุ
ประถมศึกษาปีที่ 1/1
ประถมศึกษาปีที่ 1/2
ประถมศึกษาปีที่ 1/3
ประถมศึกษาปีที่ 2/1
ประถมศึกษาปีที่ 2/2
ประถมศึกษาปีที่ 2/3
ประถมศึกษาปีที่ 3/1
ประถมศึกษาปีที่ 3/2
ประถมศึกษาปีที่ 3/3
ประถมศึกษาปีที่ 4/1
ประถมศึกษาปีที่ 4/2
ประถมศึกษาปีที่ 4/3
ประถมศึกษาปีที่ 5/1
ประถมศึกษาปีที่ 5/2
ประถมศึกษาปีที่ 5/3
ประถมศึกษาปีที่ 6/1
ประถมศึกษาปีที่ 6/2
ประถมศึกษาปีที่ 6/3
รวม
คิดเป็นร้อยละ

ลงชื่อ ประธานกรรมการ ลงชื่อ รองประธานกรรมการ
(นางทองทรัพย์ เดชเดชะสุนันท์) (นางพรรณเพ็ญ แสงดาว)
ลงชื่อ กรรมการ ลงชื่อ กรรมการและเลขานุการ
(นางสาวลำจวน แสนคลัง) (นางศศิธร เทพสวัสดิ์)
ลงชื่อ กรรมการ ลงชื่อ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
(นางสาวประภา ติปปคุปต์) (นางสาวสุวิมล เหลือลมัย)
กิจกรรม อ่านหนังสือให้พี่ เพื่อนฟังวันละหน้า เพื่อพัฒนาการอ่าน
โรงเรียนบ้านจอมบึง(วาปีพร้อมประชาศึกษา) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1
ชื่อเด็กชาย / เด็กหญิง.............................................................................ชั้นประถมศึกษาปีที่............................
ประจำเดือน.......................................................พ.ศ.................................. ปีการศึกษา 2552
วัน เดือน ปี หนังสือ หรือเรื่องที่อ่าน ลายมือชื่อพี่ หรือเพื่อน
ที่รับฟังการอ่าน ผลการอ่าน
คล่อง พอใช้ ปรับปรุง





















ลงชื่อ..................................................ครูประจำชั้น ลงชื่อ ผู้อำนวยการสถานศึกษา
(....................................................) (นายเฉลิม เทพสวัสดิ์)
................../................./................ ............../................/................









กิจกรรม ฟังลูก หลานอ่านหนังสือ คือสายใยรักครอบครัว
โรงเรียนบ้านจอมบึง(วาปีพร้อมประชาศึกษา) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1
ชื่อเด็กชาย / เด็กหญิง................................................................................ชั้นประถมศึกษาปีที่............................
ประจำเดือน.......................................................พ.ศ.................................. ปีการศึกษา 2552
วัน เดือน ปี หนังสือ หรือเรื่องที่อ่าน ผลการอ่าน ลายมือชื่อผู้ปกครอง
ที่รับฟังการอ่าน
คล่อง พอใช้ ปรับปรุง




















ลงชื่อ..................................................ครูประจำชั้น ลงชื่อ...........................................ผู้อำนวยการสถานศึกษา
(....................................................) (นายเฉลิม เทพสวัสดิ์)
................../................./................ ............../................/................







กระบวนการหรือวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ ( Best Practice )

1. ชื่อผลงาน การจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Instruction)
2. ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวดวงสมร อ่องแสงคุณ
3. แนวคิดและความเป็นมาของ Best Practice
การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับประถมศึกษา ต้องมุ่งสร้างควาามรัก ความสนใจ สร้างคุณลักษณะและนิสัยความเป็นคนช่างสังเกต มีเหตุผล พัฒนาเจตคติและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นสำคัญ นักเรียนทุกคนควรได้รับการกระตุ้นส่งเสริมให้สนใจและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มีความสงสัย เกิดคำถามในสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับโลกธรรมชาติรอบตัว มีความมุ่งมั่นและมีความสุขที่จะศึกษาค้นคว้าสืบเสาะหาความรู้เพื่อรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ผล นำไปสู่คำตอบของคำถาม สามารถตัดสินใจด้วยการใช้ข้อมูลอย่างมีเหตุผล สามารถสื่อสารคำถาม คำตอบ ข้อมูลและสิ่งที่ค้นพบจากการเรียนรู้ให้ผู้อื่นเข้าใจได้ จึงต้องจัดสาระและกิจกรรมที่หลากหลายให้นักเรียนได้มีโอกาสสัมผัสและเรียนรู้ นักเรียนจะต้องมีพื้นฐาน องค์ความรู้ ทักษะการเรียนรู้ ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนเจตคติทางวิทยาศาสตร์ที่เหมาะสม สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสังคมแห่งการเรียนรู้ทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้
การสอนโครงงานเป็นการสอนที่ใช้เทคนิควิธีการหลาย ๆ รูปแบบมาผสมผสานร่วมกันระหว่างกระกระบวนการกลุ่ม การสอนคิด การสอนแก้ปัญหา การสอนเน้นกระบวนการ การสอนแบบปริศนาความคิด และการสอนแบบร่วมกันคิด ทั้งนี้มุ่งหวังให้นักเรียน เรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งจาก ความสนใจอยากรู้อยากเรียนของนักเรียนเอง โดยใช้กระบวนการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนจะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อค้นหาคำตอบด้วยตนเอง เป็นการสอนที่มุ่งเน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงกับแหล่งความรู้เบื้องต้น โดยนักเรียนสามารถสรุปความรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งความรู้ที่นักเรียนได้มาไม่จำเป็นต้องตรงกับตำรา แต่ผู้สอนจะต้องสนับสนุนให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม โดยจัดแหล่งการเรียนรู้ให้ แล้วปรับปรุงความรู้ที่ได้ให้สมบูรณ์ ลักษณะสำคัญของโครงงานนักเรียนได้เลือกเรื่องหรือประเด็นที่จะศึกษาด้วยตัวเอง ซึ่งอาจจะเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มก็ได้ เป็นผู้เลือกวิธีการศึกษาและแหล่งความรู้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองทุกขั้นตอน มีการเชื่อมโยงหรือบูรณาการระหว่างความรู้/ทักษะ/ประสบการณ์เดิมกับสิ่งใหม่ มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่น โดยเฉพาะการสอนโครงงานวิทยาศาสตร์นั้นเป็นการนำความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยเน้นเกี่ยวกับกระบวนการแก้ปัญหาอย่างมีระบบ ฝึกทักษะการสังเกต การตั้งสมมติฐาน การออกแบบการทดลอง การกำหนดและควบคุมตัวแปร การนิยามเชิงปฏิบัติการ การวิเคราะห์ข้อมูล การอภิปรายและสรุปผลการทดลอง ตลอดจนการใช้เครื่องมือพื้นฐาน เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิต มีความคิดริเริ่ม มีความสามารถในการตัดสินใจคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรมและค่านิยมอันพึงประสงค์
โรงเรียนวัดโสภณาราม (ปลั่งร่วมราษฎร์บำรุง) จึงนำรูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Instruction) ซึ่งเป็นกิจกรรมการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่งที่นักเรียนเรียนรู้ได้โดยอาศัยประสบการณ์และการกระทำจริง ๆ Learning by Doing โดยผู้สอนมีหน้าที่จัดเตรียมประสบการณ์ที่ดีและส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างเหมาะสมมาใช้ใน ปีการศึกษา 2550 เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน มาตรฐานที่ 4 ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์ รวมทั้งพัฒนานักเรียน ทั้งด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ และเจตคติ เพิ่มพูนศักยภาพทางการเรียนอย่างต่อเนื่อง

4. วัตถุประสงค์

1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ให้สูงขึ้น
2. เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
3. เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ สนใจใฝ่รู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และกล้าแสดงออกอย่างมั่นใจ
4. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนนักเรียนที่มีความรู้ ความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ ด้วยวิธีการ และรูปแบบที่หลากหลาย ตามความถนัด และความสนใจของนักเรียนรวมทั้งสนับสนุนการแข่งขันเพื่อพัฒนาสู่ความเป็นเลิศทางด้านวิทยาศาสตร์

5. กลุ่มเป้าหมายในการนำ Best Practice ไปใช้
นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ของโรงเรียนวัดโสภณาราม(ปลั่งร่วมราษฎร์บำรุง)

6. ขั้นตอนของการพัฒนา Best Practice
ขั้นตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้
1. การเตรียมการจัดกระบวนการเรียนรู้
1. ศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรทำกำหนดการสอนเพื่อจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้
2. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยแทรกความรู้การทำโครงงาน พูดชักนำเกี่ยวเนื่องถึงกิจกรรมโครงงาน ตามลำดับคือ
2.1 กระตุ้นให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของโครงงาน (ให้ผู้เรียนดูวิดีทัศน์เกี่ยวกับโครงงาน ให้ผู้เรียนที่มีประสบการณ์ในการทำโครงงานมาเป็นวิทยากร ผู้สอนพูดกระตุ้นโดยเล่าประสบการณ์ให้ผู้เรียนฟัง จัดนิทรรศการโครงงานวิทยาศาสตร์ ฯลฯ)
2.2 ให้ความรู้เรื่องโครงงานแก่ผู้เรียน
2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
การสอนแบบโครงงาน แบ่งเป็น 3 ระยะใหญ่ ด้วยกันคือ
ระยะที่ 1 เริ่มต้นโครงงาน
เป็นระยะที่ผู้สอนต้องสังเกต/สร้างความสนใจในเรื่องที่จะเรียนรู้ให้เกิดในตัวผู้เรียน แล้วตกลงร่วมกันเลือกเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อทำการศึกษาอย่างละเอียดต่อไป โดยสร้างความสนใจให้เกิดกับผู้เรียน ดังนี้
1. สร้างความสนใจให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน จากเรื่องต่อไปนี้
เรื่องที่เรียนรู้ปกติในบทเรียน
จากการบอกเล่าของผู้ใหญ่หรือผู้รู้
จากประสบการณ์ของผู้เรียน/ผู้สอน
จากเอกสารสิ่งพิมพ์ หรือสื่อต่าง ๆ
จากความคิดที่เกิดขึ้น
จากตัวอย่างโครงงานที่ผู้อื่นทำไว้แล้ว ฯลฯ
2. กำหนดหัวข้อโครงงาน
นำเรื่องที่ผู้เรียนสนใจมาอภิปรายร่วมกัน
กำหนดเรื่องนั้นเป็นหัวข้อโครงงาน
3. เขียนเค้าโครงย่อของโครงงาน

ระยะที่ 2 ขั้นพัฒนาโครงงาน
เป็นขั้นที่ผู้เรียนกำหนดหัวข้อคำถาม หรือประเด็นปัญหาที่ผู้เรียนอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องที่พวกเขาสนใจ (ที่เขาร่วมกันกำหนดเป็นหัวข้อเรื่อง) แล้วตั้งสมมติฐานมาตอบคำถามเหล่านั้น ทดสอบสมมติฐานด้วยการลงมือปฏิบัติ จนค้นพบคำตอบด้วยตนเอง ตามขั้นตอนดังนี้
ผู้เรียนกำหนดปัญหาที่จะศึกษา
ผู้เรียนตั้งสมมติฐานเบื้องต้น
ผู้เรียนตรวจสอบสมมติฐานเบื้องต้น
สรุปข้อความรู้จากผลการตรวจสอบสมมติฐาน
กรณีที่ผลการตรวจสอบไม่เป็นไปตามสมมติฐาน ผู้สอนให้กำลังใจผู้เรียนในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม ไม่ตำหนิหรือกล่าวโทษ กระตุ้นให้ผู้เรียนมีกำลังใจและสามารถตั้งสมมติฐานใหม่ได้
กรณีที่ผลการตรวจสอบเป็นไปตามสมมติฐาน ให้ผู้เรียนสรุปองค์ความรู้จากการที่เขาค้นพบด้วยการลงมือปฏิบัติของเขาเอง
เมื่อเขาได้องค์ความรู้ใหม่แล้ว ผู้เรียนจะนำองค์ความรู้นั้นไปใช้ในการทำกิจกรรมตามความสนใจของเขาต่อไปได้
เด็กอาจใช้ความรู้ที่ค้นพบเป็นพื้นฐานของการกำหนดประเด็นปัญหาขึ้นมาใหม่เพื่อกำหนดเป็นโครงงานย่อย ศึกษารายละเอียดในเรื่องนั้นต่อไปอีก
ระยะที่ 3 ขั้นรวบรวมสรุป
เป็นระยะสุดท้ายของโครงงานที่ผู้เรียนค้นพบคำตอบของปัญหาแล้ว และเด็กได้แสดงให้ผู้สอนเห็นว่าได้สิ้นสุดความสนใจในหัวข้อโครงงานเดิม และเริ่มหันเหความสนใจออกไปสู่เรื่องใหม่ ระยะนี้เป็นระยะที่ผู้สอนและผู้เรียนจะได้แบ่งปันประสบการณ์การทำงานและแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการทำงานตลอดโครงงานแก่คนอื่น ๆ มีกิจกรรมที่ดำเนินการในขั้นตอนนี้ ดังนี้
1. ให้ผู้เรียนเขียนรายงานเป็นรูปแบบงานวิจัยเล็ก ๆ
2. นำเสนอเป็นนิทรรศการ (แสดงเป็นแผงโครงงาน) ให้ผู้อื่นรู้
3. สรุปนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน








แผนภาพลำดับขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงาน

















7. รายละเอียดของ Best Practice ( กิจกรรมการดำเนินงาน ขั้นตอนการนำไปใช้ )
1. ดำเนินการจัดการเรียนรู้ โดยใช้โครงงานทุกวันพฤหัสสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง
2. จัดกิจกรรมและส่งเสริมกระบวนการคิดตามขั้นตอนของโครงงาน
3. จัดกิจกรรมประกวดโครงงานระดับชั้นเรียนเพื่อหาตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันในระดับกลุ่มโรงเรียนและระดับจังหวัดต่อไป
4. จัดกิจกรรมการแสดงผลงานทางวิชาการ วันดอกไม้บาน เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์อย่างสร้างสรรค์เช่น การสาธิตการทดลอง การแสดงผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ ผลิตภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ การประกวดชุดแฟนซีรีไซเคิล เป้นต้น
5. นำนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความรู้ความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์กับหน่วยงานต่างๆ เช่น การแข่งขันอัจฉริยภาพวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) การแข่งขันอัจฉริยภาพวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ การแข่งขันการแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show)
การแข่งขันการประดิษฐ์จรวดขวดน้ำ การแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ ฯลฯ
6. ติดตามประเมินผลงานและการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง สรุปรายงานผลการปฏิบัติงาน
8. องค์ความรู้/ประสบการณ์ที่เกิดจากการนำ Best Practice ไปใช้
การให้นักเรียนเป็นผู้ทำโครงงานได้เสนอผลงาน กิจกรรมนี้จะส่งเสริมให้นักเรียนมีความสามารถในการตัดสินใจ คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ มีจิตวิทยาศาสตร์ ความกล้าแสดงออก
เชื่อมั่นในผลงาน ตอบข้อซักถามของผู้สนใจได้ ซึ่งมีโครงงานที่นักเรียนสนใจทำมีดังนี้
- โครงงานน้ำหมึกจากใบชา
- โครงงานแผ่นดับกลิ่นรองเท้าจากพืชสมุนไพร
- โครงงานการชะลอการบูดของกะทิโดยใช้พืชป่าชายเลน
- โครงงานประหยัดพลังงานกันสักนิดลดภาวะวิกฤตของโลก
- โครงงานการกำจัดโฟมด้วยสารสกัดจากเปลือกส้ม
- โครงงานการกำจัดยางขนุนด้วยสารในครัวเรือน ฯลฯ
9. กระบวนการทบทวน กลั่นกรอง ตรวจสอบ Best Practice เพื่อให้เกิดผลเป็นเลิศ
1. ตรวจสอบการดำเนินงานในทุกขั้นตอนของการทำโครงงานอย่างต่อเนื่อง
2. ประเมินความรู้เกี่ยวกับโครงงาน ทักษะกระบวนการทำงานตามขั้นตอนจากผลงานของนักเรียนโดยใช้การสังเกต สอบถาม ตรวจผลงาน
3. ประเมินผลงานจากการแข่งขันกิจกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์กับหน่วยงานที่เข้าร่วม
10. รูปแบบ/วิธีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ Best Practice
1. เผยแพร่ผลงาน รางวัลที่ได้รับลงวารสารโรงเรียน
2. นำเสนอผลงานกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ประกอบด้วย การสาธิการทดลอง ผลิตภัณฑ์วิทยาศาสตร์ การประกวดชุดแฟนซีรีไซเคิล ผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ เนื่องในงานแสดงผลงานทางวิชาการ วันดอกไม้บาน ของโรงเรียน
3. การประชุมชี้แจงผลการดำเนินงานของโรงเรียนให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ เช่น วันประชุมผู้ปกครองซึ่งกำหนดขึ้นภาคเรียนละ 1 ครั้ง การประชุมกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
11. การขยายผล Best Practice/องค์กรหน่วยงานที่มีส่วนร่วม
1. ประชาสัมพันธ์ผลงานนักเรียนแก่ผู้ที่สนใจ นำเสนอผลงานนักเรียนแก่ชุมชน
2. แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับโรงเรียน หน่วยงานที่เห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์
12. ผลสำเร็จ
ผลการนำรูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Instruction) มาใช้ ปรากฏผล ดังนี้
1. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้นมีผลการเรียนวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับเกรด 3-4
คิดเป็นร้อยละ.....
2. นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
3. นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ สนใจใฝ่รู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และกล้าแสดงออกอย่างมั่นใจ
4. นักเรียนสามารถทำโครงงานได้ และผลงานที่ดีได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมการแข่งขันในกิจกรรมต่างๆ จนได้รับรางวัลทั้งใน ระดับกลุ่มโรงเรียน ระดับจังหวัด สามารถสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้และการทำงานให้แก่นักเรียนได้
3. การที่นักเรียนได้คิดและทำโครงงานสามารถช่วยดึงศักยภาพต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตัวของผู้เรียนออกมาใช้ประโยชน์
5. นักเรียนมีความสนใจใฝ่รู้เกี่ยวกับสิ่งรอบตัวมากขึ้น รู้จักการแสวงหาความรู้เพื่อให้เกิดแนวคิดใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง
6. นักเรียนได้ฝึกกระบวนการกลุ่ม การทำงานเป็นทีม นำประสบการณ์ความรู้ในแต่ละกลุ่มกลุ่มสาระการเรียนรู้มาบูรณาการกับการทำโครงงานได้
7. นักเรียนได้แสดงความรู้ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์จากกิจกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์ มีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น
8. นักเรียนสามารถนำความรู้ไปบูรณาการและพัฒนาทักษะกระบวนการเรียนรู้ในกลุ่มสาระอื่นๆ ได้
13. ผลการได้รับการยอมรับ
ปีการศึกษา 2549
รางวัลชนะเลิศการแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ ระดับกลุ่มโรงเรียน
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การแข่งขันการแสดงทางวิทยาศาสตร์(Science Show) ของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร
ปีการศึกษา 2550
รางวัลเหรียญทอง การแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่อง แผ่นดับกลิ่นรองเท้าจากพืชสมุนไพร ระดับกลุ่มโรงเรียน
นักเรียนจำนวน 2 คน ผ่านเข้ารอบคัดเลือกในโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)
รางวัลเหรียญเงิน การแข่งขันการแสดงทางวิทยาศาสตร์(Science Show) ระดับภาคกลางและภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี
ปีการศึกษา 2551
รางวัลเหรียญเงิน การแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่อง การกำจัดโฟมโดยใช้สารสกัดจากเปลือกส้ม ระดับจังหวัด
รางวัลเหรียญทอง การแข่งขันโครงงานคุณธรรมเน้นความพอเพียง เรื่อง เปลี่ยนสิ่งไร้ค่า
จากขยะ ลดวิกฤติภาวะโลกร้อน ระดับจังหวัด
รางวัลชนะเลิศเหรียญทอง การแข่งขันการแสดงทางวิทยาศาสตร์(Science Show) ระดับ ภาคกลางและภาคตะวันออก จังหวัดสุพรรณบุรี
ปีการศึกษา 2552
รางวัลเหรียญทองแดง การแข่งขันวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับประถมศึกษา เนื่องในการแข่งขันวิชาการระดับนานาชาติ ประจำปี 2552
14. ปัจจัยความสำเร็จ
ปัจจัยภายนอก
1. ผู้ปกครองให้ความร่วมมืออนุญาตให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ
รวมทั้งให้การช่วยเหลือ ให้คำแนะนำแก่นักเรียน
2. ชุมชนเห็นความสำคัญของการศึกษา สนับสนุนและให้ความร่วมมือแก่โรงเรียน
ปัจจัยภายใน
1. การสนับสนุน ส่งเสริม อำนวยความสะดวก จากผู้บริหารไม่ว่าจะเป็นสถานที่ วัสดุอุปกรณ์รวมไปถึงงบประมาณอย่างเพียงพอและเหมาะสม
2. ความมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของผู้บริหาร มุ่งพัฒนานักเรียนให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศ ส่งเสริมการเข้าร่วมการแข่งขันทุกกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนได้แสดงความรู้ความสามารถได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการแข่งขัน
3. โรงเรียนมีระบบการบริหารที่มีประสิทธิภาพ บุคลากรมีความมุ่งมั่นในการทำงาน
4. ครูผู้สอนมีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน นักเรียนสามารถ
นำมาประยุกต์ใช้ในการทำโครงงานได้
5. นักเรียนให้ความร่วมมือ มีความสนใจใฝ่เรียนรู้ มุ่งมั่นพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
15. แนวทางการพัฒนาในอนาคต
โรงเรียนวัดโสภณาราม(ปลั่งร่วมราษฎร์บำรุง) มุ่งเน้นการพัฒนาทั้งระบบเพื่อให้เกิดผลผลิตที่มีประสิทธิภาพ ผลสำเร็จจากการนำรูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Instruction) มาใช้นั้นมีมากกว่าความสำเร็จ รางวัล ชื่อเสียงที่ได้รับจากหน่วยงานต่างๆ เป็นกิจกรรมการเรียนรู้หนึ่งที่มิใช่เพียงการสอนเพื่อให้นักเรียนทำโครงงานเป็นเท่านั้น แต่ยังเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นความเชื่อมโยงกับบริบทจริง สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน การให้ผู้เรียนทำโครงงาน เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เข้าสู่กระบวนการสืบสอบ (process of inquiry) ซึ่งเป็นการใช้กระบวนการคิดขั้นสูง อันจะนำมาซึ่งทักษะความสามารถด้านอื่นๆตามมา โรงเรียนจึงตระหนักและเห็นความสำคัญที่จะมุ่งเน้นให้นักเรียนได้รับการพัฒนาในระดับที่สูงขึ้น เพื่อผลิตผลงานที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคม เป็นผลงานที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับต่อไป


  • ชอบ
Best Practices คืออะไร
ในยุคของการปฏิรูปการเรียนรู้ ให้มีการปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน หลายๆท่านเริ่มจะได้ยินคำ Best Practices สำหรับคนที่ติดตามความเคลื่อนไหววงการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง อาจจะทราบความหมายแล้ว หรือบางคนทราบความหมาย แต่ไม่เข้าใจการนำไปสู่แนวทางปฏิบัติ บางคนเกิดความสับสนว่า มีความหมายเดียวกับนวัตกรรม( Innovation ) รึเปล่า เมื่อมาพิจารณาดูแล้ว Best Practices น่าจะเป็นหนึ่งในนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมของครู นวัตกรรมของผู้บริหารโรงเรียน โดยเฉพาะในปีนี้อาจจะเรียกว่าเป็นคำยอดฮิตเลยก็ว่าได้ บางหน่วยงานโรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาจมีนโยบายเชิงบังคับ ครูทุกคนจะต้องมีการนำเสนอ Best Practices ของตนเอง โรงเรียนทุกโรงจะต้องนำเสนอ Best Practices
Best Practices เป็นวิธีการใหม่ๆ ที่สถานศึกษา หรือหน่วยงานทางการศึกษา เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา และหน่วยงานทางการศึกษา ซึ่งนำไปสู่การบรรลุผลลัพธ์ที่ตอบสนองความคาดหวัง ของชุมชน ผู้ปกครองนักเรียน และเป้าหมายของหน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประสบความสำเร็จ ก้าวสู่ความเป็นเลิศ
แนวทางการพิจารณา Best Practices มี 6 ข้อ ดังนี้
1.เป็นวิธีปฏิบัติที่สร้างความพึงพอใจให้กับทุกคนในสถานศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษา
2.วิธีปฏิบัตินั้นผ่านกระบวนการนำไปใช้อย่างเป็นวงจร จนเห็นผลอย่างชัดเจนทำให้เกิดคุณภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
3.สถานศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษาสามารถบอกเล่าถึงวิธีปฏิบัตินั้นได้ว่า ทำอะไร ? ทำอย่างไร ? และทำไมถึงทำ ?
4.ผลลัพธ์จากวิธีปฏิบัตินั้นเป็นไปตามมาตรฐานการศึกษา เป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ของหน่วยงานในการพัฒนาคุณภาพเชิงระบบของสถานศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษา
5.วิธีปฏิบัตินั้นสามารถระบุได้ว่าเกิดจากปัจจัยสำคัญที่ชัดเจนและปัจจัยนั้นก่อให้เกิดการปฏิบัติที่ต่อเนื่องและยั่งยืน
6.วิธีการปฏิบัตินั้นใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ ( KM : Knowledge Management ) เช่น การเล่าเรื่องจากการถอดบทเรียนจากการดำเนินการ จากที่ดิฉันเสนอมานั้นคำว่า Best Practices จะเน้นไปที่สถานศึกษา


Best Practices ของครู
ในลักษณะของครูผู้สอนก็น่าจะคล้ายคลึงกัน เพียงเปลี่ยนจากวิธีการบริหาร มาเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ ซึ่งถ้าจะพูดให้ชัดเจนก็คือ นวัตกรรมที่ครูคนนั้นคิดว่าเยี่ยมที่สุดที่ทำให้เกิดความสำเร็จในการจัดกระบวนการเรียนรู้ และส่งผลต่อคุณภาพของนักเรียน ซึ่งจะต้องเลือกมาเพียงวิธีการเดียว ยกตัวอย่างเช่น ครูภาษาไทยคนหนึ่งจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบโครงงานมาโดยตลอด ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง มีความสามารถทางการแข่งขัน นักเรียนได้รับรางวัลมากมาย ดังนั้นวิธีการสอนแบบโครงงาน จึงเป็น Best Practices ของครูคนนั้น เป็นต้น Best Practices จะมีประโยชน์เมื่อถูกเผยแพร่ให้เกิดการเรียนรู้ของคนในสถานศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษาหรือผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ
บทสรุป
คุณครูทุกคนมี Best Practices ในการทำงานของตนเองอยู่แล้ว ลองพยายามมองตนเอง หรือให้คนอื่นช่วยมอง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครหรอกที่จะมารู้จักเรามากไปกว่าตัวเราเอง หลายท่านรู้ว่าทำอย่างนี้ อย่างนี้ .... แต่มันจะเรียกว่าวิธีการใดละ ....

  • ชอบ
Best Practice กับการจัดการความรู้อย่างง่าย
วิจารณ์ พานิช (อ้างถึงใน วันทนา เมืองจันทร์ และเต็มจิต จันทคา 2548 : 12) กล่าวว่า วิธีการจัดการความรู้อย่างง่าย คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากวิธีการทำงานแบบ Best Practice องค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของการจัดการความรู้ คือ การมีฐานข้อมูลเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศของหน่วยงานต่างๆ ที่มีผลงานดีเด่นเป็นที่ยอมรับในด้านต่างๆ (เช่น ด้านแนวคิด กระบวนการวางแผน การดำเนินงานตามแผน การประเมินผล และการมีส่วนร่วมของชุมชน) โดยมีการเผยแพร่วิธีปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ เพื่อให้หน่วยงานอื่นได้นำไปปรับใช้ ซึ่งเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ในมาตรา 11 ระบุว่า ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ
Best Practice คือ อะไร

Best Practice คือ วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ ซึ่งเป็นผลมาจากการนำความรู้ไปปฏิบัติจริง แล้วสรุปความรู้และประสบการณ์นั้น เป็นแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดของตนเอง (บูรชัย ศิริมหาสาคร,2548)
Best Practice จึงเป็นบทสรุปของวิธีการปฏิบัติที่เป็น Tacit Knowledge (ความรู้ใน ตัวคน) ซึ่งเผยแพร่เป็น Explicit Knowledge (ความรู้ที่ปรากฏให้เห็นชัดแจ้งในรูปแบบต่างๆ) เพื่อให้ผู้อื่นได้นำไปทดลองปฏิบัติ
จุดเริ่มต้น

Best Practice เริ่มต้นจากวงการแพทย์ เป็นวิธีการปฏิบัติงานที่ดี ไม่ว่าจะนำไปปฏิบัติที่ไหน อย่างไร ซึ่งผลงานที่ปฏิบัตินั้นได้นำไปสู่ผลสำเร็จ หน่วยงานจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติงานที่ดีกับหน่วยงานย่อย และมีการแลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก ผลสุดท้าย คือ การนำ Best Practice นั้นไปใช้จนเป็นมาตรฐาน ตัวอย่างโปรแกรมที่ได้รางวัล คือ โปรแกรมการเชิญชวนผู้ดูแลผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ของกลุ่มแพทย์เฮนรี่ฟอร์ด โดยให้ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้ที่บ้านร่วมกับการรักษาที่ศูนย์การรักษา โดยดำเนินกิจกรรมในลักษณะการวิจัย ผลของโปรแกรมพบว่า 90% ของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยส่วนใหญ่เป็นมะเร็งในระยะแรกเท่านั้น ผู้ป่วยมีความพึงพอใจในการดูแลรักษาจากโปรแกรมดังกล่าวที่เป็น Best Practice
Best Practice มีความสำคัญอย่างไร
จากหลักการที่ว่า ถ้าได้นำความรู้ไปใช้ ความรู้นั้น ก็ยิ่งเพิ่มคุณค่า เพราะทำให้เกิดการต่อยอดความรู้ให้แตกแขนงออกไปอย่างกว้างขวาง ดังนั้น เป้าหมายสำคัญประการหนึ่งของการจัดการความรู้ในองค์กร คือ เพื่อให้คนในองค์กร มี Best Practice ในการทำงานที่ช่วยเพิ่มผลผลิตทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ ดังคำกล่าวของ Peter Senge ที่ว่า ความรู้ คือ ความสามารถในการทำอะไรก็ตาม อย่างมีประสิทธิผล (Knowledge is the capacity for effective actions

คำที่มีความหมายใกล้เคียงกับ Best Practice

Good Practice เป็นคำที่มีความหมายค่อนข้างกว้าง ใช้ในความหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ แต่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด หรือแสดงความถูกต้องอย่างชัดเจน จะต้องใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์มายืนยันผลงาน และมีผู้ให้ความเห็นเกี่ยวกับ Good Practice คือ
เป็นข้อเสนอแนะ คำแนะนำ แนวทาง
การปฏิบัติงานที่อยู่บนพื้นฐานของความสำเร็จของงาน
เป็นเรื่องเกี่ยวกับ "Why" และ "What"
เป็นความคาดหวังของการปฏิบัติงานโดยทั่ว ๆ ไป
Innovative Practice หมายถึง จุดเน้นและแนวทางการทำงานที่น่าสนใจ แต่ขณะนี้ยังไม่มีตัวชี้วัดใดจะบอกความสำเร็จได้
Best Practice กับทฤษฎีการเรียนรู้ของ Thorndike
Edward Lee Thorndike (พ.ศ. 2417-2492) เป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกันผู้ค้นพบทฤษฎีความต่อเนื่อง (Connectionism) ทฤษฎีนี้ มีความเชื่อว่า การเรียนรู้เกิดจากการลองผิดลองถูก เช่น เมื่อให้ผู้เรียนทำกิจกรรมอะไรอย่างหนึ่งซึ่งไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นมาก่อน ผู้เรียนจะทำแบบลองผิดลองถูก เพื่อเลือกที่จริง ทิ้งที่เท็จ จนกระทั่งจับได้ว่า ควรทำอย่างไร จึงจะถูกต้องและรวดเร็ว ก็จะเลือกทำด้วยวิธีนั้นในครั้งต่อไป
นั่นคือ ผู้เรียนได้สร้าง Best Practice ในการทำงานของตนเอง ซึ่ง Best Practice ของผู้เรียนแต่ละคน อาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนกันก็ได้ เพราะเป็นข้อสรุปวิธีการทำงานที่ต่างคนต่างค้นพบตามแนวทางของตนเอง เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน จึงจะรู้ว่า วิธีการของใครดีที่สุด
Best Practice กับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาที่แตกต่างจากศาสดาของศาสนาอื่น กล่าวคือ มิได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าด้วยเทวโองการ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากสวรรค์ที่ดลบันดาลประทานให้ แต่ทรงตรัสรู้ด้วยวิธีการจัดการความรู้ (Knowledge Management) แล้วสรุปผลการปฏิบัติ เป็น Best Practice (วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ) อันได้แก่ ทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทา ในพระพุทธศาสนา ทรงใช้เวลานาน 6 ปี ในการจัดการความรู้ ก่อนที่จะสรุปเป็น Best Practice โดยมีวิธีการต่างๆ ดังนี้
1. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่น (Share & Learn) โดยสมัครเข้าศึกษาธรรมในสำนักของอาฬารดาบส และอุทกดาบส จนสำเร็จสมาบัติ 7-8 ซึ่งเป็นสมาธิขั้นสูงสุด ทรงมีวิจารณญาณว่า วิธีการดังกล่าว ยังมิใช่หนทางดับทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง (ไม่ใช่ Best Practice)
2. การปฏิบัติแบบลองผิดลองถูกด้วยตนเองตามความเชื่อของคนในยุคนั้น คือการบำเพ็ญทุกรกิริยา ด้วยการทรมานตนเอง ให้ได้รับความลำบากมากที่สุด เพื่อเป็นการชดใช้กรรมให้หมดและขอให้เทพยดาประทานพรให้ ทรงทรมานตนเองถึงขั้นอุกฤษฎ์ ด้วยการอดอาหารจนเกือบสิ้นพระชนม์ แต่ก็ไม่พบหนทางแห่งการดับทุกข์
3. การสรุปบทเรียน (Lesson Learned) ทบทวนสิ่งที่ได้ปฏิบัติไปแล้ว เป็น Best Practice โดยปรียบเทียบกับพิณ 3 สาย คือ สายหย่อน สายตึง และสายกลาง ดังนี้
3.1 สายหย่อน (กามสุขัลลิกานุโยค) คือ การแสวงหาความสุขด้วยการบริโภคกาม ลุ่มหลงในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ตามแบบคนทั่วไป ทรงพบว่า ไม่ใช่หนทางแห่งการดับทุกข์ เพราะทรงใช้ชีวิตตามแนวทางนี้มาแล้ว เมื่อครั้งเป็นเจ้าชาย
3.2 สายตึง (อัตตกิลมถานุโยค) คือ การทรมานตนให้ได้รับความลำบาก ก็ทรงทำมาแล้วแต่ก็ไม่พ้นทุกข์
3.3 สายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) คือ การปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8 ไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไป
ภายหลังที่พระองค์ได้จัดการความรู้แล้ว ทรงยินดีในทางสายกลาง และทรงเลือกปฏิบัติตามวิธีการนี้ ทำให้ตรัสรู้ (อริยสัจ 4 ) เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และทรงประกาศพระศาสนาให้มัชฌิมาปฏิปทาหรือ ทางสายกลาง เป็น Best Practice ที่พุทธศาสนิกชน ควรนำไปปฏิบัติ ดังปรากฎในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรปฐมเทศนาที่ทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์
ด้วยพระปัญญาธิคุณอันเป็นผลมาจากการจัดการความรู้ในครั้งนั้น ทำให้คนรุ่นหลังในกาลต่อมาได้ วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) เป็น เอกายโน มค.โค (ทางสายเอก) โดยไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกเหมือนกับพระองค์
Best Practice ในหน่วยงาน
การทำให้เกิด Best Practice สามารถทำให้เกิดขึ้นได้หลายช่องทาง
1. เกิดจากบุคคล อันมาจากการเรียนรู้หรือประสบการณ์ เป้าหมายของหน่วยงานที่คาดหวังความสำเร็จ ผู้ปฏิบัติงานเรียนรู้จากการปฏิบัติ ริเริ่มสร้างสรรค์ แก้ปัญหาการทำงาน เสนอแนะวิธีการทำงาน อาจเกิดแนวคิด การรับรู้จากข้อแนะนำของผู้บริหาร วิทยากร เพื่อนร่วมงาน หน่วยงานอื่น และผู้รับบริการ ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วิธีการใหม่หรือวิธีการที่ดีกว่า
2. เกิดจากปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ความกดดันของผู้รับบริการ การแข่งขัน การขับเคลื่อนนโยบายขององค์กร ภาวะข้อจำกัดของทรัพยากร ภาวะวิกฤติทำให้มีการแสวงหาแนวทาง กระบวนการ วิธีการที่ดีกว่า เพื่อให้ได้ผลสำเร็จสูงสุด
3. เกิดจากแรงขับเคลื่อนการพัฒนา ค้นหาวิธีการใหม่ สร้างความพึงพอใจของผู้รับบริการ เสริมสร้างประสิทธิภาพขององค์กร

คุณลักษณะงานของ Best Practice
การวินิจฉัย Best Practice เป็นพลังที่ช่วยกันยกระดับความคิด สามารถมีมุมมองที่แตกต่าง หลากหลาย ยอมรับมุมมองที่แตกต่างจากมุมมองของตนได้ดีขึ้น มีประเด็นในการพิจารณาเป็นสังเขปดังนี้
1. เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภารกิจโดยตรงของหน่วยงาน
2. สนองต่อนโยบายการแก้ปัญหา การพัฒนา ประสิทธิภาพของหน่วยงาน
3. ลดขั้นตอน ลดรอบระยะเวลาการทำงาน
4. ลดทรัพยากร ลดค่าใช้จ่าย
5. การนำเทคโนโลยีมาใช้ประกอบการทำงาน
6. วิธีการริเริ่มสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ หรือประยุกต์ขึ้นใหม่
7. สามารถทำแผนผังเชิงเปรียบวิธีการเก่าและใหม่ และสิ่งที่เป็นวิธีใหม่จะให้ประโยชน์อะไรที่ดีกว่าวิธีเก่า
8. อำนวยความสะดวกในการใช้
9. วางระบบในการให้บริการ และมีช่องทางที่หลากหลายในการให้บริการดังกล่าว
10. สามารถเทียบเคียงวิธีการทำงานลักษณะเดียวกันกับหน่วยงานอื่นได้
11. ผลผลิต/ความสำเร็จเพิ่มขึ้น
12. ความพึงพอใจของผู้รับบริการ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
13. สามารถนำไปใช้เป็นมาตรฐานการทำงานต่อไปได้ยั่งยืนพอสมควร
14. การพัฒนาปรับปรุงต่อไป

การดำเนินงาน Best Practice
หน่วยงานสามารถจะดำเนินการได้หลายกระบวนการ เช่น ตามแนวทางวงจรเดมมิ่ง (Demming Circle) ซึ่งประกอบด้วย
P : การวางแผน
D : การปฏิบัติ
C : การตรวจสอบประเมินผล
A : การปรับปรุงพัฒนา กำหนดกิจกรรมใหม่ และอาจนำเทคนิคต่าง ๆ ที่สามารถเลือกมาใช้ให้เหมาะสมกับบริบทงานของหน่วยงาน เช่น CQI (Continuous Quality Improvement) , RCA (Root Cause Analysis), FMEA (Failure Mode Evaluation Analysis) อื่น ๆ มาช่วยในการดำเนินงานจนเกิด Best Practice สามารถสรุปเป็นลำดับขั้นดังนี้

1. การคนหา Best Practice (BP)
การคนหา Best Practice (BP) เพื่อดูสิ่งที่เราคิดวา เจอแลว ใชแลว และคิดวาเปน Best
Practice (BP) ของเรา จริงๆ แลว ใช หรือ ไม มีสิ่งที่ชวยในการคนหางายๆ ดังนี้
►การวิเคราะหบริบท ความคาดหวังของหนวยงาน/สังคม/ผูมีสวนไดเสีย
►พิจารณาวา PDCA ไดครบวงจรหรือยัง
►ขั้นตอนนั้นเปน นวัตกรรม หรือไม
►ตั้งคําถามวานวัตกรรมนั้น
►คืออะไร What
►ทําอยางไร How
►ทําเพื่ออะไร Why
►วิเคราะหปจจัยที่สําเร็จและบทเรียนที่ไดเรียนรู

2. เกณฑพิจารณา Best Practice (BP)
การพิจารณาวาสิ่งที่ผูเขียน คิดวาเปน Best Practice (BP) นั้น ผูอานมีเกณฑงายๆ ในการ
พิจารณาวาเปน Best Practice (BP) หรือไม ดังนี้
1. สอดคลองกับ ความคาดหวัง ของหนวยงาน/โรงเรียน/ชุมชน/ผูปกครอง/ผูเกี่ยวของ
2. มี PDCA จนเห็นแนวโนมของตัวชี้วัด
3. ผูเขียนบอกเลาไดวา ทําอะไร What ทําอยางไร How ทําไมจึงทํา Why
4. ผลลัพธเปนไป/สอดคลอง/สะทอนตามมาตรฐานหรือขอกําหนด
5. เปนสิ่งที่ ปฏิบัติไดจริงและเห็นผลแลว ไมใชแนวคิด หรือ ทฤษฎี

3. การเขียน Best Practice (BP)
การเขียน Best Practice (BP) อาจเขียนในรูปแบบ/องคประกอบ ดังนี้
1. ขอมูลทั่วไป
2. ผลงาน/ระบบงานที่เปน Best Practice (BP) (ดีอยางไร How) ซึ่งอาจเขียนโดยการ
แยกเปน 2 สวน คือ
2.1 ขั้นตอนการดําเนินงาน หรือ Flow (แผนภูมิ) ของระบบงานที่ทํา
2.2 วิธีการและนวัตกรรมที่เปน Best Practice (BP)
หรือ อาจเขียนบอกเลาขั้นตอนการดําเนินงานจนสําเร็จเปนผลงานที่ดีเลิศเปนความเรียงก็ได
3. ปจจัยเกื้อหนุน (ดีเพราะอะไร What) หรือปจจัยแหงความสําเร็จ/ความภาคภูมิใจ และบทเรียนที่ไดรับ
4. ผลการดําเนินงาน (ดีแคไหน Why) ซึ่งอาจจะเอาไวในหัวขอที่ 2 ก็ได ทั้งนี้ ควรเนน
ตัวชี้วัดสําคัญตางๆ ที่แสดงใหเห็นแนวโนมการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจใชแผนภูมิหรือกราฟ แสดงใหเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงการดําเนินงานจนเกิดผลสําเร็จ และอาจมีแผนงานในอนาคตดวยก็ได้



Best Practice กับองค์กรแห่งการเรียนรู้
David Garvin (อ้างถึงในบุญดี บุญญากิจ และคณะ 2547 : 26) กล่าวว่า การจัดการความรู้เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ และประยุกต์ใช้ความรู้ รวมทั้งแปลงความรู้ของคนไปเป็นความรู้ขององค์กร การจะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้นั้น จะต้องมีทักษะใน 5 ด้าน ได้แก่
1. การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
2. การทดลองศึกษาหาแนวทางใหม่ๆ
3. การเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต
4. การเรียนรู้จากวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศของคนอื่น
5. การถ่ายทอดความรู้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร
จะเห็นว่า Best Practice เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะเป็น 1 ใน 5 ของทักษะในองค์กรแห่งการเรียนรู้
Best Practice กับการฝึกอบรมผู้บริหารสถานศึกษา
ตามหลักสูตรการฝึกอบรมพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา ของสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษากำหนดให้ผู้เข้ารับการอบรมต้องฝึกปฏิบัติงานในสถานศึกษาต้นแบบ เพื่อศึกษา Best Practice ของสถานศึกษานั้น ว่ามีวิธีการบริหารงานอย่างไร จึงประสบความสำเร็จ แล้วจัดทำเป็นเอกสารการสัมมนา เพื่อนำเสนอในห้องอบรม เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ทำให้ได้แนวทางปฏิบัติที่จะนำไปใช้บริหารโรงเรียนของตน ไม่ต้องบริหารแบบลองผิดลองถูก ตัวอย่าง ที่ประเทศนิวซีแลนด์ ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีชื่อแห่งหนึ่ง คือ Rutherford College พบว่า ในการคัดเลือกบุคคล เพื่อแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารสถานศึกษาของนิวซีแลนด์ จะให้บุคคลนั้น นำเสนอ Best Practice ด้านการบริหารของตนเอง ให้คณะกรรมการใช้ประกอบการพิจารณาว่า มีคุณสมบัติเหมาะสมหรือไม่
Best Practice เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย
การจัดการความรู้เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ควรจะเริ่มต้นจากการค้นหา รวบรวม Best Practice ด้านการสอนในกลุ่มสาระต่างๆ จากครูที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น ครูแห่งชาติ ครูต้นแบบ ครูแกนนำหรือครูดีเด่นในวิชาต่างๆ เพื่อให้ครูเหล่านั้น ได้ถ่ายทอดความเชี่ยวชาญไปสู่ครูอื่นๆ เพื่อเป็นเครือข่ายแตกสาขาออกไปคล้ายดาวกระจาย โดยใช้ฐานความรู้และประสบการณ์ของครูที่ประสบความสำเร็จด้านการสอน เป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาครูให้ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง
ตัวอย่างเช่น การศึกษา เรื่อง Best Practice ของครู สังคม ทองมี ซึ่งเป็นครูศิลปศึกษาที่ประสบความสำเร็จในการสอนวิชาศิลปศึกษา สามารถพัฒนาเด็กให้มีผลงานด้านศิลปะ ได้รับรางวัลการประกวดผลงานด้านศิลปะของเด็กในระดับนานาชาติ มากกว่า 3,000 รางวัล
ตัวอย่างหัวข้อเรื่องที่ควรทำ Best Practice
ในทัศนะของผู้เขียน หัวข้อเรื่องที่ควรทำ Best Practice เพื่อพัฒนาการศึกษา น่าจะเป็น ดังนี้
1. 10 วิธีการเรียนรู้ที่หนูชอบ
2. สอนอย่างไร ให้เด็กเก่ง
3. 108 วิธี ที่ไม่ต้องตีเด็ก
การเรียนรู้วิธีการทำงานแบบ Best Practice ในสถานศึกษา
การทำงานแบบ Best Practice คือ วิธีการทำงานที่เกิดผลงานในลักษณะที่มีผลสัมฤทธิ์ทั้งในเชิงคุณภาพ และปริมาณ ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจ สถานศึกษาต้องหา Best Practice ด้านการเรียนการสอนของครูต้นแบบ แล้วนำมากำหนดเป็นมาตรฐานในการทำงานของครูในโรงเรียน จัดให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูต้นแบบที่เป็น Best Practice กับครูผู้สอนคนอื่นๆ เพื่อพัฒนาให้ครูเหล่านั้น สามารถจัดการเรียนการสอนได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้
Best Practice กับการพัฒนาแบบก้าวกระโดด
วิธีการที่ใช้พัฒนาองค์กรเพื่อเพิ่มผลผลิตอย่างต่อเนื่องมีหลายวิธี แต่วิธีที่สามารถทำให้องค์กรพัฒนาแบบก้าวกระโดด (Leap Frog) สามารถย่นระยะเวลาในการปรับปรุงประสิทธิภาพขององค์กร มีอยู่ไม่กี่วิธี และวิธีการหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง คือ การศึกษาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ หรือ Best Practice ซึ่งเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ที่ประสบความสำเร็จหรือทำได้ดีกว่าเรา แล้วนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาให้ดีกว่าเดิม เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นหลังพ่ายแพ้สงครางโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นใช้นโยบายฟื้นฟูประเทศแบบก้าวกระโดด คือ เลียนแบบ เพื่อการเรียนรู้ และเรียนรู้เพื่อพัฒนาให้ดีกว่า หรือ ต้องก้าวให้ทัน แล้วแซง ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้อย่างรวดเร็วทัดเทียมกับยุโรป และอเมริกา ทั้งที่เป็นประเทศแพ้สงคราม เพราะได้ศึกษา Best Practice ด้านอุตสาหกรรมของประเทศที่เจริญแล้วในยุโรป และอเมริกา ทำให้สินค้าอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก
Best Practice กับการจัดการความรู้ที่เป็น Tacit Knowledge
การจัดการความรู้จะบรรลุเป้าหมายได้ ต้องทำให้ Best Practice ที่เป็น Tacit Knowledge ซึ่งอยู่ในตัวคน ให้กลายเป็น Explicit Knowledge หรือความรู้ที่ปรากฏให้เห็นชัดแจ้ง เช่น เอกสารรายงาน คู่มือการปฏิบัติงาน เพื่อให้ผู้อื่นได้นำไปใช้พัฒนางานแบบต่อยอดความรู้ และสามารถจัดเก็บ Best Practice นั้น ไว้ในคลังความรู้ขององค์กร ไม่ให้ความรู้นั้นหายไปกับบุคคล เมื่อบุคคลนั้น ออกจากหน่วยงานแล้ว
ประพนธ์ ผาสุขยืด (2547 : 48) ได้กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นมากมายภายในองค์กรของเรา มีสิ่งที่เรียกว่า Best Practice เกิดขึ้นในองค์กร แต่คนในองค์กรเองกับไม่รู้ผล ก็คือ เวลาจะทำอะไร ก็ต้องเริ่มต้นกันใหม่หมดทั้งๆ ที่หลายเรื่องไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์เสมอไป เพราะสามารถเรียนรู้ได้จากสิ่งที่มีอยู่แล้วภายในองค์กรของเรา ซึ่งอาจจะหมายถึงจากหน่วยงานข้างเคียงก็ได้
ผู้บริหารต้องส่งเสริมให้มีการพัฒนา Best Practice ด้านการจัดการเรียนการสอน ให้ได้วิธีการที่ดีกว่าเดิมยิ่งๆ ขึ้นไป เป็นวงจรที่ก้าวหน้าอย่างไม่สิ้นสุด และนำ Best Practice นั้น เขียนเป็นเอกสาร หรือเผยแพร่ใน Intranet หรือ Website ของสถานศึกษา เพื่ออำนวยความสะดวกให้ครูได้ศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็น CoP (Community of Practice) หรือชุมชนนักปฏิบัติ เพื่อให้การนำเสนอเรื่อง Best Practice ในบทนี้ไม่ยาวเกินไป จึงขอยุติไว้เพียงเท่านี้ก่อน และโปรดติดตามในบทต่อไป

สรุป
Best Practice เป็นวิธีการทำงานที่ดีที่สุดในแต่ละเรื่อง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกหน่วยงาน จากหลายช่องทาง ทั้งตัวผู้นำ ผู้ร่วมงาน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือภาวะปัญหา และการริเริ่มสร้างสรรค์ พัฒนาที่มีขั้นตอน เมื่อมีวิธีการทำงานที่ดีต้องทำผ่านการเล่าเรื่องที่เป็นการทำงานของตนเองมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในลักษณะของการแลกเปลี่ยนข้ามสายงาน ข้ามหน่วยงานโดยเกิดขึ้นในระดับบุคคล ระดับกลุ่มคน และระดับหน่วยงานย่อย Best Practice ที่ได้ควรมีการบันทึก เขียนรายงานเพื่อการศึกษาพัฒนา และเผยแพร่ได้ ซึ่งจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง
























บรรณานุกรม

บุญดี บุญญากิจ และคณะ. การจัดการความรู้จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : บริษัท
จิรวัฒน์ เอ็กซ์เพรส จำกัด.2547.
ประพนธ์ ผาสุขยืด. การจัดการความรู้ฉบับมือใหม่หัดขับ.กรุงเทพฯ : ใยไหม. 2547
วนิช บรรจง และคณะ.จิตวิทยาการศึกษา.กรุงเทพฯ : กรุงสยามการพิมพ์,2515
วันทนา เมืองจันทร์ และเต็มจิต จันทคา. บทความเรื่อง การจัดการความรู้ที่ฝังลึกในตัวคน.
วารสารสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ปีที่ 22 ฉบับที่ 4 เมษายน, พฤษภาคม 2548
บูรชัย ศิริมหาสาคร สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา จดหมายข่าว KM
ปีที่ 1 ฉบับที่ 7 ประจำวันที่ 24 พฤศจิกายน 2548
วิจัยและพัฒนาการเรียนรู, สถาบัน. คูมือการประชุมเชิงปฏิบัติการการเทียบระดับ
(Benchmarking) เรื่อง การเทียบระดับแบบกลุม. เอกสารประกอบการประชุม
สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู,2547. อัดสําเนา.
ศึกษานิเทศก เขตการศึกษา 5, หนวย. กรมสามัญศึกษา. Benchmarking รูเขา รูเรา การพัฒนา
คุณภาพดวยการเทียบเคียง. ราชบุรี : หนวยศึกษานิเทศก กรมสามัญศึกษา เขต
การศึกษา 5, 2543.
สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ. http://www.ftpi.or.th
สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม Best Practice




















ภาคผนวก


















คำนำ

Best Practice เป็นเครื่องมือของ KM Tool ตัวหนึ่งที่ใช้ในการบริหารจัดการ เริ่มต้นจากวงการแพทย์ เป็นวิธีการปฏิบัติงานที่ดี ไม่ว่าจะนำไปปฏิบัติที่ไหน อย่างไร ซึ่งผลงานที่ปฏิบัตินั้นได้นำไปสู่ผลสำเร็จ หน่วยงานจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติงานที่ดีกับหน่วยงานย่อย และมีการแลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก ผลสุดท้าย คือ การนำ Best Practice นั้นไปใช้จนเป็นมาตรฐาน ซึ่งจะก่อให้เกิดองค์กรแห่งการเรียนรู้ เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารองค์กรต่างๆ ผู้รายงานได้รับมอบหมายให้นำเสนอหัวข้อในเรื่องของ Best Practice ซึ่งจากการค้นคว้าแล้วปรากฏว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและถูกนำไปใช้ประโยชน์ในแวดวงต่างๆเป็นจำนวนมาก และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรและการปฏิบัติของหน่วยงาน และยังผลให้ผู้ปฏิบัติปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ท้ายนี้ขอกราบขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.ณรงค์ สมพงษ์ ที่ดำเนินการสอนใน รายวิชานี้ ซึ่งสามารถเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ในการจัดการองค์การด้านเทคโนโลยีการศึกษาได้เป็นอย่างดียิ่ง


ณัฏฐกรณ์ ปะพาน
นิสิตปริญญาเอก สาขาเทคโนโลยีการศึกษา ภาคพิเศษ รุ่นที่ 3
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์









สารบัญ
หน้าที่
Best Practice กับการจัดการความรู้อย่างง่าย 1
Best Practice มีความสำคัญอย่างไร 2
Best Practice กับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า 3
Best Practice ในหน่วยงาน 4
การดำเนินงาน Best Practice 5
Best Practice กับองค์กรแห่งการเรียนรู้ 7
กรณีศึกษา Best Practices 10
Food Safety
การจัดการผู้ส่งมอบ ... 10
การดูแลรักษาความสะอาดของโรงงาน ... 12
การตรวจสอบความพร้อมของโรงงานและสุขลักษณะของพนักงาน ... 13
การสร้างความตระหนักให้กับพนักงานเพื่อควบคุมอาหารให้ปลอดภัย ... 14

Supply Chain Management
การนำองค์กร 15
การกำหนดค่านิยมขององค์กร ... 16
การกำหนดและสื่อสารค่านิยม ทิศทาง และความคาดหวังขององค์กร ... 17
การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ ... 19
การสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมนวัตกรรม (Innovation) และการเรียนรู้ขององค์กร และของผู้ปฏิบัติงาน (Organizational and Employee Learning) ของผู้บริหารระดับสูง 20
วิธีสื่อสารค่านิยมองค์กร (Values) ทิศทาง (Direction) และผลงานที่คาดหวัง (Performance Expectations) ของผู้บริหารระดับสูง ... 21



การบริหารงานทรัพยากรบุคคล
Career Development ... 22
กระบวนการวางแผนและบริหารงานทรัพยากรมนุษย์ ... 23
การกำหนดตัวชี้วัดงาน (Key Performance Indicators) ... 25
การกำหนดแผนทรัพยากรบุคคลที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และเป้าหมาย 26
การทบทวนและปรับปรุงแผนบริหารทรัพยากรมนุษย์ ... 27
การบริหารผลการปฏิบัติงานของพนักงาน (Performance Management) 28
การฝึกอบรมและพัฒนาพนักงาน ... 29
การสำรวจความจำเป็นในการฝึกอบรม (Training Need Survey Flow Chart) ... 30
การสื่อสารภายในองค์การ (Internal Communication) ... 32

การมุ่งเน้นลูกค้าและตลาด
กระบวนการจัดการข้อร้องเรียนของลูกค้า ... 34
กลยุทธ์การทำให้ลูกค้าภักดีต่อบริษัท ... 36
การสร้างฐานข้อมูลลูกค้า เพื่อสนองความต้องการของลูกค้า ... 37
การหาข้อมูลลูกค้าและข้อมูลทางการตลาด (Customerand Marketing Knowledge) 38
แบบจำลองการสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า ... 39

การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้
การจัดการระบบสารสนเทศให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ ... 41
การวัดและวิเคราะห์การดำเนินงานขององค์กร และกระบวนการที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ 42
การวัดและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ในการประเมินผลการดำเนินงาน ... 43
การวิเคราะห์ความคุ้มค่ากับการลงทุนในระบบสารสนเทศ ... 44
แนวทางการติดตามความก้าวหน้าของระบบสารสนเทศ ... 45

การวางแผนเชิงกลยุทธ์
การกระจายแผนกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ ... 46
การพัฒนาแผนกลยุทธ์ขององค์กร ... 47
การวางแผนกลยุทธ์ขององค์กร ... 48
  • ชอบ
Best Practice กับการจัดการความรู้อย่างง่าย
วิจารณ์ พานิช (อ้างถึงใน วันทนา เมืองจันทร์ และเต็มจิต จันทคา 2548 : 12) กล่าวว่า วิธีการจัดการความรู้อย่างง่าย คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากวิธีการทำงานแบบ Best Practice องค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของการจัดการความรู้ คือ การมีฐานข้อมูลเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศของหน่วยงานต่างๆ ที่มีผลงานดีเด่นเป็นที่ยอมรับในด้านต่างๆ (เช่น ด้านแนวคิด กระบวนการวางแผน การดำเนินงานตามแผน การประเมินผล และการมีส่วนร่วมของชุมชน) โดยมีการเผยแพร่วิธีปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ เพื่อให้หน่วยงานอื่นได้นำไปปรับใช้ ซึ่งเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ในมาตรา 11 ระบุว่า ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ
Best Practice คือ อะไร

Best Practice คือ วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ ซึ่งเป็นผลมาจากการนำความรู้ไปปฏิบัติจริง แล้วสรุปความรู้และประสบการณ์นั้น เป็นแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดของตนเอง (บูรชัย ศิริมหาสาคร,2548)
Best Practice จึงเป็นบทสรุปของวิธีการปฏิบัติที่เป็น Tacit Knowledge (ความรู้ใน ตัวคน) ซึ่งเผยแพร่เป็น Explicit Knowledge (ความรู้ที่ปรากฏให้เห็นชัดแจ้งในรูปแบบต่างๆ) เพื่อให้ผู้อื่นได้นำไปทดลองปฏิบัติ
จุดเริ่มต้น

Best Practice เริ่มต้นจากวงการแพทย์ เป็นวิธีการปฏิบัติงานที่ดี ไม่ว่าจะนำไปปฏิบัติที่ไหน อย่างไร ซึ่งผลงานที่ปฏิบัตินั้นได้นำไปสู่ผลสำเร็จ หน่วยงานจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติงานที่ดีกับหน่วยงานย่อย และมีการแลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก ผลสุดท้าย คือ การนำ Best Practice นั้นไปใช้จนเป็นมาตรฐาน ตัวอย่างโปรแกรมที่ได้รางวัล คือ โปรแกรมการเชิญชวนผู้ดูแลผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ของกลุ่มแพทย์เฮนรี่ฟอร์ด โดยให้ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้ที่บ้านร่วมกับการรักษาที่ศูนย์การรักษา โดยดำเนินกิจกรรมในลักษณะการวิจัย ผลของโปรแกรมพบว่า 90% ของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยส่วนใหญ่เป็นมะเร็งในระยะแรกเท่านั้น ผู้ป่วยมีความพึงพอใจในการดูแลรักษาจากโปรแกรมดังกล่าวที่เป็น Best Practice
Best Practice มีความสำคัญอย่างไร
จากหลักการที่ว่า ถ้าได้นำความรู้ไปใช้ ความรู้นั้น ก็ยิ่งเพิ่มคุณค่า เพราะทำให้เกิดการต่อยอดความรู้ให้แตกแขนงออกไปอย่างกว้างขวาง ดังนั้น เป้าหมายสำคัญประการหนึ่งของการจัดการความรู้ในองค์กร คือ เพื่อให้คนในองค์กร มี Best Practice ในการทำงานที่ช่วยเพิ่มผลผลิตทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ ดังคำกล่าวของ Peter Senge ที่ว่า ความรู้ คือ ความสามารถในการทำอะไรก็ตาม อย่างมีประสิทธิผล (Knowledge is the capacity for effective actions

คำที่มีความหมายใกล้เคียงกับ Best Practice

Good Practice เป็นคำที่มีความหมายค่อนข้างกว้าง ใช้ในความหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ แต่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด หรือแสดงความถูกต้องอย่างชัดเจน จะต้องใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์มายืนยันผลงาน และมีผู้ให้ความเห็นเกี่ยวกับ Good Practice คือ
เป็นข้อเสนอแนะ คำแนะนำ แนวทาง
การปฏิบัติงานที่อยู่บนพื้นฐานของความสำเร็จของงาน
เป็นเรื่องเกี่ยวกับ "Why" และ "What"
เป็นความคาดหวังของการปฏิบัติงานโดยทั่ว ๆ ไป
Innovative Practice หมายถึง จุดเน้นและแนวทางการทำงานที่น่าสนใจ แต่ขณะนี้ยังไม่มีตัวชี้วัดใดจะบอกความสำเร็จได้
Best Practice กับทฤษฎีการเรียนรู้ของ Thorndike
Edward Lee Thorndike (พ.ศ. 2417-2492) เป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกันผู้ค้นพบทฤษฎีความต่อเนื่อง (Connectionism) ทฤษฎีนี้ มีความเชื่อว่า การเรียนรู้เกิดจากการลองผิดลองถูก เช่น เมื่อให้ผู้เรียนทำกิจกรรมอะไรอย่างหนึ่งซึ่งไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นมาก่อน ผู้เรียนจะทำแบบลองผิดลองถูก เพื่อเลือกที่จริง ทิ้งที่เท็จ จนกระทั่งจับได้ว่า ควรทำอย่างไร จึงจะถูกต้องและรวดเร็ว ก็จะเลือกทำด้วยวิธีนั้นในครั้งต่อไป
นั่นคือ ผู้เรียนได้สร้าง Best Practice ในการทำงานของตนเอง ซึ่ง Best Practice ของผู้เรียนแต่ละคน อาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนกันก็ได้ เพราะเป็นข้อสรุปวิธีการทำงานที่ต่างคนต่างค้นพบตามแนวทางของตนเอง เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน จึงจะรู้ว่า วิธีการของใครดีที่สุด
Best Practice กับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาที่แตกต่างจากศาสดาของศาสนาอื่น กล่าวคือ มิได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าด้วยเทวโองการ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากสวรรค์ที่ดลบันดาลประทานให้ แต่ทรงตรัสรู้ด้วยวิธีการจัดการความรู้ (Knowledge Management) แล้วสรุปผลการปฏิบัติ เป็น Best Practice (วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ) อันได้แก่ ทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทา ในพระพุทธศาสนา ทรงใช้เวลานาน 6 ปี ในการจัดการความรู้ ก่อนที่จะสรุปเป็น Best Practice โดยมีวิธีการต่างๆ ดังนี้
1. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่น (Share & Learn) โดยสมัครเข้าศึกษาธรรมในสำนักของอาฬารดาบส และอุทกดาบส จนสำเร็จสมาบัติ 7-8 ซึ่งเป็นสมาธิขั้นสูงสุด ทรงมีวิจารณญาณว่า วิธีการดังกล่าว ยังมิใช่หนทางดับทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง (ไม่ใช่ Best Practice)
2. การปฏิบัติแบบลองผิดลองถูกด้วยตนเองตามความเชื่อของคนในยุคนั้น คือการบำเพ็ญทุกรกิริยา ด้วยการทรมานตนเอง ให้ได้รับความลำบากมากที่สุด เพื่อเป็นการชดใช้กรรมให้หมดและขอให้เทพยดาประทานพรให้ ทรงทรมานตนเองถึงขั้นอุกฤษฎ์ ด้วยการอดอาหารจนเกือบสิ้นพระชนม์ แต่ก็ไม่พบหนทางแห่งการดับทุกข์
3. การสรุปบทเรียน (Lesson Learned) ทบทวนสิ่งที่ได้ปฏิบัติไปแล้ว เป็น Best Practice โดยปรียบเทียบกับพิณ 3 สาย คือ สายหย่อน สายตึง และสายกลาง ดังนี้
3.1 สายหย่อน (กามสุขัลลิกานุโยค) คือ การแสวงหาความสุขด้วยการบริโภคกาม ลุ่มหลงในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ตามแบบคนทั่วไป ทรงพบว่า ไม่ใช่หนทางแห่งการดับทุกข์ เพราะทรงใช้ชีวิตตามแนวทางนี้มาแล้ว เมื่อครั้งเป็นเจ้าชาย
3.2 สายตึง (อัตตกิลมถานุโยค) คือ การทรมานตนให้ได้รับความลำบาก ก็ทรงทำมาแล้วแต่ก็ไม่พ้นทุกข์
3.3 สายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) คือ การปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8 ไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไป
ภายหลังที่พระองค์ได้จัดการความรู้แล้ว ทรงยินดีในทางสายกลาง และทรงเลือกปฏิบัติตามวิธีการนี้ ทำให้ตรัสรู้ (อริยสัจ 4 ) เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และทรงประกาศพระศาสนาให้มัชฌิมาปฏิปทาหรือ ทางสายกลาง เป็น Best Practice ที่พุทธศาสนิกชน ควรนำไปปฏิบัติ ดังปรากฎในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรปฐมเทศนาที่ทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์
ด้วยพระปัญญาธิคุณอันเป็นผลมาจากการจัดการความรู้ในครั้งนั้น ทำให้คนรุ่นหลังในกาลต่อมาได้ วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) เป็น เอกายโน มค.โค (ทางสายเอก) โดยไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกเหมือนกับพระองค์
Best Practice ในหน่วยงาน
การทำให้เกิด Best Practice สามารถทำให้เกิดขึ้นได้หลายช่องทาง
1. เกิดจากบุคคล อันมาจากการเรียนรู้หรือประสบการณ์ เป้าหมายของหน่วยงานที่คาดหวังความสำเร็จ ผู้ปฏิบัติงานเรียนรู้จากการปฏิบัติ ริเริ่มสร้างสรรค์ แก้ปัญหาการทำงาน เสนอแนะวิธีการทำงาน อาจเกิดแนวคิด การรับรู้จากข้อแนะนำของผู้บริหาร วิทยากร เพื่อนร่วมงาน หน่วยงานอื่น และผู้รับบริการ ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วิธีการใหม่หรือวิธีการที่ดีกว่า
2. เกิดจากปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ความกดดันของผู้รับบริการ การแข่งขัน การขับเคลื่อนนโยบายขององค์กร ภาวะข้อจำกัดของทรัพยากร ภาวะวิกฤติทำให้มีการแสวงหาแนวทาง กระบวนการ วิธีการที่ดีกว่า เพื่อให้ได้ผลสำเร็จสูงสุด
3. เกิดจากแรงขับเคลื่อนการพัฒนา ค้นหาวิธีการใหม่ สร้างความพึงพอใจของผู้รับบริการ เสริมสร้างประสิทธิภาพขององค์กร

คุณลักษณะงานของ Best Practice
การวินิจฉัย Best Practice เป็นพลังที่ช่วยกันยกระดับความคิด สามารถมีมุมมองที่แตกต่าง หลากหลาย ยอมรับมุมมองที่แตกต่างจากมุมมองของตนได้ดีขึ้น มีประเด็นในการพิจารณาเป็นสังเขปดังนี้
1. เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภารกิจโดยตรงของหน่วยงาน
2. สนองต่อนโยบายการแก้ปัญหา การพัฒนา ประสิทธิภาพของหน่วยงาน
3. ลดขั้นตอน ลดรอบระยะเวลาการทำงาน
4. ลดทรัพยากร ลดค่าใช้จ่าย
5. การนำเทคโนโลยีมาใช้ประกอบการทำงาน
6. วิธีการริเริ่มสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ หรือประยุกต์ขึ้นใหม่
7. สามารถทำแผนผังเชิงเปรียบวิธีการเก่าและใหม่ และสิ่งที่เป็นวิธีใหม่จะให้ประโยชน์อะไรที่ดีกว่าวิธีเก่า
8. อำนวยความสะดวกในการใช้
9. วางระบบในการให้บริการ และมีช่องทางที่หลากหลายในการให้บริการดังกล่าว
10. สามารถเทียบเคียงวิธีการทำงานลักษณะเดียวกันกับหน่วยงานอื่นได้
11. ผลผลิต/ความสำเร็จเพิ่มขึ้น
12. ความพึงพอใจของผู้รับบริการ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
13. สามารถนำไปใช้เป็นมาตรฐานการทำงานต่อไปได้ยั่งยืนพอสมควร
14. การพัฒนาปรับปรุงต่อไป

การดำเนินงาน Best Practice
หน่วยงานสามารถจะดำเนินการได้หลายกระบวนการ เช่น ตามแนวทางวงจรเดมมิ่ง (Demming Circle) ซึ่งประกอบด้วย
P : การวางแผน
D : การปฏิบัติ
C : การตรวจสอบประเมินผล
A : การปรับปรุงพัฒนา กำหนดกิจกรรมใหม่ และอาจนำเทคนิคต่าง ๆ ที่สามารถเลือกมาใช้ให้เหมาะสมกับบริบทงานของหน่วยงาน เช่น CQI (Continuous Quality Improvement) , RCA (Root Cause Analysis), FMEA (Failure Mode Evaluation Analysis) อื่น ๆ มาช่วยในการดำเนินงานจนเกิด Best Practice สามารถสรุปเป็นลำดับขั้นดังนี้

1. การคนหา Best Practice (BP)
การคนหา Best Practice (BP) เพื่อดูสิ่งที่เราคิดวา เจอแลว ใชแลว และคิดวาเปน Best
Practice (BP) ของเรา จริงๆ แลว ใช หรือ ไม มีสิ่งที่ชวยในการคนหางายๆ ดังนี้
►การวิเคราะหบริบท ความคาดหวังของหนวยงาน/สังคม/ผูมีสวนไดเสีย
►พิจารณาวา PDCA ไดครบวงจรหรือยัง
►ขั้นตอนนั้นเปน นวัตกรรม หรือไม
►ตั้งคําถามวานวัตกรรมนั้น
►คืออะไร What
►ทําอยางไร How
►ทําเพื่ออะไร Why
►วิเคราะหปจจัยที่สําเร็จและบทเรียนที่ไดเรียนรู

2. เกณฑพิจารณา Best Practice (BP)
การพิจารณาวาสิ่งที่ผูเขียน คิดวาเปน Best Practice (BP) นั้น ผูอานมีเกณฑงายๆ ในการ
พิจารณาวาเปน Best Practice (BP) หรือไม ดังนี้
1. สอดคลองกับ ความคาดหวัง ของหนวยงาน/โรงเรียน/ชุมชน/ผูปกครอง/ผูเกี่ยวของ
2. มี PDCA จนเห็นแนวโนมของตัวชี้วัด
3. ผูเขียนบอกเลาไดวา ทําอะไร What ทําอยางไร How ทําไมจึงทํา Why
4. ผลลัพธเปนไป/สอดคลอง/สะทอนตามมาตรฐานหรือขอกําหนด
5. เปนสิ่งที่ ปฏิบัติไดจริงและเห็นผลแลว ไมใชแนวคิด หรือ ทฤษฎี

3. การเขียน Best Practice (BP)
การเขียน Best Practice (BP) อาจเขียนในรูปแบบ/องคประกอบ ดังนี้
1. ขอมูลทั่วไป
2. ผลงาน/ระบบงานที่เปน Best Practice (BP) (ดีอยางไร How) ซึ่งอาจเขียนโดยการ
แยกเปน 2 สวน คือ
2.1 ขั้นตอนการดําเนินงาน หรือ Flow (แผนภูมิ) ของระบบงานที่ทํา
2.2 วิธีการและนวัตกรรมที่เปน Best Practice (BP)
หรือ อาจเขียนบอกเลาขั้นตอนการดําเนินงานจนสําเร็จเปนผลงานที่ดีเลิศเปนความเรียงก็ได
3. ปจจัยเกื้อหนุน (ดีเพราะอะไร What) หรือปจจัยแหงความสําเร็จ/ความภาคภูมิใจ และบทเรียนที่ไดรับ
4. ผลการดําเนินงาน (ดีแคไหน Why) ซึ่งอาจจะเอาไวในหัวขอที่ 2 ก็ได ทั้งนี้ ควรเนน
ตัวชี้วัดสําคัญตางๆ ที่แสดงใหเห็นแนวโนมการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจใชแผนภูมิหรือกราฟ แสดงใหเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงการดําเนินงานจนเกิดผลสําเร็จ และอาจมีแผนงานในอนาคตดวยก็ได้



Best Practice กับองค์กรแห่งการเรียนรู้
David Garvin (อ้างถึงในบุญดี บุญญากิจ และคณะ 2547 : 26) กล่าวว่า การจัดการความรู้เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ และประยุกต์ใช้ความรู้ รวมทั้งแปลงความรู้ของคนไปเป็นความรู้ขององค์กร การจะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้นั้น จะต้องมีทักษะใน 5 ด้าน ได้แก่
1. การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
2. การทดลองศึกษาหาแนวทางใหม่ๆ
3. การเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต
4. การเรียนรู้จากวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศของคนอื่น
5. การถ่ายทอดความรู้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร
จะเห็นว่า Best Practice เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะเป็น 1 ใน 5 ของทักษะในองค์กรแห่งการเรียนรู้
Best Practice กับการฝึกอบรมผู้บริหารสถานศึกษา
ตามหลักสูตรการฝึกอบรมพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา ของสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษากำหนดให้ผู้เข้ารับการอบรมต้องฝึกปฏิบัติงานในสถานศึกษาต้นแบบ เพื่อศึกษา Best Practice ของสถานศึกษานั้น ว่ามีวิธีการบริหารงานอย่างไร จึงประสบความสำเร็จ แล้วจัดทำเป็นเอกสารการสัมมนา เพื่อนำเสนอในห้องอบรม เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ทำให้ได้แนวทางปฏิบัติที่จะนำไปใช้บริหารโรงเรียนของตน ไม่ต้องบริหารแบบลองผิดลองถูก ตัวอย่าง ที่ประเทศนิวซีแลนด์ ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีชื่อแห่งหนึ่ง คือ Rutherford College พบว่า ในการคัดเลือกบุคคล เพื่อแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารสถานศึกษาของนิวซีแลนด์ จะให้บุคคลนั้น นำเสนอ Best Practice ด้านการบริหารของตนเอง ให้คณะกรรมการใช้ประกอบการพิจารณาว่า มีคุณสมบัติเหมาะสมหรือไม่
Best Practice เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย
การจัดการความรู้เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ควรจะเริ่มต้นจากการค้นหา รวบรวม Best Practice ด้านการสอนในกลุ่มสาระต่างๆ จากครูที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น ครูแห่งชาติ ครูต้นแบบ ครูแกนนำหรือครูดีเด่นในวิชาต่างๆ เพื่อให้ครูเหล่านั้น ได้ถ่ายทอดความเชี่ยวชาญไปสู่ครูอื่นๆ เพื่อเป็นเครือข่ายแตกสาขาออกไปคล้ายดาวกระจาย โดยใช้ฐานความรู้และประสบการณ์ของครูที่ประสบความสำเร็จด้านการสอน เป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาครูให้ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง
ตัวอย่างเช่น การศึกษา เรื่อง Best Practice ของครู สังคม ทองมี ซึ่งเป็นครูศิลปศึกษาที่ประสบความสำเร็จในการสอนวิชาศิลปศึกษา สามารถพัฒนาเด็กให้มีผลงานด้านศิลปะ ได้รับรางวัลการประกวดผลงานด้านศิลปะของเด็กในระดับนานาชาติ มากกว่า 3,000 รางวัล
ตัวอย่างหัวข้อเรื่องที่ควรทำ Best Practice
ในทัศนะของผู้เขียน หัวข้อเรื่องที่ควรทำ Best Practice เพื่อพัฒนาการศึกษา น่าจะเป็น ดังนี้
1. 10 วิธีการเรียนรู้ที่หนูชอบ
2. สอนอย่างไร ให้เด็กเก่ง
3. 108 วิธี ที่ไม่ต้องตีเด็ก
การเรียนรู้วิธีการทำงานแบบ Best Practice ในสถานศึกษา
การทำงานแบบ Best Practice คือ วิธีการทำงานที่เกิดผลงานในลักษณะที่มีผลสัมฤทธิ์ทั้งในเชิงคุณภาพ และปริมาณ ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจ สถานศึกษาต้องหา Best Practice ด้านการเรียนการสอนของครูต้นแบบ แล้วนำมากำหนดเป็นมาตรฐานในการทำงานของครูในโรงเรียน จัดให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูต้นแบบที่เป็น Best Practice กับครูผู้สอนคนอื่นๆ เพื่อพัฒนาให้ครูเหล่านั้น สามารถจัดการเรียนการสอนได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้
Best Practice กับการพัฒนาแบบก้าวกระโดด
วิธีการที่ใช้พัฒนาองค์กรเพื่อเพิ่มผลผลิตอย่างต่อเนื่องมีหลายวิธี แต่วิธีที่สามารถทำให้องค์กรพัฒนาแบบก้าวกระโดด (Leap Frog) สามารถย่นระยะเวลาในการปรับปรุงประสิทธิภาพขององค์กร มีอยู่ไม่กี่วิธี และวิธีการหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง คือ การศึกษาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ หรือ Best Practice ซึ่งเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ที่ประสบความสำเร็จหรือทำได้ดีกว่าเรา แล้วนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาให้ดีกว่าเดิม เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นหลังพ่ายแพ้สงครางโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นใช้นโยบายฟื้นฟูประเทศแบบก้าวกระโดด คือ เลียนแบบ เพื่อการเรียนรู้ และเรียนรู้เพื่อพัฒนาให้ดีกว่า หรือ ต้องก้าวให้ทัน แล้วแซง ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้อย่างรวดเร็วทัดเทียมกับยุโรป และอเมริกา ทั้งที่เป็นประเทศแพ้สงคราม เพราะได้ศึกษา Best Practice ด้านอุตสาหกรรมของประเทศที่เจริญแล้วในยุโรป และอเมริกา ทำให้สินค้าอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก
Best Practice กับการจัดการความรู้ที่เป็น Tacit Knowledge
การจัดการความรู้จะบรรลุเป้าหมายได้ ต้องทำให้ Best Practice ที่เป็น Tacit Knowledge ซึ่งอยู่ในตัวคน ให้กลายเป็น Explicit Knowledge หรือความรู้ที่ปรากฏให้เห็นชัดแจ้ง เช่น เอกสารรายงาน คู่มือการปฏิบัติงาน เพื่อให้ผู้อื่นได้นำไปใช้พัฒนางานแบบต่อยอดความรู้ และสามารถจัดเก็บ Best Practice นั้น ไว้ในคลังความรู้ขององค์กร ไม่ให้ความรู้นั้นหายไปกับบุคคล เมื่อบุคคลนั้น ออกจากหน่วยงานแล้ว
ประพนธ์ ผาสุขยืด (2547 : 48) ได้กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นมากมายภายในองค์กรของเรา มีสิ่งที่เรียกว่า Best Practice เกิดขึ้นในองค์กร แต่คนในองค์กรเองกับไม่รู้ผล ก็คือ เวลาจะทำอะไร ก็ต้องเริ่มต้นกันใหม่หมดทั้งๆ ที่หลายเรื่องไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์เสมอไป เพราะสามารถเรียนรู้ได้จากสิ่งที่มีอยู่แล้วภายในองค์กรของเรา ซึ่งอาจจะหมายถึงจากหน่วยงานข้างเคียงก็ได้
ผู้บริหารต้องส่งเสริมให้มีการพัฒนา Best Practice ด้านการจัดการเรียนการสอน ให้ได้วิธีการที่ดีกว่าเดิมยิ่งๆ ขึ้นไป เป็นวงจรที่ก้าวหน้าอย่างไม่สิ้นสุด และนำ Best Practice นั้น เขียนเป็นเอกสาร หรือเผยแพร่ใน Intranet หรือ Website ของสถานศึกษา เพื่ออำนวยความสะดวกให้ครูได้ศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็น CoP (Community of Practice) หรือชุมชนนักปฏิบัติ เพื่อให้การนำเสนอเรื่อง Best Practice ในบทนี้ไม่ยาวเกินไป จึงขอยุติไว้เพียงเท่านี้ก่อน และโปรดติดตามในบทต่อไป

สรุป
Best Practice เป็นวิธีการทำงานที่ดีที่สุดในแต่ละเรื่อง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกหน่วยงาน จากหลายช่องทาง ทั้งตัวผู้นำ ผู้ร่วมงาน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือภาวะปัญหา และการริเริ่มสร้างสรรค์ พัฒนาที่มีขั้นตอน เมื่อมีวิธีการทำงานที่ดีต้องทำผ่านการเล่าเรื่องที่เป็นการทำงานของตนเองมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในลักษณะของการแลกเปลี่ยนข้ามสายงาน ข้ามหน่วยงานโดยเกิดขึ้นในระดับบุคคล ระดับกลุ่มคน และระดับหน่วยงานย่อย Best Practice ที่ได้ควรมีการบันทึก เขียนรายงานเพื่อการศึกษาพัฒนา และเผยแพร่ได้ ซึ่งจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง
























บรรณานุกรม

บุญดี บุญญากิจ และคณะ. การจัดการความรู้จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : บริษัท
จิรวัฒน์ เอ็กซ์เพรส จำกัด.2547.
ประพนธ์ ผาสุขยืด. การจัดการความรู้ฉบับมือใหม่หัดขับ.กรุงเทพฯ : ใยไหม. 2547
วนิช บรรจง และคณะ.จิตวิทยาการศึกษา.กรุงเทพฯ : กรุงสยามการพิมพ์,2515
วันทนา เมืองจันทร์ และเต็มจิต จันทคา. บทความเรื่อง การจัดการความรู้ที่ฝังลึกในตัวคน.
วารสารสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ปีที่ 22 ฉบับที่ 4 เมษายน, พฤษภาคม 2548
บูรชัย ศิริมหาสาคร สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา จดหมายข่าว KM
ปีที่ 1 ฉบับที่ 7 ประจำวันที่ 24 พฤศจิกายน 2548
วิจัยและพัฒนาการเรียนรู, สถาบัน. คูมือการประชุมเชิงปฏิบัติการการเทียบระดับ
(Benchmarking) เรื่อง การเทียบระดับแบบกลุม. เอกสารประกอบการประชุม
สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู,2547. อัดสําเนา.
ศึกษานิเทศก เขตการศึกษา 5, หนวย. กรมสามัญศึกษา. Benchmarking รูเขา รูเรา การพัฒนา
คุณภาพดวยการเทียบเคียง. ราชบุรี : หนวยศึกษานิเทศก กรมสามัญศึกษา เขต
การศึกษา 5, 2543.
สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ. http://www.ftpi.or.th
สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม Best Practice




















ภาคผนวก


















คำนำ

Best Practice เป็นเครื่องมือของ KM Tool ตัวหนึ่งที่ใช้ในการบริหารจัดการ เริ่มต้นจากวงการแพทย์ เป็นวิธีการปฏิบัติงานที่ดี ไม่ว่าจะนำไปปฏิบัติที่ไหน อย่างไร ซึ่งผลงานที่ปฏิบัตินั้นได้นำไปสู่ผลสำเร็จ หน่วยงานจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติงานที่ดีกับหน่วยงานย่อย และมีการแลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก ผลสุดท้าย คือ การนำ Best Practice นั้นไปใช้จนเป็นมาตรฐาน ซึ่งจะก่อให้เกิดองค์กรแห่งการเรียนรู้ เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารองค์กรต่างๆ ผู้รายงานได้รับมอบหมายให้นำเสนอหัวข้อในเรื่องของ Best Practice ซึ่งจากการค้นคว้าแล้วปรากฏว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและถูกนำไปใช้ประโยชน์ในแวดวงต่างๆเป็นจำนวนมาก และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรและการปฏิบัติของหน่วยงาน และยังผลให้ผู้ปฏิบัติปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ท้ายนี้ขอกราบขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.ณรงค์ สมพงษ์ ที่ดำเนินการสอนใน รายวิชานี้ ซึ่งสามารถเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ในการจัดการองค์การด้านเทคโนโลยีการศึกษาได้เป็นอย่างดียิ่ง


ณัฏฐกรณ์ ปะพาน
นิสิตปริญญาเอก สาขาเทคโนโลยีการศึกษา ภาคพิเศษ รุ่นที่ 3
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์









สารบัญ
หน้าที่
Best Practice กับการจัดการความรู้อย่างง่าย 1
Best Practice มีความสำคัญอย่างไร 2
Best Practice กับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า 3
Best Practice ในหน่วยงาน 4
การดำเนินงาน Best Practice 5
Best Practice กับองค์กรแห่งการเรียนรู้ 7
กรณีศึกษา Best Practices 10
Food Safety
การจัดการผู้ส่งมอบ ... 10
การดูแลรักษาความสะอาดของโรงงาน ... 12
การตรวจสอบความพร้อมของโรงงานและสุขลักษณะของพนักงาน ... 13
การสร้างความตระหนักให้กับพนักงานเพื่อควบคุมอาหารให้ปลอดภัย ... 14

Supply Chain Management
การนำองค์กร 15
การกำหนดค่านิยมขององค์กร ... 16
การกำหนดและสื่อสารค่านิยม ทิศทาง และความคาดหวังขององค์กร ... 17
การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ ... 19
การสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมนวัตกรรม (Innovation) และการเรียนรู้ขององค์กร และของผู้ปฏิบัติงาน (Organizational and Employee Learning) ของผู้บริหารระดับสูง 20
วิธีสื่อสารค่านิยมองค์กร (Values) ทิศทาง (Direction) และผลงานที่คาดหวัง (Performance Expectations) ของผู้บริหารระดับสูง ... 21



การบริหารงานทรัพยากรบุคคล
Career Development ... 22
กระบวนการวางแผนและบริหารงานทรัพยากรมนุษย์ ... 23
การกำหนดตัวชี้วัดงาน (Key Performance Indicators) ... 25
การกำหนดแผนทรัพยากรบุคคลที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และเป้าหมาย 26
การทบทวนและปรับปรุงแผนบริหารทรัพยากรมนุษย์ ... 27
การบริหารผลการปฏิบัติงานของพนักงาน (Performance Management) 28
การฝึกอบรมและพัฒนาพนักงาน ... 29
การสำรวจความจำเป็นในการฝึกอบรม (Training Need Survey Flow Chart) ... 30
การสื่อสารภายในองค์การ (Internal Communication) ... 32

การมุ่งเน้นลูกค้าและตลาด
กระบวนการจัดการข้อร้องเรียนของลูกค้า ... 34
กลยุทธ์การทำให้ลูกค้าภักดีต่อบริษัท ... 36
การสร้างฐานข้อมูลลูกค้า เพื่อสนองความต้องการของลูกค้า ... 37
การหาข้อมูลลูกค้าและข้อมูลทางการตลาด (Customerand Marketing Knowledge) 38
แบบจำลองการสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า ... 39

การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้
การจัดการระบบสารสนเทศให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ ... 41
การวัดและวิเคราะห์การดำเนินงานขององค์กร และกระบวนการที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ 42
การวัดและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ในการประเมินผลการดำเนินงาน ... 43
การวิเคราะห์ความคุ้มค่ากับการลงทุนในระบบสารสนเทศ ... 44
แนวทางการติดตามความก้าวหน้าของระบบสารสนเทศ ... 45

การวางแผนเชิงกลยุทธ์
การกระจายแผนกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ ... 46
การพัฒนาแผนกลยุทธ์ขององค์กร ... 47
การวางแผนกลยุทธ์ขององค์กร ... 48
  • ชอบ
กระบวนการ วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices )
ความหมาย
การปฏิบัติทั้งหลายที่ก่อให้เกิดผลที่เป็นเลิศ Best Practices ในการปฏิบัติงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา จึงน่าจะหมายถึง การบริหารจัดการด้านวิชาการ ด้านบุคลากร ด้านการเงินและงบประมาณ ฯลฯ ทำให้ผู้รับบริการ สถานศึกษา ได้รับบริการตามที่คาดหวัง หรือในการจัดการเรียนรู้ น่าจะหมายถึง การจัดการเรียนรู้ การจัดกิจกรรม การดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้
จริงบรรลุผลลัพธ์ที่ตอบสนองความคาดหวังของผู้รับบริการ ผู้ปกครอง หรือชุมชน ทำให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือสถานศึกษาประสบความสำเร็จก้าวสู่ความเป็นเลิศ กระบวนการ วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) เป็นความรู้ เทคนิค วิธีการ ที่ได้พัฒนาขึ้น เพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงานทำให้งานประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายที่กำหนดและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นผลงานที่เป็นแบบอย่าง
ที่ผู้อื่นสามารถนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติได้ ภายใต้ข้อจำกัด ของวิธีการและหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งมีหลักการเขียน ดังนี้

แนวการเขียน
ความรู้ที่เขียน ควรเป็นงานที่พัฒนาต่อยอดจากงานประจำที่ทำอยู่ ได้รับการยอมรับ หรือได้รับรางวัล หรือมีผู้อื่น หน่วยงานอื่นนำไปใช้
ระบุความสำเร็จหรือได้รับการยอมรับอย่างชัดเจน
ระบุข้อจำกัดในการนำไปใช้
ข้อความควรจะมีความยาวประมาณ 2 - 3 หน้ากระดาษ A4

แนวการพิจารณา
เน้นวิธีปฏิบัติที่สร้างความพึงพอใจให้แก่ทุกคนในองค์กร
เป็นวิธีปฏิบัติที่ครบวงจรของระบบคุณภาพ PDCA
องค์กร บุคคลนั้น สามารถบอกได้ว่า ทำอะไร (What) ทำอย่างไร (How) และทำไมจึงทำ (Why)
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามข้อกำหนด เป้าหมาย หรือตัวชี้วัดที่กำหนด
วิธีปฏิบัตินั้น สามารถบอกได้ว่าเกิดจากปัจจัยใดเป็นวิธีปฏิบัติที่ต่อเนื่องและยั่งยืน
วิธีปฏิบัตินั้นใช้กระบวนการการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เช่น การเล่าเรื่อง (Story Telling) แล้วถอดองค์ความรู้
จากการทำงาน

แบบฟอร์มกระบวนการหรือวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices )
ชื่อผลงาน ผลการได้รับการยอมรับ ผู้นำส่งความรู้
ชื่อเจ้าของผลงาน กิจกรรม วิธีการ ขั้นตอนที่สำคัญ หน่วยงาน
เกริ่นนำิ คำสำคัญ (Key Word) โทรศัพท์
ผลสำเร็จ วันที่นำส่งข้อมูล e-Mail

อธิบายความหมายของแบบฟอร์ม
กระบวนการหรือวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices)
ชื่อผลงาน : ชื่อผลงานที่นำมาเสนอ
ชื่อเจ้าของผลงาน : ชื่อเจ้าของผลงาน ตำแหน่ง สถานที่ทำงาน e-Mail โทรศัพท์
เกริ่นนำ : บอกถึงสภาพที่เป็นอยู่ของหน่วยงาน ความต้องการพัฒนา หรือแก้ปัญหา และเมื่อนำกระบวนการหรือวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศมาใช้ทำให้เกิดผลสำเร็จอะไรบ้าง (การเขียนในส่วนนี้ควรเขียนให้เร้าความสนใจ)
ผลสำเร็จ : ผลลัพธ์หรือประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินงาน
ผลการได้รับการยอมรับ : ถ้ามีรางวัลหรือหลักฐานที่แสดงการยอมรับให้ระบุชื่อรางวัล หน่วยงาน และระดับที่ได้รับ
กิจกรรม วิธีการ ขั้นตอนที่สำคัญ : นำเสนอกิจกรรม วิธีดำเนินการ ขั้นตอน ที่แสดงถึงการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ
ข้อจำกัดในการนำไปใช้ : สถานการณ์ที่ทำให้กระบวนการหรือวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศไม่ประสบผลสำเร็จ
คำสำคัญ (Keyword) : เรื่องที่นำเสนอเป็นสาระความรู้ใน 8 สาขา และเป็นเรื่องใดในสาระความรู้นั้น
วันที่นำส่งข้อมูล : วัน เดือน ปี ที่นำส่งข้อมูลทางเว็บไซต์
ผู้นำส่งความรู้ : ชื่อของผู้ที่เป็นเจ้าของเรื่อง หรือผู้ที่เขียนองค์ความรู้ในการปฏิบัติงานนี้
หน่วยงาน : สถานที่ทำงานของผู้นำส่งข้อมูล
โทรศัพท์ : หมายเลขโทรศัพท์ของผู้นำส่งความรู้ หรือหน่วยงานเจ้าของเรื่อง
e-Mail : อีเมลของผู้นำส่งความรู้ หรือหน่วยงานเจ้าของเรื่อง

ตัวอย่างกระบวนการ วิธีการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ (ฺBest Practices )
ชื่อผลงาน เงินสวัสดิการ "ยื่นปุ๊บ ได้ปั๊บ"
ชื่อเจ้าของผลงาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสิงห์บุรี
เกริ่นนำ
เดิมการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการมีหลายขั้นตอน และใช้เวลานานถึง 15 - 30 วัน กว่าผู้ขอเบิกเงินจะได้รับเงิน ทำให้เกิดความเดือดร้อนทางด้านการเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนดังกล่าว และสร้างความพึงพอใจต่อผู้รับบริการซึ่งจะส่งผลให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสิงห์บุรี จึงกำหนดวิธีการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล และค่าการศึกษาบุตรให้มีความรวดเร็ว ลดขั้นตอน เรียกว่าเงินด่วนสวัสดิการ "ยื่นปุ๊บ ได้ปั๊บ" ซึ่งผู้ขอเบิกเงินจะได้รับเงินสดทันทีในเวลาไม่เกิน 10 นาที

ผลสำเร็จ
1. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสิงห์บุรีสามารถให้บริการเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลและการศึกษาบุตรให้แก่ข้าราชการครู ข้าราชการบำนาญ และลูกจ้างประจำในสังกัด โดยใช้เวลาดำเนินการไม่เกิน 10 นาที (ซึ่งถ้าหากเป็นการเบิกตามขั้นตอนปกติจะต้องใช้เวลาดำเนินการประมาณ15 - 30 วัน)
2. สามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ข้าราชการครู ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการบำนาญและกจ้างประจำในสังกัดที่ต้องรับภาระค่ารักษาพยาบาลและค่าการศึกษาบุตรเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความพึงพอใจและมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะส่งผลดีในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้แก่นักเรียนต่อไป

ผลการได้รับการยอมรับ (เกียรติบัตร รางวัล การยกย่อง)
ระดับประเทศ ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ไปจัดนิทรรศการแสดงผลงานที่ศูนย์แสดงสินค้าใบเทคบางนา เมื่อปี พ.ศ.2547 (ได้รับเกียรติบัตร)

กิจกรรม วิธีการ ขั้นตอนที่สำคัญ
1. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสิงห์บุรี ดำเนินการยืมเงินกองทุน ชลอ กองสุทธิ์ใจ จำนวน 500,000 บาท โดยได้เปิดบัญชีที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาสิงห์บุรี ชื่อบัญชี สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ค่าการศึกษาบุตร และเงินทดรองราชการ จำนวน 1,000,000 บาท
2. ในแต่ละวันเจ้าหน้าที่จะต้องเบิกเงินจากบัญชีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ค่าการศึกษาบุตร วันละประมาณ 100,000 - 200,000 บาทเพื่อให้บริการแก่ข้าราชการและลูกจ้างในสังกัด
3. ข้าราชการครูและลูกจ้างในสังกัดผู้ขอเบิกเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล การศึกษาบุตร ดำเนินการกรอกแบบขอเบิกเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล การศึกษาบุตร จำนวน 1 ฉบับ
4. เจ้าหน้าที่รับแบบ และตรวจแบบขอเบิกเงินพร้อมลงความเห็นเสนอผู้มีอำนาจอนุมัติ (ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที)
5. ผู้มีอำนาจอนุมัติเงินยืม และพิจารณาอนุมัติ (ใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที)
6. เจ้าหน้าที่จ่ายเงินยืม พิจารณาจ่ายเงินยืม และบันทึกหลักฐานการจ่ายเงิน ผู้ขอเบิกลงนามรับเงิน (ใช้เวลาไม่เกิน 3 นาที)
7. เจ้าหน้าที่การเงินรวบรวมใบเบิกเงินค่ารักษาพยาบาล การศึกษาบุตร เพื่อวางฎีกาและโอนเงินเข้าบัญชีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล การศึกษาบุตร

ข้อจำกัดในการนำไปใช้
การดำเนินการเบิกจ่ายเงินด่วนสวัสดิการได้ตามที่กำหนดข้างต้นได้นั้น ผู้เบิกจำเป็นต้องมีเอกสารประกอบการเบิกเงินให้ถูกต้องและครบถ้วน
  • ชอบ
กระบวนการ วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices )
ความหมาย
การปฏิบัติทั้งหลายที่ก่อให้เกิดผลที่เป็นเลิศ Best Practices ในการปฏิบัติงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา จึงน่าจะหมายถึง การบริหารจัดการด้านวิชาการ ด้านบุคลากร ด้านการเงินและงบประมาณ ฯลฯ ทำให้ผู้รับบริการ สถานศึกษา ได้รับบริการตามที่คาดหวัง หรือในการจัดการเรียนรู้ น่าจะหมายถึง การจัดการเรียนรู้ การจัดกิจกรรม การดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้
จริงบรรลุผลลัพธ์ที่ตอบสนองความคาดหวังของผู้รับบริการ ผู้ปกครอง หรือชุมชน ทำให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือสถานศึกษาประสบความสำเร็จก้าวสู่ความเป็นเลิศ กระบวนการ วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) เป็นความรู้ เทคนิค วิธีการ ที่ได้พัฒนาขึ้น เพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงานทำให้งานประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายที่กำหนดและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นผลงานที่เป็นแบบอย่าง
ที่ผู้อื่นสามารถนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติได้ ภายใต้ข้อจำกัด ของวิธีการและหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งมีหลักการเขียน ดังนี้

แนวการเขียน
ความรู้ที่เขียน ควรเป็นงานที่พัฒนาต่อยอดจากงานประจำที่ทำอยู่ ได้รับการยอมรับ หรือได้รับรางวัล หรือมีผู้อื่น หน่วยงานอื่นนำไปใช้
ระบุความสำเร็จหรือได้รับการยอมรับอย่างชัดเจน
ระบุข้อจำกัดในการนำไปใช้
ข้อความควรจะมีความยาวประมาณ 2 - 3 หน้ากระดาษ A4

แนวการพิจารณา
เน้นวิธีปฏิบัติที่สร้างความพึงพอใจให้แก่ทุกคนในองค์กร
เป็นวิธีปฏิบัติที่ครบวงจรของระบบคุณภาพ PDCA
องค์กร บุคคลนั้น สามารถบอกได้ว่า ทำอะไร (What) ทำอย่างไร (How) และทำไมจึงทำ (Why)
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามข้อกำหนด เป้าหมาย หรือตัวชี้วัดที่กำหนด
วิธีปฏิบัตินั้น สามารถบอกได้ว่าเกิดจากปัจจัยใดเป็นวิธีปฏิบัติที่ต่อเนื่องและยั่งยืน
วิธีปฏิบัตินั้นใช้กระบวนการการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เช่น การเล่าเรื่อง (Story Telling) แล้วถอดองค์ความรู้
จากการทำงาน

แบบฟอร์มกระบวนการหรือวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices )
ชื่อผลงาน ผลการได้รับการยอมรับ ผู้นำส่งความรู้
ชื่อเจ้าของผลงาน กิจกรรม วิธีการ ขั้นตอนที่สำคัญ หน่วยงาน
เกริ่นนำิ คำสำคัญ (Key Word) โทรศัพท์
ผลสำเร็จ วันที่นำส่งข้อมูล e-Mail

อธิบายความหมายของแบบฟอร์ม
กระบวนการหรือวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices)
ชื่อผลงาน : ชื่อผลงานที่นำมาเสนอ
ชื่อเจ้าของผลงาน : ชื่อเจ้าของผลงาน ตำแหน่ง สถานที่ทำงาน e-Mail โทรศัพท์
เกริ่นนำ : บอกถึงสภาพที่เป็นอยู่ของหน่วยงาน ความต้องการพัฒนา หรือแก้ปัญหา และเมื่อนำกระบวนการหรือวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศมาใช้ทำให้เกิดผลสำเร็จอะไรบ้าง (การเขียนในส่วนนี้ควรเขียนให้เร้าความสนใจ)
ผลสำเร็จ : ผลลัพธ์หรือประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินงาน
ผลการได้รับการยอมรับ : ถ้ามีรางวัลหรือหลักฐานที่แสดงการยอมรับให้ระบุชื่อรางวัล หน่วยงาน และระดับที่ได้รับ
กิจกรรม วิธีการ ขั้นตอนที่สำคัญ : นำเสนอกิจกรรม วิธีดำเนินการ ขั้นตอน ที่แสดงถึงการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ
ข้อจำกัดในการนำไปใช้ : สถานการณ์ที่ทำให้กระบวนการหรือวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศไม่ประสบผลสำเร็จ
คำสำคัญ (Keyword) : เรื่องที่นำเสนอเป็นสาระความรู้ใน 8 สาขา และเป็นเรื่องใดในสาระความรู้นั้น
วันที่นำส่งข้อมูล : วัน เดือน ปี ที่นำส่งข้อมูลทางเว็บไซต์
ผู้นำส่งความรู้ : ชื่อของผู้ที่เป็นเจ้าของเรื่อง หรือผู้ที่เขียนองค์ความรู้ในการปฏิบัติงานนี้
หน่วยงาน : สถานที่ทำงานของผู้นำส่งข้อมูล
โทรศัพท์ : หมายเลขโทรศัพท์ของผู้นำส่งความรู้ หรือหน่วยงานเจ้าของเรื่อง
e-Mail : อีเมลของผู้นำส่งความรู้ หรือหน่วยงานเจ้าของเรื่อง

ตัวอย่างกระบวนการ วิธีการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ (ฺBest Practices )
ชื่อผลงาน เงินสวัสดิการ "ยื่นปุ๊บ ได้ปั๊บ"
ชื่อเจ้าของผลงาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสิงห์บุรี
เกริ่นนำ
เดิมการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการมีหลายขั้นตอน และใช้เวลานานถึง 15 - 30 วัน กว่าผู้ขอเบิกเงินจะได้รับเงิน ทำให้เกิดความเดือดร้อนทางด้านการเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนดังกล่าว และสร้างความพึงพอใจต่อผู้รับบริการซึ่งจะส่งผลให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสิงห์บุรี จึงกำหนดวิธีการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล และค่าการศึกษาบุตรให้มีความรวดเร็ว ลดขั้นตอน เรียกว่าเงินด่วนสวัสดิการ "ยื่นปุ๊บ ได้ปั๊บ" ซึ่งผู้ขอเบิกเงินจะได้รับเงินสดทันทีในเวลาไม่เกิน 10 นาที

ผลสำเร็จ
1. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสิงห์บุรีสามารถให้บริการเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลและการศึกษาบุตรให้แก่ข้าราชการครู ข้าราชการบำนาญ และลูกจ้างประจำในสังกัด โดยใช้เวลาดำเนินการไม่เกิน 10 นาที (ซึ่งถ้าหากเป็นการเบิกตามขั้นตอนปกติจะต้องใช้เวลาดำเนินการประมาณ15 - 30 วัน)
2. สามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ข้าราชการครู ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการบำนาญและกจ้างประจำในสังกัดที่ต้องรับภาระค่ารักษาพยาบาลและค่าการศึกษาบุตรเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความพึงพอใจและมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะส่งผลดีในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้แก่นักเรียนต่อไป

ผลการได้รับการยอมรับ (เกียรติบัตร รางวัล การยกย่อง)
ระดับประเทศ ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ไปจัดนิทรรศการแสดงผลงานที่ศูนย์แสดงสินค้าใบเทคบางนา เมื่อปี พ.ศ.2547 (ได้รับเกียรติบัตร)

กิจกรรม วิธีการ ขั้นตอนที่สำคัญ
1. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสิงห์บุรี ดำเนินการยืมเงินกองทุน ชลอ กองสุทธิ์ใจ จำนวน 500,000 บาท โดยได้เปิดบัญชีที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาสิงห์บุรี ชื่อบัญชี สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ค่าการศึกษาบุตร และเงินทดรองราชการ จำนวน 1,000,000 บาท
2. ในแต่ละวันเจ้าหน้าที่จะต้องเบิกเงินจากบัญชีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ค่าการศึกษาบุตร วันละประมาณ 100,000 - 200,000 บาทเพื่อให้บริการแก่ข้าราชการและลูกจ้างในสังกัด
3. ข้าราชการครูและลูกจ้างในสังกัดผู้ขอเบิกเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล การศึกษาบุตร ดำเนินการกรอกแบบขอเบิกเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล การศึกษาบุตร จำนวน 1 ฉบับ
4. เจ้าหน้าที่รับแบบ และตรวจแบบขอเบิกเงินพร้อมลงความเห็นเสนอผู้มีอำนาจอนุมัติ (ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที)
5. ผู้มีอำนาจอนุมัติเงินยืม และพิจารณาอนุมัติ (ใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที)
6. เจ้าหน้าที่จ่ายเงินยืม พิจารณาจ่ายเงินยืม และบันทึกหลักฐานการจ่ายเงิน ผู้ขอเบิกลงนามรับเงิน (ใช้เวลาไม่เกิน 3 นาที)
7. เจ้าหน้าที่การเงินรวบรวมใบเบิกเงินค่ารักษาพยาบาล การศึกษาบุตร เพื่อวางฎีกาและโอนเงินเข้าบัญชีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล การศึกษาบุตร

ข้อจำกัดในการนำไปใช้
การดำเนินการเบิกจ่ายเงินด่วนสวัสดิการได้ตามที่กำหนดข้างต้นได้นั้น ผู้เบิกจำเป็นต้องมีเอกสารประกอบการเบิกเงินให้ถูกต้องและครบถ้วน
  • ชอบ
Best Practices คืออะไร
ในยุคของการปฏิรูปการเรียนรู้ ให้มีการปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน หลายๆท่านเริ่มจะได้ยินคำ Best Practices สำหรับคนที่ติดตามความเคลื่อนไหววงการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง อาจจะทราบความหมายแล้ว หรือบางคนทราบความหมาย แต่ไม่เข้าใจการนำไปสู่แนวทางปฏิบัติ บางคนเกิดความสับสนว่า มีความหมายเดียวกับนวัตกรรม( Innovation ) รึเปล่า เมื่อมาพิจารณาดูแล้ว Best Practices น่าจะเป็นหนึ่งในนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมของครู นวัตกรรมของผู้บริหารโรงเรียน โดยเฉพาะในปีนี้อาจจะเรียกว่าเป็นคำยอดฮิตเลยก็ว่าได้ บางหน่วยงานโรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาจมีนโยบายเชิงบังคับ ครูทุกคนจะต้องมีการนำเสนอ Best Practices ของตนเอง โรงเรียนทุกโรงจะต้องนำเสนอ Best Practices
Best Practices เป็นวิธีการใหม่ๆ ที่สถานศึกษา หรือหน่วยงานทางการศึกษา เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา และหน่วยงานทางการศึกษา ซึ่งนำไปสู่การบรรลุผลลัพธ์ที่ตอบสนองความคาดหวัง ของชุมชน ผู้ปกครองนักเรียน และเป้าหมายของหน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประสบความสำเร็จ ก้าวสู่ความเป็นเลิศ
แนวทางการพิจารณา Best Practices มี 6 ข้อ ดังนี้
1.เป็นวิธีปฏิบัติที่สร้างความพึงพอใจให้กับทุกคนในสถานศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษา
2.วิธีปฏิบัตินั้นผ่านกระบวนการนำไปใช้อย่างเป็นวงจร จนเห็นผลอย่างชัดเจนทำให้เกิดคุณภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
3.สถานศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษาสามารถบอกเล่าถึงวิธีปฏิบัตินั้นได้ว่า ทำอะไร ? ทำอย่างไร ? และทำไมถึงทำ ?
4.ผลลัพธ์จากวิธีปฏิบัตินั้นเป็นไปตามมาตรฐานการศึกษา เป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ของหน่วยงานในการพัฒนาคุณภาพเชิงระบบของสถานศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษา
5.วิธีปฏิบัตินั้นสามารถระบุได้ว่าเกิดจากปัจจัยสำคัญที่ชัดเจนและปัจจัยนั้นก่อให้เกิดการปฏิบัติที่ต่อเนื่องและยั่งยืน
6.วิธีการปฏิบัตินั้นใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ ( KM : Knowledge Management ) เช่น การเล่าเรื่องจากการถอดบทเรียนจากการดำเนินการ จากที่ดิฉันเสนอมานั้นคำว่า Best Practices จะเน้นไปที่สถานศึกษา


Best Practices ของครู
ในลักษณะของครูผู้สอนก็น่าจะคล้ายคลึงกัน เพียงเปลี่ยนจากวิธีการบริหาร มาเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ ซึ่งถ้าจะพูดให้ชัดเจนก็คือ นวัตกรรมที่ครูคนนั้นคิดว่าเยี่ยมที่สุดที่ทำให้เกิดความสำเร็จในการจัดกระบวนการเรียนรู้ และส่งผลต่อคุณภาพของนักเรียน ซึ่งจะต้องเลือกมาเพียงวิธีการเดียว ยกตัวอย่างเช่น ครูภาษาไทยคนหนึ่งจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบโครงงานมาโดยตลอด ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง มีความสามารถทางการแข่งขัน นักเรียนได้รับรางวัลมากมาย ดังนั้นวิธีการสอนแบบโครงงาน จึงเป็น Best Practices ของครูคนนั้น เป็นต้น Best Practices จะมีประโยชน์เมื่อถูกเผยแพร่ให้เกิดการเรียนรู้ของคนในสถานศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษาหรือผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ
บทสรุป
คุณครูทุกคนมี Best Practices ในการทำงานของตนเองอยู่แล้ว ลองพยายามมองตนเอง หรือให้คนอื่นช่วยมอง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครหรอกที่จะมารู้จักเรามากไปกว่าตัวเราเอง หลายท่านรู้ว่าทำอย่างนี้ อย่างนี้ .... แต่มันจะเรียกว่าวิธีการใดละ ....

  • ชอบ
กระบวนการหรือวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
ชื่อผลงาน การพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (สร้าง website )
ชื่อเจ้าของผลงาน นายสุทธา ชาติประสพ โรงเรียนบ้านโคกสนวน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์เขต 1
เกริ่นนำ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มีเจตนารมณ์ให้จัดการศึกษาโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ มี
เป้าหมายให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง สถานศึกษาจึงต้องพัฒนาผู้เรียนให้เต็มศักยภาพของแต่ละบุคคลและจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ ทักษะ คุณธรรมและจริยธรรม สามารถบูรณาการให้สอดคล้องกับชีวิตจริง เน้นให้ผู้เรียนสามารถใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง มีความรู้ ทักษะ และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ( ICT ) ให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้และสามารถแข่งขันกับสังคมโลกได้
ผลสำเร็จ
1.นักเรียนมีทักษะในการใช้และนำเสนอข้อมูลโดยใช้ ICT โดยการเขียนเวปไซต์ (http://shool.obec.go.th/khoksanuan ,http://mo3kn.th.gs)
2. ผลิตสื่อการเรียนการสอนโดยใช้ นำเสนอผ่านเวปไซต์
3. จัดทำแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
กิจกรรม/ วิธีการ/ ขั้นตอนที่สำคัญ
1. จัดการเรียนรู้โดยการบูรณาการการเรียนการสอนโดยใช้ ICT ประกอบด้วย
- การสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต
- การเรียนรู้โดยใช้สื่อวีดีทัศน์ (โปรแกรม Uleadstudio)
- การนำเสนองานผ่านอินเทอร์เน็ต รูปแบบ website
2. การผลิตสื่อเบื้องต้นโดยใช้สร้างวีดีทัศน์ นำเสนอด้วยโปรแกรม powerpoint การสืบค้นข้อส่ง เอกสารด้วยจดหมายอิเล็กทรอนิคส์ (E- mail) โดยเกิดจากผลงานนักเรียนที่บูรณาการในสาระการอาชีพและเทคโนโลยี วิชา คอมพิวเตอร์
3.เรียนศึกษาและสืบค้นข้อมูล วิถีชีวิตชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น นำเสนอข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
4. นักเรียนมีทักษะในการใช้และนำเสนอข้อมูล โดยการใช้ ICT สามารถสร้างชิ้นงาน ผลงาน และผ่านการประเมินทุกคน




รางวัลที่ได้รับ
1. การประกวดและแข่งขันทักษะทางวิชาการ 2550
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มชำนิ 1
1. การเขียน Home Page โปรแกรม Front Page/ Dreameweaver ช่วงชั้นที่ 3 เหรียญทอง ที่ 1
2. การสืบค้นข้อมูล ช่วงชั้นที่ 3 เหรียญทอง ที่ 1
( เป็นตัวแทนกลุ่มไปแข่งที่ สพท.บร.1)
1. การเขียน Home Page โปรแกรม Front Page/ Dreameweaver ช่วงชั้นที่ 3 เหรียญทองแดง
2. การสืบค้นข้อมูล ช่วงชั้นที่ 3 เหรียญเงิน
2. การประกวดและแข่งขันทักษะทางวิชาการ 2551 กลุ่มชำนิ 1
1. การเขียน Home Page โปรแกรม Front Page/ Dreameweaver ช่วงชั้นที่ 3 เหรียญทอง ที่ 3
2. การสืบค้นข้อมูล ช่วงชั้นที่ 3 เหรียญทอง ที่ 1
(เป็นตัวแทนกลุ่มชำนิ 1 แข่งที่ สพท.บร 1)
1. การสืบค้นข้อมูล ช่วงชั้นที่ 3 เหรียญทอง
ข้อจำกัดความการนำไปใช้
1. การใช้กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการกับกลุ่มสาระอื่นๆให้มากที่สุด
2. การสร้างระบบเครือข่าย โดย ใช้ระบบ ICT
3. การจัดการเรียนการสอนด้วยระบบ ICT

  • ชอบ
คำนำ

แนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ผ่านกระบวนการวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ บนเครือข่าย อินเทอร์เนต ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5
เล่มที่ 2 ส่งเสริมคุณค่าสู่ระบบ จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการพัฒนาครูผู้สอนเป็นรายบุคคลให้มีกระบวนการ หรือขั้นตอนต่างๆ สู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ โดยการประสานงานกับหัวหน้าวิชาการ บนเครือข่ายอินเทอร์เนต
โดยโครงการนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 มีความคาดหวังว่าครูผู้สอน
จะใช้เป็นแนวทางพัฒนาคุณภาพการศึกษา จุดหมายปลายทางในการใช้เอกสารเล่มนี้ คือ
1. มีความรู้ ความเข้าใจการพัฒนากระบวนการต่างๆ ของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ สามารถสร้างวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศเป็นเอกลักษณ์ของตนเองได้
2. สามารถใช้เครือข่ายบนอินเทอร์เนต แสวงหาความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ นำไปพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้
3. มีทักษะ กระบวนการ มีขั้นตอนในการต่อยอดกระบวนการที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการปฏิบัติ ที่เป็นเลิศ สามารถส่งผลสร้างสุขนิสัยกลายเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างถาวร
4. ครูผู้สอนมีเครือข่ายและร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้สู่ผู้เรียน ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทาง
การเรียนพัฒนาขึ้น นักเรียนมีทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะตามที่หลักสูตรต้องการ
แนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ผ่านกระบวนการวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ บนเครือข่าย อินเทอร์เนต ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5
เล่มที่ 2 ส่งเสริมคุณค่าสู่ระบบ ภายในเล่มประกอบด้วย
บทที่ 1 การเขียนโครงการพัฒนากระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
บทที่ 2 การกำหนดวิธีพัฒนากระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
บทที่ 3 การวางแผนดำเนินการ
ขอให้ครูผู้สอนศึกษาแนวทางนี้ ให้เข้าใจ ปฏิบัติกิจกรรมท้ายบทเพื่อความเข้าใจด้วยตนเอง ประเมินความรู้ความเข้าใจของตนเอง ขอให้มุ่งมั่นพัฒนา ร่วมสร้างเครือข่ายวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ บนอินเทอร์เนตร่วมกัน เพื่อคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนสืบไป




นายองอาจ วิชัยสุชาติ
ศึกษานิเทศก์ สพป.นครราชสีมา เขต5







สารบัญ

คำนำ ก
สารบัญ ข
บทที่ 1 การเขียนโครงการพัฒนากระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ 1
ความหมายของโครงการ 1
ประเภทของโครงการ 1
องค์ประกอบของโครงการ 2
ลักษณะโครงการที่ดี 5
แบบฝึกหัดเขียนโครงการ 7

บทที่ 2 การกำหนดวิธีพัฒนากระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ 9
การกำหนดวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ 9
การพัฒนาระบบคุณภาพของโรงเรียน 14
วิธีการที่เป็นเลิศ 15
ผลการดำเนินงาน 15
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ 16
บทเรียนที่ได้รับ 16

บทที่ 3 การวางแผนดำเนินการ 19
ความหมายของการวางแผน 19
การวางแผน 19
ความสำคัญของการวางแผน 19
ประโยชน์ของการวางแผน 19
แนวทางการพิจารณา Best Practices ที่จะกำหนดในแผนดำเนินการ 19
กระบวนการค้นหา Best Practices ในสถานศึกษาเพื่อกำหนดในแผนดำเนินการ 20
บรรณานุกรม 22
ประวัติผู้เขียน 23


  • ชอบ
คำนำ

แนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ผ่านกระบวนการวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ บนเครือข่าย อินเทอร์เนต ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 เล่มที่ 1 จุดประกายมุ่งพัฒนา จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการพัฒนาครูผู้สอนเป็นรายบุคคลให้มีกระบวนการ หรือขั้นตอนต่างๆ สู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ โดยการประสานงานกับหัวหน้าวิชาการ บนเครือข่ายอินเทอร์เนตโดยโครงการนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 มีความคาดหวังว่าครูผู้สอน
จะใช้เป็นแนวทางพัฒนาคุณภาพการศึกษา จุดหมายปลายทางในการใช้เอกสารเล่มนี้ คือ
1. มีความรู้ ความเข้าใจการพัฒนากระบวนการต่างๆ ของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ สามารถสร้างวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศเป็นเอกลักษณ์ของตนเองได้
2. สามารถใช้เครือข่ายบนอินเทอร์เนต แสวงหาความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ นำไปพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้
3. มีทักษะ กระบวนการ มีขั้นตอนในการต่อยอดกระบวนการที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการปฏิบัติ ที่เป็นเลิศ สามารถส่งผลสร้างสุขนิสัยกลายเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างถาวร
4. ครูผู้สอนมีเครือข่ายและร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้สู่ผู้เรียน ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพัฒนาขึ้น นักเรียนมีทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะตามที่หลักสูตรต้องการ
แนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ผ่านกระบวนการวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ บนเครือข่าย อินเทอร์เนต ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 เล่มที่ 1 จุดประกายมุ่งพัฒนา ภายในเล่มประกอบด้วย
บทที่ 1 การพัฒนาสู่กระบวนการของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
บทที่ 2 เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อกำหนดเส้นทางการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
บทที่ 3 การรู้ตนเองเกี่ยวกับเส้นทางพัฒนาสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
ขอให้ครูผู้สอนศึกษาแนวทางนี้ ให้เข้าใจ ปฏิบัติกิจกรรมท้ายบทเพื่อความเข้าใจด้วยตนเอง ประเมินความรู้ความเข้าใจของตนเอง ขอให้มุ่งมั่นพัฒนา ร่วมสร้างเครือข่ายวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ บนอินเทอร์เนตร่วมกัน เพื่อคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนสืบไป




นายองอาจ วิชัยสุชาติ
ศึกษานิเทศก์ สพป.นครราชสีมา เขต5


สารบัญ

คำนำ ก
สารบัญ ข
บทที่ 1 การพัฒนาสู่กระบวนการของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ 1
ที่มาและความสำคัญ 2
วัตถุประสงค์ 3
เป้าหมาย 3
ขอบจ่ายกิจกรรมที่ดำเนินการ 3
ผลที่คาดว่าจะได้รับ 4
ระยะเวลาดำเนินการและกิจกรรมพัฒนา 4
กรอบแนวคิดในการพัฒนา 5

บทที่ 2 เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อกำหนดเส้นทางการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ 6
วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ 10 ประการของงาน HR 9
กิจกรรมการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์สู่การพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ 11
กรณีศึกษาที่ 1 11
กรณีศึกษาที่ 2 13
กรณีศึกษาที่ 3 15

บทที่ 3 การรู้ตนเองเกี่ยวกับเส้นทางพัฒนาสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ 18
แบบประเมินตนเองของครูผู้สอนเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ 19
บรรณานุกรม 25
ประวัติผู้เขียน 26


  • ชอบ
บทที่ 1
การพัฒนางานสู่กระบวนการของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ

การปฏิบัติงานย่อมได้คำตอบสำคัญที่เกิดจากผลแห่งการปฏิบัติ โดยคำตอบนั้นอาจเป็นคำตอบที่ตรงเป้าหมายหรือไม่ตรงเป้าหมายที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม ถือว่าคำตอบนั้นเป็นประสบการณ์ หรือเป็นครูแห่งการเรียนรู้ ความสำคัญอยู่ที่ว่า คำตอบจะสำคัญต่อใคร เพื่อใคร และต้องการให้ความสำคัญต่อไปอีกหรือไม่
การมีแรงบันดาลใจที่ต้องการสร้างคุณภาพงานเกิดขึ้นได้กับกับบุคลอยู่ตลอดเวลา กาลเวลาเปลี่ยนไปแรงบันดาลใจนั้นอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นอยู่กับเป้าหมายต้องการมากน้อยเพียงใด ถ้าเป้าหมายชัดเจน การขับแรงบันดาลใจย่อมมีต่อเนื่อง จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย วันนี้แรงบันดาลใจ มีแรงบันดาลใจสูงมาก แต่มีขีดจำกัดอยู่ที่คุณภาพที่ต้องการให้เกิดขึ้น โดยแรงบันดาลใจนั้นเกิดประกายแจ่มจรัสชัดเจนอยู่ที่เครือข่ายการเรียนรู้ ช่วยกันร่วมขับเคลื่อนกระบวนการสู่เป้าหมายแห่งการพัฒนา การที่เครือข่ายแห่งการเรียนรู้จะร่วมมือกันนำศักยภาพออกมาแปรเปลี่ยนกระบวนการให้เป็นคุณภาพแห่งการเรียนรู้ ต้องมีแรงบันดาลใจมาจากทุกขุมความรู้ หนึ่งบุคคลคือ 1 พลัง หลายคนคือหลายพลัง รวมกันเป็นเครือข่ายแห่งพลัง แต่ 1 พลังต้องมีคุณภาพ มีแรงบันดาลใจต้องการสร้างคุณภาพชีวิต การสร้างประกายแห่งกระบวนการย่อมส่งผลถึงความสำเร็จได้ชัดเจน ฉะนั้นถ้าจะกล่าวถึงว่า ความสำเร็จมาจากไหน ย่อมตอบได้ชัดเจน มาจากแรงบันดาลใจ เพราะแรงบันดาลใจส่งพลังให้บุคคลแสดงกระบวนการออกมาอย่างหลากหลาย ลองผิดลองถูกมาก จนมีข้อสรุปให้กับบุคคลนั้นว่า ได้ค้นพบเส้นทางแห่งกระบวนการต้องการที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่คาดหวัง นี้คือ กระบวนการของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (process to best practice)









การยกระดับคุณภาพการศึกษาจำเป็นต้องดำเนินการพัฒนาทั้งระบบ การบริหารจัดการยุคใหม่ ครูยุคใหม่ และนักเรียนยุคใหม่แห่งการเรียนรู้ ความหลากหลายของกระบวนการแห่งวิธีการปฏิบัติ ที่เป็นเลิศของแต่ละคนไม่เหมือนกันทั้งๆ ที่มีเป้าหมายเดียวกัน ตัวอย่างเช่นครู ก กับครู ข มีเป้าหมายเดียวกันคือการพัฒนา คุณลักษณะของนักเรียนด้านความใฝ่รู้ใฝ่เรียน ครู ก อาจใช้กระบวนการที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองจัดกิจกรรมการเรียนรู้สู่นักเรียน ครู ข ก็ใช้ความเป็นเอกลักษณ์อีกแบบของตนเอง แต่ไปบรรลุสิ่งเดียวกันคือคุณลักษณะด้านการใฝ่รู้ใฝ่เรียน หมายความว่า กระบวนการหรือวิธีการปฏิบัติของใครก็ของคนนั้น อาจเหมาะสมกับวิธีการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนหรือคุณภาพงาน หรือไม่เหมาะสมกับวิธีการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนหรือคุณภาพงานก็ได้ ซึ่งทั้ง 2 วิธี หรืออีกหลายวิธีนั้นมีความสอดคล้องกับมาตรฐานที่ 3 การยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา คุณภาพผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน











1. ที่มาและความสำคัญ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2544 มาตรา 22 ระบุว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ดังนั้น ความสำเร็จของคุณภาพดังกล่าว ต้องมาจากครูและผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้มีการพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษาตามโครงการพัฒนาครูทั้งระบบ โดยมอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา/มัธยมศึกษาทุกเขต กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาแต่ละระดับ,โรงเรียนที่เป็นศูนย์พัฒนากลุ่มสาระการเรียนรู้ และMaster Teacher ที่ได้การพัฒนาจากสถาบันอุดมศึกษา ในปี 2552-2554 ร่วมกันดำเนินการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูกลุ่มสาระต่างๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 ได้ข้อมูลเบื้องต้นจากการสำรวจข้อมูลพื้นฐานพบว่าการส่งเสริม กระตุ้น การบริหารจัดการเพื่อให้ครูผู้สอนพัฒนาสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศยังดำเนินการได้น้อย ผลการดำเนินการโครงการนิเทศ 100% การเอกซเรย์ทุกพื้นที่โรงเรียนในสังกัด สพท.นครราชสีมา เขต 5 คุณภาพด้านการเรียนรู้ของครูผู้สอน (ด้านกระบวนการเรียนรู้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์) ขณะเดียวกันด้วยสภาพบริบทของโรงเรียนในสังกัดมีขนาดกว้างด้านพื้นที่ในเขตบริการ การดำเนินการพัฒนา อบรม ประชุมดังที่เคยปฏิบัติมาดำเนินการได้ไม่ทั่วถึงด้วยเหตุผลดังกล่าว รวมถึงงบประมาณดำเนินการมีจำนวนจำกัด แต่ต้องมีกระบวนการขับเคลื่อนให้เกิดคุณภาพมากที่สุด และด้วยระบบอินเทอร์เนตต่างๆ มีการพัฒนามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานเขตพื้นที่ได้วางระบบติดต่อสื่อสารพัฒนาระบบงานทางอินเทอร์เนตได้อย่างมีคุณภาพ การจัดระบบสื่อสาร กำหนดกระบวนการพัฒนาให้ชัดเจน โดยผ่านช่องทางการพัฒนากระบวนการ สู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ บนเครือข่ายอินเทอร์เนต เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ก่อให้เกิดคุณภาพตามความคาดหวัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จึงจัดให้มีกิจกรรมพัฒนาประสิทธิภาพของครูผู้สอน เพื่อให้เกิดคุณภาพแห่งการพัฒนาครูทุกสถานศึกษาในสังกัด เต็มพื้นที่ จึงจัดให้มีโครงการพัฒนาครูโดยกลุ่มเครือข่าย ส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ตามโครงการยกระดับคุณภาพ ทั้งระบบนี้ขึ้น

2. วัตถุประสงค์
1. เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ(Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
2. เพื่อพัฒนากระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
3. เพื่อศึกษาผลการดำเนินการ กระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
4. เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ที่เอื้อต่อกระบวนการวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
5. เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
6. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของพัฒนากระบวนการวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5





3. เป้าหมาย
เชิงปริมาณ
ร้อยละ 25 ของครูผู้สอนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5 มีวิธีการปฏิบัติ ที่เป็นเลิศ (Best Practice) ปีการศึกษา 2554 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ของทุกปี
เชิงคุณภาพ
คุณภาพการเรียนรู้ (กระบวนการเรียนรู้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการ คุณลักษณะที่พึงประสงค์) พัฒนาสูงขึ้นจากค่าเฉลี่ยปีการศึกษาที่ผ่านมา

4. ขอบข่ายกิจกรรมที่ดำเนินการ
4.1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานด้านความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
4.2 ประชาสัมพันธ์โครงการพัฒนาประสิทธิภาพของครูผู้สอนให้ทราบความจำเป็นในการจัดให้มีโครงการพัฒนากระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) กิจกรรมของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5 ทาง Website :www.korat5.go.th (คลินิกวิชาการ)
4.3 การจุดประกายมุ่งพัฒนาเกี่ยวกับกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
4.4 การพัฒนาระบบกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
4.5 ศึกษาผลการดำเนินงานพัฒนาระบบกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
4.6 พัฒนาครูผู้สอนให้สร้างนวัตกรรมการเรียนรู้สอดแทรกกระบวนการเรียนรู้สู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
4.7 จัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประกวดวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
4.8 จัดพิธีมอบเข็มเชิดชูเกียรติให้กับครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5 ที่สร้างกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ที่ผ่านการประเมินสู่คุณภาพการเรียนรู้ตามเป้าหมายได้

5. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
5.1 ครูผู้สอนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้มีความรู้ ความเข้าใจกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
5.2 ครูผู้สอนมีวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ใช้ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ
5.3 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5 มีเครือข่ายวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ใช้ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้อย่างหลากหลาย
5.4 คุณภาพการเรียนรู้โรงเรียนในสังกัดมีคุณภาพสูงขึ้นทุกปีการศึกษา
5.5 สถานศึกษาทุกแห่งในสังกัดมี วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6. ระยะเวลาดำเนินการและกิจกรรมพัฒนา
6.1 วงรอบที่ 1 ปีการศึกษา 2553
- เป็นการศึกษาข้อมูลพื้นฐานการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศสู่การพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้
- ประชาสัมพันธ์โครงการพัฒนาประสิทธิภาพของครูผู้สอนเพื่อพัฒนากระบวนการ
- สู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ทาง Website :www.korat5.go.th (คลินิกวิชาการ)
- การจุดประกายมุ่งพัฒนาเกี่ยวกับกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
- การพัฒนาระบบกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
- ศึกษาผลการดำเนินงานพัฒนาระบบกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอน
- กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 1 ผลการดำเนินงานพัฒนาระบบกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอน
6.2 วงรอบที่ 2 ปีการศึกษา 2554
- พัฒนาครูผู้สอนให้สร้างนวัตกรรมการเรียนรู้สอดแทรกกระบวนการเรียนรู้สู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
- จัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประกวดวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
- จัดพิธีมอบเข็มเชิดชูเกียรติให้กับครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5 ที่สร้างกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ที่ผ่านการประเมินสู่คุณภาพการเรียนรู้ตามเป้าหมายได้

7. กรอบแนวคิดในการพัฒนา






























  • ชอบ
บทที่ 1
การพัฒนางานสู่กระบวนการของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ

การปฏิบัติงานย่อมได้คำตอบสำคัญที่เกิดจากผลแห่งการปฏิบัติ โดยคำตอบนั้นอาจเป็นคำตอบที่ตรงเป้าหมายหรือไม่ตรงเป้าหมายที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม ถือว่าคำตอบนั้นเป็นประสบการณ์ หรือเป็นครูแห่งการเรียนรู้ ความสำคัญอยู่ที่ว่า คำตอบจะสำคัญต่อใคร เพื่อใคร และต้องการให้ความสำคัญต่อไปอีกหรือไม่
การมีแรงบันดาลใจที่ต้องการสร้างคุณภาพงานเกิดขึ้นได้กับกับบุคลอยู่ตลอดเวลา กาลเวลาเปลี่ยนไปแรงบันดาลใจนั้นอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นอยู่กับเป้าหมายต้องการมากน้อยเพียงใด ถ้าเป้าหมายชัดเจน การขับแรงบันดาลใจย่อมมีต่อเนื่อง จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย วันนี้แรงบันดาลใจ มีแรงบันดาลใจสูงมาก แต่มีขีดจำกัดอยู่ที่คุณภาพที่ต้องการให้เกิดขึ้น โดยแรงบันดาลใจนั้นเกิดประกายแจ่มจรัสชัดเจนอยู่ที่เครือข่ายการเรียนรู้ ช่วยกันร่วมขับเคลื่อนกระบวนการสู่เป้าหมายแห่งการพัฒนา การที่เครือข่ายแห่งการเรียนรู้จะร่วมมือกันนำศักยภาพออกมาแปรเปลี่ยนกระบวนการให้เป็นคุณภาพแห่งการเรียนรู้ ต้องมีแรงบันดาลใจมาจากทุกขุมความรู้ หนึ่งบุคคลคือ 1 พลัง หลายคนคือหลายพลัง รวมกันเป็นเครือข่ายแห่งพลัง แต่ 1 พลังต้องมีคุณภาพ มีแรงบันดาลใจต้องการสร้างคุณภาพชีวิต การสร้างประกายแห่งกระบวนการย่อมส่งผลถึงความสำเร็จได้ชัดเจน ฉะนั้นถ้าจะกล่าวถึงว่า ความสำเร็จมาจากไหน ย่อมตอบได้ชัดเจน มาจากแรงบันดาลใจ เพราะแรงบันดาลใจส่งพลังให้บุคคลแสดงกระบวนการออกมาอย่างหลากหลาย ลองผิดลองถูกมาก จนมีข้อสรุปให้กับบุคคลนั้นว่า ได้ค้นพบเส้นทางแห่งกระบวนการต้องการที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่คาดหวัง นี้คือ กระบวนการของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (process to best practice)









การยกระดับคุณภาพการศึกษาจำเป็นต้องดำเนินการพัฒนาทั้งระบบ การบริหารจัดการยุคใหม่ ครูยุคใหม่ และนักเรียนยุคใหม่แห่งการเรียนรู้ ความหลากหลายของกระบวนการแห่งวิธีการปฏิบัติ ที่เป็นเลิศของแต่ละคนไม่เหมือนกันทั้งๆ ที่มีเป้าหมายเดียวกัน ตัวอย่างเช่นครู ก กับครู ข มีเป้าหมายเดียวกันคือการพัฒนา คุณลักษณะของนักเรียนด้านความใฝ่รู้ใฝ่เรียน ครู ก อาจใช้กระบวนการที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองจัดกิจกรรมการเรียนรู้สู่นักเรียน ครู ข ก็ใช้ความเป็นเอกลักษณ์อีกแบบของตนเอง แต่ไปบรรลุสิ่งเดียวกันคือคุณลักษณะด้านการใฝ่รู้ใฝ่เรียน หมายความว่า กระบวนการหรือวิธีการปฏิบัติของใครก็ของคนนั้น อาจเหมาะสมกับวิธีการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนหรือคุณภาพงาน หรือไม่เหมาะสมกับวิธีการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนหรือคุณภาพงานก็ได้ ซึ่งทั้ง 2 วิธี หรืออีกหลายวิธีนั้นมีความสอดคล้องกับมาตรฐานที่ 3 การยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา คุณภาพผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน











1. ที่มาและความสำคัญ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2544 มาตรา 22 ระบุว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ดังนั้น ความสำเร็จของคุณภาพดังกล่าว ต้องมาจากครูและผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้มีการพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษาตามโครงการพัฒนาครูทั้งระบบ โดยมอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา/มัธยมศึกษาทุกเขต กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาแต่ละระดับ,โรงเรียนที่เป็นศูนย์พัฒนากลุ่มสาระการเรียนรู้ และMaster Teacher ที่ได้การพัฒนาจากสถาบันอุดมศึกษา ในปี 2552-2554 ร่วมกันดำเนินการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูกลุ่มสาระต่างๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 ได้ข้อมูลเบื้องต้นจากการสำรวจข้อมูลพื้นฐานพบว่าการส่งเสริม กระตุ้น การบริหารจัดการเพื่อให้ครูผู้สอนพัฒนาสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศยังดำเนินการได้น้อย ผลการดำเนินการโครงการนิเทศ 100% การเอกซเรย์ทุกพื้นที่โรงเรียนในสังกัด สพท.นครราชสีมา เขต 5 คุณภาพด้านการเรียนรู้ของครูผู้สอน (ด้านกระบวนการเรียนรู้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์) ขณะเดียวกันด้วยสภาพบริบทของโรงเรียนในสังกัดมีขนาดกว้างด้านพื้นที่ในเขตบริการ การดำเนินการพัฒนา อบรม ประชุมดังที่เคยปฏิบัติมาดำเนินการได้ไม่ทั่วถึงด้วยเหตุผลดังกล่าว รวมถึงงบประมาณดำเนินการมีจำนวนจำกัด แต่ต้องมีกระบวนการขับเคลื่อนให้เกิดคุณภาพมากที่สุด และด้วยระบบอินเทอร์เนตต่างๆ มีการพัฒนามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานเขตพื้นที่ได้วางระบบติดต่อสื่อสารพัฒนาระบบงานทางอินเทอร์เนตได้อย่างมีคุณภาพ การจัดระบบสื่อสาร กำหนดกระบวนการพัฒนาให้ชัดเจน โดยผ่านช่องทางการพัฒนากระบวนการ สู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ บนเครือข่ายอินเทอร์เนต เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ก่อให้เกิดคุณภาพตามความคาดหวัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จึงจัดให้มีกิจกรรมพัฒนาประสิทธิภาพของครูผู้สอน เพื่อให้เกิดคุณภาพแห่งการพัฒนาครูทุกสถานศึกษาในสังกัด เต็มพื้นที่ จึงจัดให้มีโครงการพัฒนาครูโดยกลุ่มเครือข่าย ส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ตามโครงการยกระดับคุณภาพ ทั้งระบบนี้ขึ้น

2. วัตถุประสงค์
1. เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ(Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
2. เพื่อพัฒนากระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
3. เพื่อศึกษาผลการดำเนินการ กระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
4. เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ที่เอื้อต่อกระบวนการวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
5. เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
6. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของพัฒนากระบวนการวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5





3. เป้าหมาย
เชิงปริมาณ
ร้อยละ 25 ของครูผู้สอนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5 มีวิธีการปฏิบัติ ที่เป็นเลิศ (Best Practice) ปีการศึกษา 2554 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ของทุกปี
เชิงคุณภาพ
คุณภาพการเรียนรู้ (กระบวนการเรียนรู้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการ คุณลักษณะที่พึงประสงค์) พัฒนาสูงขึ้นจากค่าเฉลี่ยปีการศึกษาที่ผ่านมา

4. ขอบข่ายกิจกรรมที่ดำเนินการ
4.1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานด้านความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
4.2 ประชาสัมพันธ์โครงการพัฒนาประสิทธิภาพของครูผู้สอนให้ทราบความจำเป็นในการจัดให้มีโครงการพัฒนากระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) กิจกรรมของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5 ทาง Website :www.korat5.go.th (คลินิกวิชาการ)
4.3 การจุดประกายมุ่งพัฒนาเกี่ยวกับกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
4.4 การพัฒนาระบบกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
4.5 ศึกษาผลการดำเนินงานพัฒนาระบบกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
4.6 พัฒนาครูผู้สอนให้สร้างนวัตกรรมการเรียนรู้สอดแทรกกระบวนการเรียนรู้สู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
4.7 จัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประกวดวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
4.8 จัดพิธีมอบเข็มเชิดชูเกียรติให้กับครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5 ที่สร้างกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ที่ผ่านการประเมินสู่คุณภาพการเรียนรู้ตามเป้าหมายได้

5. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
5.1 ครูผู้สอนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้มีความรู้ ความเข้าใจกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
5.2 ครูผู้สอนมีวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ใช้ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ
5.3 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5 มีเครือข่ายวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ใช้ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้อย่างหลากหลาย
5.4 คุณภาพการเรียนรู้โรงเรียนในสังกัดมีคุณภาพสูงขึ้นทุกปีการศึกษา
5.5 สถานศึกษาทุกแห่งในสังกัดมี วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6. ระยะเวลาดำเนินการและกิจกรรมพัฒนา
6.1 วงรอบที่ 1 ปีการศึกษา 2553
- เป็นการศึกษาข้อมูลพื้นฐานการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศสู่การพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้
- ประชาสัมพันธ์โครงการพัฒนาประสิทธิภาพของครูผู้สอนเพื่อพัฒนากระบวนการ
- สู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ทาง Website :www.korat5.go.th (คลินิกวิชาการ)
- การจุดประกายมุ่งพัฒนาเกี่ยวกับกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
- การพัฒนาระบบกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
- ศึกษาผลการดำเนินงานพัฒนาระบบกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอน
- กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 1 ผลการดำเนินงานพัฒนาระบบกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอน
6.2 วงรอบที่ 2 ปีการศึกษา 2554
- พัฒนาครูผู้สอนให้สร้างนวัตกรรมการเรียนรู้สอดแทรกกระบวนการเรียนรู้สู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
- จัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประกวดวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5
- จัดพิธีมอบเข็มเชิดชูเกียรติให้กับครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5 ที่สร้างกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ที่ผ่านการประเมินสู่คุณภาพการเรียนรู้ตามเป้าหมายได้

7. กรอบแนวคิดในการพัฒนา






























  • ชอบ
บทที่ 2
เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์
เพื่อกำหนดเส้นทางการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ

เส้นทางพัฒนา หรือกระบวนการพัฒนาสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ สามารถดำเนินการได้อย่างหลากหลายวิธี กระบวนการดังกล่าวเกิดจากการเรียนรู้และประสบการณ์ นักการศึกษาหลายท่านได้ทำการศึกษาเรื่องนี้และสรุปไว้ดังนี้
ความหมาย การปฏิบัติทั้งหลายที่ก่อให้เกิดผลที่เป็นเลิศ Best Practices ในการปฏิบัติงาน จึงน่าจะหมายถึง การบริหารจัดการด้านวิชาการ ด้านบุคลากร ด้านการเงินและงบประมาณ ฯลฯ ทำให้ผู้รับบริการ สถานศึกษา ได้รับบริการตามที่คาดหวัง หรือในการจัดการเรียนรู้ น่าจะหมายถึง การจัด การเรียนรู้ การจัดกิจกรรม การดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้จริงบรรลุผลลัพธ์ที่ตอบสนองความคาดหวังของผู้รับบริการ ผู้ปกครอง หรือชุมชน ทำให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือสถานศึกษาประสบความสำเร็จก้าวสู่ความเป็นเลิศ กระบวนการ วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) เป็นความรู้ เทคนิค วิธีการ ที่ได้พัฒนาขึ้น เพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงานทำให้งานประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายที่กำหนดและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นผลงานที่เป็นแบบอย่างที่ผู้อื่นสามารถนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติได้ ภายใต้ข้อจำกัด ของวิธีการและหน่วยงานนั้นๆ













Best Practices (BP) เป็นวิธีการทำงานหรือวิธีปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อผลงานที่มีคุณภาพ หรือส่งผลต่องานที่ประสบผลสำเร็จ แนวคิดพื้นฐานที่มีส่วนสำคัญในการนำแนวคิด เรื่อง Best Practices มาใช้การพัฒนางาน ประกอบด้วย
1. ความต้องการในการแสวง หาข้อมูลหรือความรู้เพื่อนำสู่การพัฒนางานให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือการนำความรู้ไปใช้เพื่อการสร้างประโยชน์ (Knowledge Application)
2. ความเชื่อว่าความรู้ หรือแหล่งข้อมูลไม่มีเฉพาะในเอกสาร ในตำรา หรือจากการเรียนรู้ตามรูปแบบเดิม เช่น การอบรมโดยฟังจากวิทยาการเท่านั้น หากแต่ ข้อมูลหรือความรู้ อยู่ในตัวบุคคล
ที่ประสบความสำเร็จในการทำงานหรือการใช้ชีวิต หรือในองค์กรที่ปฏิบัติงานที่ประสบผลสำเร็จ (Knowledge Generation)
3. ความเชื่อในวิธีการเรียนรู้ ที่เป็นกระบวนการจัดการกับความรู้ (Knowledge Management หรือ Knowledge Integration) มีผู้ที่นำเสนอความหมายของ Best Practices ที่น่าสนใจ เป็นต้นว่าAmerican Productivity and Quality Center ได้ให้คำจำกัดความ Best Practices ว่า เป็นปฏิบัติการทั้งหลายที่สามารถก่อให้เกิดผลที่เป็นเลิศหรือการปฏิบัติที่ทำให้องค์กรก้าวสู่ความเป็นเลิศ (อ้างถึงใน บุญดี บุญญากิจ และกมลวรรณ สิริพานิช, 2545.) สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ ได้กล่าวถึง Best Practices ว่า เป็นวิธีการใหม่ๆ ที่สถานศึกษา เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ตอบสนองความคาดหวังของชุมชน ผู้ปกครองและเป้าหมายของสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สถานศึกษาพัฒนาคุณภาพจนประสบความสำเร็จและก้าวสู่ความเป็นเลิศ (สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา, 2549.) นอกจากนี้อาจพิจารณาความหมายได้ 2 ลักษณะคือ
1) วิธีการหรือวิธีปฏิบัติที่องค์กรได้ทดลองนำไปใช้จนประสบความสำเร็จ
2) วิธีการหรือวิธีปฏิบัติที่ส่งผลต่อการดำเนินการที่ดีขึ้นขององค์กร มีนวัตกรรม มีกระบวนการที่เป็นระบบยอมรับได้ (จากการตรวจสอบประเมิน หรือรางวัล ฯลฯ) และทดลองนำไปใช้จนประสบความสำเร็จ ซึ่งได้รับการยอมรับจากผู้รับบริการ (การบรรยาย Best Practices โดย รศ.รัชต์วรรณ กาญจนปัญญาคม ในการประชุมสัมมนา Roving team โครงการโรงเรียนในฝัน วันที่ 17-19 พฤศจิกายน 2550 ณ โรงแรมเอเชียแอร์พอร์ต จ.ปทุมธานี)
จากความหมาย Best Practices ที่กล่าวข้างต้นและจากการนำแนวคิดสู่ปฏิบัติการศึกษากรณีตัวอย่าง พบว่า Best Practices มีลักษณะสำคัญคือ เป็นกระบวนการ ซึ่งเป็นการปฏิบัติงานทีมีระบบ มีการบูรณาการและมีความเชื่อมโยงกัน (Systematic Integrate and Linkage) และในกระบวนการที่กล่าวถึงอาจมีนวัตกรรม วิธีการเฉพาะกรณี หรือคุณลักษณะเฉพาะ (บางคนบอกว่ามีเทคนิค) และหรือสื่อเป็นส่วนประกอบแต่ต้องเป็นส่วนที่มีความสำคัญในการสนับสนุนและส่งผลเป็นเลิศหรือผลสำเร็จ
การจัดทำ Best Practices มีจุดประสงค์สำคัญ คือ
1) เพื่อเป็นการนำเสนอกรณีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ
2) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการกับความรู้
3) เพื่อเป็นต้นแบบ และหรือแรงบันดาลใจให้กับบุคคล องค์กรอื่นที่มีเป้าหมายคล้ายคลึงกัน หรืออยู่ในวงการเดียวกัน และ
4) เป็นการสร้างบรรยากาศการแข่งขันเพื่อ สร้างคุณภาพงานหรืองานที่มีความเป็นเลิศ จากจุดประสงค์ในการแสวงหาหรือการทำ Best Practices ที่กล่าวข้างต้นจะพบว่า Best Practices เป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนา หรือเป็นบทเรียนหรือ Lessons Learned ดังนั้นกระบวนการที่สืบเนื่องต่อจาก Best Practices คือการเทียบเคียงหรือBenchmarking เพื่อการพัฒนางาน ซึ่งจะเป็นการดำเนินงานขั้นต่อไป







สำหรับการจัดทำ Best Practices จากการได้ลงมือปฏิบัติจริงด้วยตัวเอง ในการศึกษากรณีตัวอย่าง พบว่าการจัดทำและนำเสนอ Best Practices มีแนวทางดำเนินการดังนี้
1. การเตรียมการ หมายถึงการกำหนดกรอบหรือแนวทางในการศึกษา การกำหนดเกณฑ์ในการวิเคราะห์ผลงานหรือแหล่งข้อมูลที่จะจัดทำ Best Practices การกำหนดรูปแบบหรือกรอบการเขียน Case รวมถึงรูปแบบการนำเสนอ ตลอดจนการเตรียมทีมงานซึ่งประกอบด้วย หัวหน้าทีม ผู้เขียน case ผู้ถ่ายภาพตัดต่อภาพและบรรณาธิการ เป็นต้น
2. การเลือกกรณีศึกษา หมายถึงการพิจารณาเลือกหน่วยงาน หรือผู้ที่มีผลงานที่เป็นเลิศ หรือมีผลงานประสบผลสำเร็จเป็นที่ยอมรับ การศึกษาผลงานจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ยืนยันความสำเร็จอย่างน่าเชื่อถือ เช่น ผ่านการประเมินตามระบบของโครงการนั้นๆ (ในกรณีที่เป็นงาน หรือโรงเรียนในโครงการเฉพาะ) ได้รับรางวัลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ ผ่านการประเมิน มีความภาคภูมิใจ เป็นผลงานที่ทำให้ก้าวสู่เป้าหมายของชีวิตที่สูงขึ้นหรือเป้าหมายสูงสุดในเวลานั้น
3. การจัดทำแผนการจัดทำ Best Practices ซึ่งประกอบด้วย วิธีการเก็บข้อมูล เครื่องมือในการเก็บข้อมูลระยะเวลา การประสานงาน การวิเคราะห์ข้อมูล การจัดทำเอกสาร การนำเสนอ Best Practices (ควรมีการนำเสนอที่หลากหลายเช่น นำเสนอโดยเอกสารที่หลากหลายรูปแบบ นำเสนอผ่าน website เป็นต้น) เมื่อการจัดทำ Best Practices จบลงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบและควรตรวจสอบก่อนนำเสนอ


การตรวจสอบ Best Practices มีแนวทางพิจารณาดังนี้
1) วิธีการ หรือ Best Practices นั้นๆ ส่งผลต่อหรือสอดคล้องกับผล หรือเป้าหมายงานอย่างน่าเชื่อถือ มีข้อมูลยืนยันได้ รวมถึงผ่านกระบวนการ ที่น่าเชื่อถือ เช่น กระบวนการวิจัย
2) Best Practices นั้นๆ สามารถตอบได้ว่า ทำอะไร? (what) ทำอย่างไร? (how) ทำทำไม? (why)
และ 3. Best Practices นั้นๆ สามารถสรุปและนำไปเป็นบทเรียน (Lesson Learned) หรือนำสู่การพัฒนาต่อยอด หรือถอดเป็นบทเรียน (Lesson Learned) ได้

บทสรุป
การปฏิบัติที่เป็นเลิศ Best Practice เป็นเครื่องมือแนะนำแนวทางที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ ที่เป็นเลิศในการบริหารงาน โดยการนำหลักทางการบริหารมาประยุกต์ใช้อย่างบูรณาการ ประกอบด้วย การวิเคราะห์บริบท การวางแผนและกำหนดยุทธศาสตร์ การบริหารจัดการที่ดีตามหลักธรรมาภิบาล การนำองค์การและเทคโนโลยีทางการบริหารการนำแผนยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติ การบริหารการเปลี่ยนแปลง การสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วม การควบคุม การวัด ประเมินผล และการจัดการองค์ความรู้ พร้อมทั้งแนะนำวิธีการดึงความคิดความรู้ของบุคลากรออกมา เพื่อให้หน่วยงานขับเคลื่อนบรรลุ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้และนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นเลิศในที่สุด

องค์กรจะดีไม่ดีอยู่ที่
การวางแผน
1. การจัดโครงสร้างการทำงาน
2. การพัฒนาคน
3. การพัฒนางาน
4. การพัฒนาเทคโนโลยี

การเกิดขึ้นของ Best Practice
1. บุคคล
2. ปัญหาอุปสรรค
3. แรงขับเคลื่อน

หลักในการทำงานให้มีประสิทธิภาพ
1. รู้คน เวลามอบงานต้องดูความสามารถเป็นสำคัญ
2. รู้งาน เวลามอบงาน ควรมอบงาน 1 งาน ต่อ 2 คน และ คน 1 คนให้รู้งาน 2 งาน
3. รู้กาล ต้องรู้เวลาใดที่เหมาะ และไม่เหมาะ
4. รู้ตัดสินใจ
วิสัยทัศน์ : ภาพที่พึงปรารถนาในอนาคต
1. อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง
2. เป็นไปได้ ท้าทาย มีเหตุผล
3. เหมาะสมกับองค์การของชุมชน
4. ความเชื่อ/นิยมในหลักสำคัญร่วมกัน
5. กำหนดระยะเวลาที่แน่นอน

ขั้นตอนการรวบรวมความคิดเพื่อพัฒนาเส้นทางสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
ขั้นตอนที่ 1 กระตุ้นและเปิดรับความคิด
ขั้นตอนที่ 2 ดำเนินการตามขั้นสอนการเสนอความคิด
ขั้นตอนที่ 3 ประเมินความคิด และให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อการปรับปรุง
ขั้นตอนที่ 4 นำความคิดไปปฏิบัติ
ขั้นตอนที่ 5 ทบทวนเพื่อขยายผลความคิด
ขั้นตอนที่ 6 ยกย่อง ชมเชย และประกาศความสำเร็จ
ขั้นตอนที่ 7 วัดผล ทบทวน และปรับปรุง

วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ 10 ประการของงาน HR
"Best Practice" หรือ "วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ" เริ่มเป็นที่คุ้นเคยกันในวงการธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง แท้จริงแล้วสิ่งนี้ไม่ใช่ตัวผลงานที่ได้ แต่เป็นการนำเสนอวิธีการหรือกระบวนการที่ทำแล้วดีที่สุดในการได้ผลงานที่ดีเด่นสำเร็จออกมาแล้วนำเอาวิธีการหรือกระบวนการนั้นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเพื่อให้แต่ละที่นำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรของตัวเอง ชาว HR ที่ไม่ต้องการตกยุคก็ต้องค้นคว้าหา "HR Best Practice" มาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ซึ่งผมพอจะมีแนวทางให้ดังนี้
1. การให้ความสำคัญกับผู้ที่มีผลงานเป็นเลิศ การให้รางวัล ยอมรับชื่นชมต่อดาวเด่นทั้งหลายอย่างเปิดเผยกับทุกๆ คนในองค์กรตามวาระและช่องทางต่างๆ ที่เหมาะสม นอกจากจะเป็นสิ่งจูงใจให้คนเก่งเหล่านั้น ยังเป็นการสร้างบรรยากาศการแข่งขันให้กับคนอื่นๆ ที่อยากขึ้นมาเป็นดาวกับเขาบ้าง
2. การประเมินผลโดยใช้ข้อมูลป้อนกลับแบบ 360 องศา ความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนระหว่าง "พนักงาน-เจ้านาย-ลูกน้อง-เพื่อนร่วมงาน" ในสังคมไทยนับเป็นสิ่งที่ซับซ้อนไม่ใช่น้อย แต่สำหรับผมแล้วถ้าองค์กรใดมีความพร้อมที่จะลองทำแม้ไม่เต็มรูปแบบเช่น 180 องศา หรือ 270 องศา ตามความเหมาะสมก็นับเป็นสิ่งที่น่าค้นหา
3. การให้โบนัสตามผลการปฏิบัติงาน บางคนมองว่าการให้โบนัสแบบคงที่เป็นเรื่องจูงใจแบบไม่ตรงจุดประสงค์ของการบริหารผลการปฏิบัติงานที่กล่าวว่า "ใครทำมากก็ควรได้มาก และทำน้อยก็ควรได้น้อย" และผมก็ขอเติมให้อีกว่า "ใครทำไม่ได้ก็ไม่ควรได้อะไรเลย" พนักงานเจนเนอเรชั่นหลังๆ กล้าได้กล้าเสียมีมากขึ้น HR ก็ต้องเข้าใจระบบการให้โบนัสแบบแปรผันมากขึ้น
4. ระบบการประเมินผลงานที่เป็นธรรมแก่พนักงาน เรื่องนี้พูดก็ยากทำก็ยาก เพราะคำว่า "เป็นธรรม" มักจะกลายเป็น "เป็นนามธรรม" อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากว่าธรรมชาติของการประเมินผลงานต้องมีทั้งหลักของความเป็นรูปธรรม (objectivity) และ ความเป็นนามธรรม (subjectivity) ควบคู่กันไปเลยกลายเป็นช่องว่างให้การประเมินผลงานที่เป็นธรรมจริงๆ แก่พนักงานนั้นทำได้ยากจริงๆ นับเป็นสิ่งที่พิสูจน์กึ๋นของ HR ก็ว่าได้
5. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในองค์กร การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในที่นี้ได้แก่ การจัดการความรู้ (knowledge management) ในองค์กรที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสนับสนุนกลยุทธ์ต่างๆ ขององค์กร เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ยังทำกันให้ดีแบบยั่งยืนได้ยากเพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน
6. การให้พนักงานมีส่วนร่วมในการออกความเห็น ความเห็นของพนักงานจากทุกระดับเป็นสิ่งมีค่าที่ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญ เพราะจะนำมาซึ่งการจัดการแบบมีพนักงานเป็นศูนย์กลาง (employee centric management) ที่สามารถนำเอาศักยภาพอันไม่มีที่สิ้นสุดของพวกเขาออกมาเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ให้แก่องค์กรได้
7. พิธีรีตองการให้รางวัลและการชมเชยพนักงาน การให้รางวัลในรูปแบบของเงินและผลประโยชน์อื่นๆ นับเป็นสิ่งจูงใจภายนอก (extrinsic motivation) ที่สำคัญแบบไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ แต่การยอมรับ การชื่นชม ด้วยเสียงปรบมือจากพนักงานทั้งแผนกหรือทั้งองค์กรสามารถเป็นมนต์เสน่ห์แห่งสิ่งจูงใจภายใน (intrinsic motivation) ที่เข้าไปถึงจิตใจของพนักงานได้อย่าง ไม่รู้ลืม
8. การให้พนักงานมีส่วนรับรู้ในธุรกิจขององค์กร เป็นวิธีการที่บริษัทให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์ ทิศทาง และธุรกิจขององค์กร แบบ open book management style แก่พนักงาน ไม่ว่าจะเป็นข่าวดีหรือบางครั้งอาจเป็นข่าวไม่ดีที่ต้องระวังตัวให้มากขึ้นก็ตาม
9. โครงการความปลอดภัยและชีวอนามัยในสถานประกอบการและโครงการองค์กรแห่งความสุข ทั้งสองโครงการนี้ถือเป็นพื้นฐานหลักขององค์กรทุกแห่งก็ว่าได้ เพราะทุกคนในองค์กรต้องสุขกายและสบายใจอันนำไปซึ่งผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ
10. การสร้างความประทับใจอย่างสร้างสรรค์ให้กับพนักงานแบบที่เขาไม่คาดหมาย การให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ และการชมเชยด้วยวิธีสร้างสรรค์โดยที่เขาไม่รู้ตัวสามารถเป็นความประทับใจที่ยิ่งใหญ่ล้ำค่าได้อย่างไม่น่าเชื่อ
อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่จะสามารถนำไปใช้ในทุกองค์กร หากแต่ต้องอาศัยการวิเคราะห์สภาพจุดแข็ง-จุดอ่อนขององค์กรนั้นๆ เพื่อกำหนดรูปแบบและกลวิธีที่เหมาะสมที่สุด และจำเป็นภายใต้เงื่อนไขของแต่ละองค์กร ลองกลับไปดูที่องค์กรของท่านให้ดีๆ นะครับเพราะ HR Best Practice ของคนอื่นเขาอาจเป็น HR Worst Practice ของเราก็ได้ ใครจะไปรู้


กิจกรรมการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์
สู่การพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ


คำชี้แจง เรียนรู้สถานการณ์ต่อไปนี้แล้วแสดงความคิดเห็น ถ้าท่านจะนำกระบวนการที่ดีเด่น
ของสถานการณ์ที่เรียนมาใช้กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาท่านจะประยุกต์กระบวนการ
มาใช้อย่างไร

กรณีศึกษาที่ 1 กระบวนการทำงานของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
1. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
โดย นายแสงชัย พงศ์ศิริถาวร (ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักพัฒนาธุรกิจ)

สิ่งสำคัญของการพัฒนาองค์กรอันดับแรกควรต้องรู้วัตถุประสงค์ขององค์กร หรือลักษณะขององค์กรว่า ทำอะไร เพื่ออะไร
วิสัยทัศน์ของ Seven-Eleven เราปรารถนารอยยิ้มจากลูกค้าด้วยทีมงานที่มีความสุข หมายถึง การได้รอยยิ้มจากลูกค้านั้นก่อนอื่นพนักงานต้องมีความสุข และรักในงานบริการ
ข้อมูลองค์กรของ Seven-Eleven ในปัจจุบันมี 5,500 สาขา พนักงาน 60,000 คน 10 คน/สาขา มี 3-4 คน/ผลัด (แบ่งเป็นวันละ 3 ผลัด) จำนวนลูกค้า 7 ล้านคน/วัน (คิดจากฐานลูกค้า 20 กว่าล้านคน) และมียอดขายปี 53 หลักแสนล้านบาท
มีการนำข้อมูลมากำหนดเป้าหมาย เช่น ยอดขายรายวัน ยอดขายต่อผลัด ยอดขายรายช่วงเวลา และยอดขายรายปี ซึ่งเป็นการรายงานข้อมูลจากระดับล่างสู่ระดับบน หรือจากร้าน Seven-Eleven แต่ละสาขาสู่สำนักงานใหญ่ แล้วนำข้อมูลเข้าที่ประชุม Cross Function เป็นประจำทุกสัปดาห์ และข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการขายต่อไป เช่น การนำข้อมูลการขายสินค้าแต่ละประเภทแต่ละช่วงเวลามาศึกษาว่าทำไมลูกค้า ซื้อ/ไม่ซื้อสินค้า สามารถตอบได้ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ และรู้ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ฝ่ายการตลาดและฝ่ายการขายก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้จัดกิจกรรมและโปรโมชั่นในสถานการณ์ต่างๆ



การจัดการข้อมูลองค์กร : (หมวด 4)


ภาพที่ 1 ขั้นตอนการจัดการข้อมูลองค์กรของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

การทำ Business Process มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับหมวด 2 ตั้งแต่ Strategic Direction การทำ Balance Scorecard การทำแผนกลยุทธ์เพื่อปรับปรุง Core Process หรือทำ Project Objective/Organization Strategic Project/โครงการเชิงกลยุทธ์ โดยการเข้าไปศึกษาวิธีการทำงาน ซึ่งต้องคิดตลอดเวลาว่า เราต้องออกแบบความสัมพันธ์ภาพรวมว่า เรื่องกระบวนการ-บุคลากร-การตลาด จะต้องใช้ข้อมูลเพิ่ม/ใช้ข้อมูลเดิม และต้องพิจารณาให้เชื่อมโยงว่าในแต่ละขั้นตอนการทำงานมีผลกระทบต่อเรื่อง อะไรบ้าง
การทำข้อมูลองค์กรควรคำนึงว่า ปัจจุบันข้อมูลที่มี enrich แต่การนำมาใช้ยังน้อย ดังนั้นจึงควรเริ่มต้นจากความต้องการ และวัตถุประสงค์ของการนำแต่ละข้อมูลไปใช้
มีการนำ PDCA มาใช้ในทุกกระบวนการ และทุกคนในแต่ละระดับ เนื่องจากการเรียนรู้ทุกวันจะช่วยให้เกิดพัฒนาศักยภาพ ทั้งนี้ จากที่ผ่านมามักขาดการติดตามตรวจสอบ (C=check) ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อจะได้ช่วยให้รู้ว่าผลตัวชี้วัดดีหรือไม่ดีอย่างไร และนำไปสู่การปรับปรุง
มีการนำ IT Solution มาช่วยจัดการในเรื่อง การติดตาม การควบคุม และการวิเคราะห์ เพื่อสร้าง Innovation และการวัดผลการดำเนินการ (KPI)
Seven-Eleven ได้ทำโครงการ ARM ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้เจ้าของพันธมิตรเข้ามาเรียนรู้ระบบและศึกษา ดูงานที่สำนักงานใหญ่ และสร้างระบบให้ผู้บริหารจากทุกหน่วยรวมทั้งเจ้าของแฟรนชายน์เข้ามา share ข้อมูลในระบบฐานข้อมูลของบริษัท

ประเด็นที่น่าสนใจ :
การวิเคราะห์ข้อมูลควรเริ่มต้นจากความต้องการของลูกค้า และ Core Process Model
สิ่งสำคัญของการจัดเก็บข้อมูล คือ ข้อมูลที่จัดเก็บจะต้องเป็นข้อมูลที่มีความจำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อองค์กร เท่านั้น
การจัดการข้อมูลองค์กรสามารถช่วยกำหนดปรับปรุงกระบวนการ และช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ


จากกรณีศึกษาข้างต้น ท่านจะประยุกต์สิ่งใด กระบวนการใดไปใช้พัฒนาคุณภาพการศึกษา................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
กรณีศึกษาที่ 2 โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล
2. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล
โดย นางสันทนา จันทร์เนียม (รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์)

การวางระบบการนำองค์การของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เริ่มจากสิ่งแรกให้ดูว่า ลูกค้าต้องการอะไร แล้วนำมาวัดผลในระดับบุคคล-ฝ่าย-องค์กร
มีการศึกษาข้อมูลลูกค้า (Customer Characteristics) เปรียบเทียบกันในแต่ละปี (เช่น ลูกค้าภายใน 50% : ลูกค้าภายนอก 50% และลูกค้าคนไทย 60% : ลูกค้าต่างชาติ 40% จาก 120 ประเทศ) แล้วนำมาเชื่อมโยงในการกำหนดยุทธศาสตร์ และระบบประกันคุณภาพ



ภาพที่ 2 ระบบการนำองค์การของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

มีการสร้าง BI Service Excellence Model ซึ่งเป็นการสร้าง Collaborative Team to satisfy Patients/Customers โดยใช้ 2C1S (Care Clear Smart) ทำ Inside-out Branding คือ ต้องพยายามทำให้ภาพจากภายใน และภาพจากภายนอก มีความใกล้เคียงกัน ซึ่งสามารถทำได้โดยนำหลักการมาพัฒนาสู่แนวทางการปฏิบัติ ดังภาพที่ 3



ภาพที่ 3 BI Service Excellence Model ของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
จุดเด่นของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ คือ
o มีการประชุมทุกทีมทุกสัปดาห์ เพื่อบูรณาการสื่อสาร
o ลูกค้าสามารถนัดผ่าน Internet Appointment รวมทั้งสามารถคำนวณประเมินราคาค่ารักษา ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ medical procedures และ FQA ผ่าน internet เพื่อไม่ให้เสียเวลา ในการเดินทางมาโรงพยาบาล
o มีระบบ Single Window Database ช่วยลดเวลาและข้อผิดพลาด เช่น แพทย์คีย์สั่งยาผ่านคอมพิวเตอร์ ผู้ป่วยแสดงข้อมูลประจำตัวผ่าน bar-coded ที่ข้อมือ เภสัชกรจ่ายยาโดยดูจากระบบคอมพิวเตอร์ที่แสดงผลรายละเอียดให้พร้อมภาพยาที่จะจัดให้ลูกค้า
o มีการป้องกันผู้ป่วยเชิงรุกโดยการนำ Best Practice ของที่อื่นมาใช้ในการทำแผนพัฒนาบุคลากร
o มีระบบการสร้าง Knowledge / Innovation Management โดยการกำหนดให้ แต่ละกลุ่ม/ฝ่าย มีการจัดเก็บข้อมูล โดยใส่ข้อมูลในถังข้อมูลที่แยกไว้ตามสี ซึ่งโดยส่วนใหญ่ข้อมูล ที่จัดเก็บมักเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสิ่ง ที่เป็นปัญหาอุปสรรค และวิธีการแก้ไข ทั้งนี้ ทางโรงพยาบาลมีการให้รางวัลแก่พนักงานที่จัดเก็บข้อมูล (ทำดีทันใด) สำหรับตัวอย่างรางวัล เช่น คูปองแลกของ (กระเป๋า ตั๋วหนัง)
ประเด็นที่น่าสนใจ :
การวางระบบการนำองค์การของควรเริ่มต้นจากความต้องการของลูกค้า แล้วนำมาวัดผลในทุกระดับขององค์การ
ทั้งหมดที่ดำเนินการ คือ การสร้างวัฒนธรรม ให้พยายามมองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดได้อย่างเข้าถึงทั้งหมด
สร้างระบบการทำงานเชิงรุก โดยนำ Best Practice มาปรับปรุง process
การกำหนดตัวชี้วัดต้องเลือกเฉพาะ key หลักสำคัญ อย่าทำเยอะ แล้วนำมาบูรณาการเชื่อมโยงกัน

จากกรณีศึกษาข้างต้น ท่านจะประยุกต์สิ่งใด กระบวนการใดไปใช้พัฒนาคุณภาพการศึกษา................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

กรณีศึกษาที่ 3 บริษัทไทยอคริลิค ไฟเบอร์ จำกัด
3. บริษัท ไทยอคริลิค ไฟเบอร์ จำกัด
โดย นายสุชาติ จันทร์เสน่ห์ (Senior Manager) และ นางดวงนภา สุรัตน์ (Senior Supervisor)

การทำ Work Process Improvement ของบริษัท ใช้ CQI (Continual Quality Improvement) ช่วยในการปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง โดยจัดกลุ่มปัญหาที่ต้องปรับปรุง และเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับลักษณะขององค์กรไปใช้ในการแก้ไขปัญหา ดังนี้

1. การจัดกลุ่มปัญหาที่ต้องปรับปรุง










2. เลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับลักษณะขององค์กรไปใช้



ความแตกต่างระหว่าง Kaizen themes และ Kaizen KSS
Kaizen themes : ใช้สำหรับปัญหาที่มีความซับซ้อน โดยหากเปรียบเทียบปัญหาและเป้าหมายจะพบ Gap ดังนั้นจึงต้องผ่านกระบวนการวางแผนค้นหาปัญหาเพื่อปิด Gap
Kaizen KSS (Kaizen Suggestion System) : ใช้สำหรับปัญหาเล็กน้อย ไม่ต้องผ่านกระบวนการคิด PDCA ซึ่งพนักงานทั่วไปสามารถแก้ไขปัญหานี้เองได้

ประเด็นที่น่าสนใจ :
กลยุทธ์สำคัญที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรของ บ.ไทยอคริลิค ไฟเบอร์ จำกัด คือ การสื่อสารให้บุคลากรในองค์กรเข้าใจ โดยให้เห็นผลลัพธ์จากการนำระบบไปใช้ และสร้างให้พนักงานมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดความกระตือรือร้นในการปรับปรุงการทำงาน
การนำเครื่องมือมาช่วยในการปรับปรุงกระบวนงาน โดยมีระบบการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาหรือจัดกลุ่มปัญหาที่ต้องปรับปรุง ซึ่งแยกตามความซับซ้อนในการทำ (Complexity) และความพยายามที่จะทำ (Effort) แล้วเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับลักษณะขององค์กรไปใช้ในการแก้ไขปัญหา



จากกรณีศึกษาข้างต้น ท่านจะประยุกต์สิ่งใด กระบวนการใดไปใช้พัฒนาคุณภาพการศึกษา
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................


























บทที่ 3
การรู้ตนเองเกี่ยวกับเส้นทางพัฒนาสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ

ผลจากการศึกษากระบวนการต่างๆ สู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ การทาบจุดยืนของตนเอง แสดงว่าเป็นเครื่องหมายของคนสำเร็จแล้วครึ่งหนึ่ง เพราะที่เหลือคือการลงมือทำ ก่อนทำต้องเรียนรู้ ก่อนเรียนรู้คงทราบว่าจะเรียนรู้ไปทำไม และคงมีแรงบันดาลใจในการที่จะคิดค้น พัฒนาสู่เป้าหมาย
การประเมินตนเองก่อนกำหนดเส้นทางพัฒนา ย่อมทำให้ทราบพื้นฐานระดับความสำเร็จภายหลังก่อเกิดการพัฒนา ทั้งระหว่างพัฒนา และสิ้นสุดเกิดคุณภาพการเรียนรู้
สิ่งที่ต้องประเมินตนเอง ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ
1. ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
2. กระบวนการพัฒนา
3. ปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
4. ความคาดหวังหลังการพัฒนา
5. ระบบการสื่อสารบนเครือข่ายอินเทอร์เนต


















แบบประเมินตนเองของครูผู้สอนเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ

โครงการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้
ผ่านวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศบนเครือข่ายอินเทอร์เนต ปีการศึกษา 2553
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

คำชี้แจง ทำเครื่องหมาย / ให้ตรงระดับความคิดเห็นของท่าน แบบประเมินประกอบด้วย 5 ตอน
ประกอบด้วย
ตอนที่ 1 ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
ตอนที่ 2 กระบวนการพัฒนา
ตอนที่ 3 ปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
ตอนที่ 4 ความคาดหวังหลังการพัฒนา
ตอนที่ 5 ระบบการสื่อสารบนเครือข่ายอินเทอร์เนต

ข้อมูลพื้นฐานผู้ตอบแบบสอบถาม
1. ชื่อ-สกุลครูผู้สอน................................................................................. สอนชั้น............................
2. กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่วางแผนพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ........................................................
3. หมายเลขโทรศัพท์............................e-mail...................................................................................
4. โรงเรียน............................................................................
5. สังกัดศูนย์..................................................................................................................(ศุนย์ที่.......)












ตอนที่ 1 ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น
5 4 3 2 1
1 มีเข้าใจความหมายของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
2 มีความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนา
3 ทราบองค์ประกอบของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
4 เห็นด้วยกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศมาจากการปฏิบัติงานตามปกติ
5 ความรู้ ทดลองปฏิบัติงาน ประสบการณ์ คือเส้นทางการนำไปสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
6 การคิดค้นวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศของคนหนึ่งสามารถให้อีกคนหนึ่งใช้ได้กับบริบทที่แตกต่างกัน
7 เป้าหมายเดียวกันแต่กระบวนการของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศอาจแต่งต่างกันหรือเหมือนกันก็ได้
8 การประเมินคุณภาพการเรียนรู้ ให้ความสำคัญกับเส้นทาง การพัฒนาด้วยเป็นอย่างมาก
9 การเผยแพร่ผลงานด้านวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ แน่ใจว่าได้ผลดี จึงควรดำเนินการเผยแพร่
10 เกณฑ์การประเมินวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศให้พิจารณาจากกระบวนการมากกว่าประเมินจากสัมฤทธิผล












ตอนที่ 2 กระบวนการพัฒนา
ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น
5 4 3 2 1
1 การกำหนดชื่อวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศที่ดีคิดเห็นว่าสื่อถึงกระบวนการที่ชัดเจน
2 ขั้นตอนของกระบวนการพัฒนาเป็นจุดเน้นสำคัญของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
3 จุดประสงค์ที่ดีกำหนดให้สอดคล้องกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
4 ขั้นตอนกระบวนการของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศกำหนดให้สัมพันธ์กับเป้าหมายการพัฒนา
5 ก่อนจะมาเป็นวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ ท่านมีความมั่นใจว่ากระบวนการที่ดี เพราะผ่านการทดลองใช้มาหลายครั้ง ลองผิด ลองถูก แก้ไขขั้นตอนหลายครั้ง
6 คุณภาพการเรียนรู้ที่ต้องการให้เกิดขั้นตอนของกระบวนการต้องชัดเจน ครอบคลุมสิ่งที่ต้องการ
7 การหาประสิทธิภาพที่ดีที่สุด ของวิธีการปฏิบัติคิดเห็นว่ามากจากการปฏิบัติภาคสนามแก้ไขปรับเปลี่ยนหลายครั้ง
8 คุณภาพการเรียนรู้ที่เป็นไปอย่างคาดหวังถือว่า ขั้นตอนของกระบวนการของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศที่กำหนดยอมรับได้
9 การเผยแพร่ผลงานด้านวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศเกิดขึ้นเมื่อท่านใช้วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศได้ผลดีหลายครั้ง
10 วิธีการปฏิบัติเป็นเลิศที่ใช้ได้ผลดีกับกลุ่มเป้าหมายปีที่ผ่านมาเมื่อ บริบทเปลี่ยนแปลงไปเกณฑ์การประเมินวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศต้องปรับเปลี่ยนตามเช่นกัน







ตอนที่ 3 ปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น
5 4 3 2 1
1 ผู้บริหารโรงเรียนมีการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศสม่ำเสมอ
2 ผู้บริหารมีโครงการนิเทศ ติดตามหรือจัดเวทีให้ครูผู้สอนในโรงเรียนมีโอกาสเรียนรู้ให้มีความรู้ มีความเข้าใจการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศเป็นอย่างดี
3 ฝ่ายวิชาการโรงเรียนมีโครงการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศให้กับครูผู้สอนที่เอื้อต่อคุณภาพผู้เรียน
4 ฝ่ายวิชาการมีขั้นตอนการประสาน/ปฏิทินบุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศให้กับครูผู้สอน
5 ครูผู้สอนแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้รับการพัฒนาตามที่สถานศึกษากำหนดวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศอยู่สม่ำเสมอ
6 ครูผู้สอนแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้มีโอกาสนำวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศที่คิดค้นขึ้นมาใช้พัฒนาผู้เรียนหลายครั้ง
7 โรงเรียนมีงบประมาณสนับสนุนพัฒนาสื่อหรือ นวัตกรรม หรือกระบวนการเรียนรู้
8 ฝ่ายวิชาการมีปฏิทินนิเทศการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนและมีร่องรอยการนิเทศสม่ำเสมอจากบุคคลหลายฝ่าย
9 โรงเรียนมีการสรุปรายงานผลการพัฒนาและใช้วิธีการปฏิบัติ ที่เป็นเลิศของครูผู้สอนในโรงเรียน
10 โรงเรียนมีระบบการเผยแพร่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศของครูผู้สอนภายในโรงเรียน








ตอนที่ 4 ความคาดหวังหลังการพัฒนา
ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น
5 4 3 2 1
1 ครูผู้สอนมีเข้าใจความหมายของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
2 ครูผู้สอนมีความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนา
3 ครูผู้สอนทราบองค์ประกอบของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
4 ฝ่ายวิชาการสามารถเป็นแกนนำเครือข่ายพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศระดับโรงเรียนได้เป็นอย่างดี
5 ฝ่ายวิชาการมีระบบการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศที่ดี
6 โรงเรียนมีระบบรับความร่วมมือเข้ามาร่วมพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศให้กับครูผู้สอน
7 ครูผู้สอนมีวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศตอบสนองเป้าหมายที่เด่นชัด
8 โรงเรียนมีวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศที่หลากหลายของครูผู้สอนจากทุกกลุ่มสาระที่สามารถสนองเป้าหมายเกี่ยวกับคุณภาพการเรียนรู้(การจัดกระบวนการเรียนรู้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์)
9 ครูผู้สอนมีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
10 ครูผู้สอนมีเครือข่ายวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศทั้งภายในและนอกสถานศึกษา











ตอนที่ 5 ระบบการสื่อสารบนเครือข่ายอินเทอร์เนต
ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น
5 4 3 2 1
1 มีความรู้ ความเข้าใจกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ บนเครือข่ายอินเทอร์เนต
2 มีความรู้ ความเข้าใจกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศบนเครือข่ายอินเทอร์เนต
3 มีความรู้จากความหลากหลายของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศครูผู้สอนบนเครือข่ายอินเทอร์เนต
4 ได้แนวคิดเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจากวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้บนเครือข่ายอินเทอร์เนต
5 ร่วมสร้างเครือข่ายบนเครือข่ายอินเทอร์เนตเพื่อพัฒนาคุณภาพ การเรียนรู้
6 มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
7 สามารถตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาตามที่กำหนดไว้ ในกลุ่มสาระที่วางแผนพัฒนา
8 การพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศบนเครือข่ายอินเทอร์เนต เอื้อต่อการประเมินคุณภาพผู้เรียนด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์
9 การเผยแพร่ผลงานด้านวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศบนเครือข่าย อินเทอร์เนตมีประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
10 เครือข่ายวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศสามารถพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี









บรรณานุกรม

กาญจนา เกียรติประวัติ. (2534). นวัตกรรมทางการศึกษา. กรุงเทพฯ : ภาควิชาหลักสูตร
และการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
กิ่งฟ้า สินธุวงษ์. (2545). การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง.
ปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง : หลักการสู่ปฏิบัติ. ขอนแก่น : โรงพิมพ์
คลังนานาวิทยา.
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สำนักงาน. (2546). ส่งเสริมเด็กไทยให้สร้างงาน.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.).
ชวลิต ศุภศักดิ์ธำรง. (2550). ความสำเร็จในการนำแนวคิดการจัดการความรู้ไปปฏิบัติในองค์กร
และผลของการจัดการความรู้ต่อบุคลากร. วิทยานิพนธ์หลักสูตรพัฒนาแรงงานและสวัสดิการ
มหาบัณฑิต, คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ทิศนา แขมมณี. 2541. การเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด, การปฏิบัติการเรียนรู้
ตามแนวคิด 5 ทฤษฏี. กรุงเทพฯ : โอเดียนสแควร์.
ถวัลย์ มาศจรัส. (2546). การ์ตูนกับการสอน. ประชาศึกษา, 33 (มิถุนายน), 4-8.
รัตนา ปานภู่ทอง. (2550). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัย
นเรศวร. วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิทยาการจัดการ,
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
บุญชม ศรีสะอาด. (2547). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : สุวิริยาสาส์น.
บุญดี บุญญากิจ, ดร. และ กมลวรรณ ศิริพานิช. (2546) . Benchmarking ทางลัดสู่ความเป็นเลิศ
ทางธุรกิจ. กรุงเทพฯ : อินโนกราฟฟิกส์.
วัฒนาพร ระงับทุกข์. (2542). การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง.
กรุงเทพฯ : บริษัท แอล ที เพรส จำกัด.
วิชัย วงษ์ใหญ่. (2542). กระบวนทัศน์ใหม่ : การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคคล.
กรุงเทพฯ : ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
สมชัย โกมล. (2548). 20 วิธีการจัดการเรียนรู้. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด
ภาพพิมพ์.
อเนก รัศมี. (2550). Best of Best Practice การนิเทศกระบวนการจัดการความรู้สู่ความเป็นเลิศ.
สืบค้นเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2552, จาก http://www.kroobannk.com/blog/16703


อารี พันธ์มณี. (2543). การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์สู่ความเป็นเลิศ. กรุงเทพฯ : ภาควิชาการ
แนะแนวและจิตวิทยาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ประสานมิตร.
อุดม เสียดขุนทด. (2544). รายงานการใช้เทคนิคการเรียนการสอนเพื่อปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้
สู่เกณฑ์มาตรฐาน โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนและชุมชน โรงเรียนบ้านไร่ฯ. สำนักงาน
การประถมศึกษาอำเภอด่านขุนทด สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา.



















































  • ชอบ
บทที่ 2
เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์
เพื่อกำหนดเส้นทางการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ

เส้นทางพัฒนา หรือกระบวนการพัฒนาสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ สามารถดำเนินการได้อย่างหลากหลายวิธี กระบวนการดังกล่าวเกิดจากการเรียนรู้และประสบการณ์ นักการศึกษาหลายท่านได้ทำการศึกษาเรื่องนี้และสรุปไว้ดังนี้
ความหมาย การปฏิบัติทั้งหลายที่ก่อให้เกิดผลที่เป็นเลิศ Best Practices ในการปฏิบัติงาน จึงน่าจะหมายถึง การบริหารจัดการด้านวิชาการ ด้านบุคลากร ด้านการเงินและงบประมาณ ฯลฯ ทำให้ผู้รับบริการ สถานศึกษา ได้รับบริการตามที่คาดหวัง หรือในการจัดการเรียนรู้ น่าจะหมายถึง การจัด การเรียนรู้ การจัดกิจกรรม การดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้จริงบรรลุผลลัพธ์ที่ตอบสนองความคาดหวังของผู้รับบริการ ผู้ปกครอง หรือชุมชน ทำให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือสถานศึกษาประสบความสำเร็จก้าวสู่ความเป็นเลิศ กระบวนการ วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) เป็นความรู้ เทคนิค วิธีการ ที่ได้พัฒนาขึ้น เพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงานทำให้งานประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายที่กำหนดและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นผลงานที่เป็นแบบอย่างที่ผู้อื่นสามารถนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติได้ ภายใต้ข้อจำกัด ของวิธีการและหน่วยงานนั้นๆ













Best Practices (BP) เป็นวิธีการทำงานหรือวิธีปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อผลงานที่มีคุณภาพ หรือส่งผลต่องานที่ประสบผลสำเร็จ แนวคิดพื้นฐานที่มีส่วนสำคัญในการนำแนวคิด เรื่อง Best Practices มาใช้การพัฒนางาน ประกอบด้วย
1. ความต้องการในการแสวง หาข้อมูลหรือความรู้เพื่อนำสู่การพัฒนางานให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือการนำความรู้ไปใช้เพื่อการสร้างประโยชน์ (Knowledge Application)
2. ความเชื่อว่าความรู้ หรือแหล่งข้อมูลไม่มีเฉพาะในเอกสาร ในตำรา หรือจากการเรียนรู้ตามรูปแบบเดิม เช่น การอบรมโดยฟังจากวิทยาการเท่านั้น หากแต่ ข้อมูลหรือความรู้ อยู่ในตัวบุคคล
ที่ประสบความสำเร็จในการทำงานหรือการใช้ชีวิต หรือในองค์กรที่ปฏิบัติงานที่ประสบผลสำเร็จ (Knowledge Generation)
3. ความเชื่อในวิธีการเรียนรู้ ที่เป็นกระบวนการจัดการกับความรู้ (Knowledge Management หรือ Knowledge Integration) มีผู้ที่นำเสนอความหมายของ Best Practices ที่น่าสนใจ เป็นต้นว่าAmerican Productivity and Quality Center ได้ให้คำจำกัดความ Best Practices ว่า เป็นปฏิบัติการทั้งหลายที่สามารถก่อให้เกิดผลที่เป็นเลิศหรือการปฏิบัติที่ทำให้องค์กรก้าวสู่ความเป็นเลิศ (อ้างถึงใน บุญดี บุญญากิจ และกมลวรรณ สิริพานิช, 2545.) สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ ได้กล่าวถึง Best Practices ว่า เป็นวิธีการใหม่ๆ ที่สถานศึกษา เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ตอบสนองความคาดหวังของชุมชน ผู้ปกครองและเป้าหมายของสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สถานศึกษาพัฒนาคุณภาพจนประสบความสำเร็จและก้าวสู่ความเป็นเลิศ (สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา, 2549.) นอกจากนี้อาจพิจารณาความหมายได้ 2 ลักษณะคือ
1) วิธีการหรือวิธีปฏิบัติที่องค์กรได้ทดลองนำไปใช้จนประสบความสำเร็จ
2) วิธีการหรือวิธีปฏิบัติที่ส่งผลต่อการดำเนินการที่ดีขึ้นขององค์กร มีนวัตกรรม มีกระบวนการที่เป็นระบบยอมรับได้ (จากการตรวจสอบประเมิน หรือรางวัล ฯลฯ) และทดลองนำไปใช้จนประสบความสำเร็จ ซึ่งได้รับการยอมรับจากผู้รับบริการ (การบรรยาย Best Practices โดย รศ.รัชต์วรรณ กาญจนปัญญาคม ในการประชุมสัมมนา Roving team โครงการโรงเรียนในฝัน วันที่ 17-19 พฤศจิกายน 2550 ณ โรงแรมเอเชียแอร์พอร์ต จ.ปทุมธานี)
จากความหมาย Best Practices ที่กล่าวข้างต้นและจากการนำแนวคิดสู่ปฏิบัติการศึกษากรณีตัวอย่าง พบว่า Best Practices มีลักษณะสำคัญคือ เป็นกระบวนการ ซึ่งเป็นการปฏิบัติงานทีมีระบบ มีการบูรณาการและมีความเชื่อมโยงกัน (Systematic Integrate and Linkage) และในกระบวนการที่กล่าวถึงอาจมีนวัตกรรม วิธีการเฉพาะกรณี หรือคุณลักษณะเฉพาะ (บางคนบอกว่ามีเทคนิค) และหรือสื่อเป็นส่วนประกอบแต่ต้องเป็นส่วนที่มีความสำคัญในการสนับสนุนและส่งผลเป็นเลิศหรือผลสำเร็จ
การจัดทำ Best Practices มีจุดประสงค์สำคัญ คือ
1) เพื่อเป็นการนำเสนอกรณีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ
2) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการกับความรู้
3) เพื่อเป็นต้นแบบ และหรือแรงบันดาลใจให้กับบุคคล องค์กรอื่นที่มีเป้าหมายคล้ายคลึงกัน หรืออยู่ในวงการเดียวกัน และ
4) เป็นการสร้างบรรยากาศการแข่งขันเพื่อ สร้างคุณภาพงานหรืองานที่มีความเป็นเลิศ จากจุดประสงค์ในการแสวงหาหรือการทำ Best Practices ที่กล่าวข้างต้นจะพบว่า Best Practices เป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนา หรือเป็นบทเรียนหรือ Lessons Learned ดังนั้นกระบวนการที่สืบเนื่องต่อจาก Best Practices คือการเทียบเคียงหรือBenchmarking เพื่อการพัฒนางาน ซึ่งจะเป็นการดำเนินงานขั้นต่อไป







สำหรับการจัดทำ Best Practices จากการได้ลงมือปฏิบัติจริงด้วยตัวเอง ในการศึกษากรณีตัวอย่าง พบว่าการจัดทำและนำเสนอ Best Practices มีแนวทางดำเนินการดังนี้
1. การเตรียมการ หมายถึงการกำหนดกรอบหรือแนวทางในการศึกษา การกำหนดเกณฑ์ในการวิเคราะห์ผลงานหรือแหล่งข้อมูลที่จะจัดทำ Best Practices การกำหนดรูปแบบหรือกรอบการเขียน Case รวมถึงรูปแบบการนำเสนอ ตลอดจนการเตรียมทีมงานซึ่งประกอบด้วย หัวหน้าทีม ผู้เขียน case ผู้ถ่ายภาพตัดต่อภาพและบรรณาธิการ เป็นต้น
2. การเลือกกรณีศึกษา หมายถึงการพิจารณาเลือกหน่วยงาน หรือผู้ที่มีผลงานที่เป็นเลิศ หรือมีผลงานประสบผลสำเร็จเป็นที่ยอมรับ การศึกษาผลงานจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ยืนยันความสำเร็จอย่างน่าเชื่อถือ เช่น ผ่านการประเมินตามระบบของโครงการนั้นๆ (ในกรณีที่เป็นงาน หรือโรงเรียนในโครงการเฉพาะ) ได้รับรางวัลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ ผ่านการประเมิน มีความภาคภูมิใจ เป็นผลงานที่ทำให้ก้าวสู่เป้าหมายของชีวิตที่สูงขึ้นหรือเป้าหมายสูงสุดในเวลานั้น
3. การจัดทำแผนการจัดทำ Best Practices ซึ่งประกอบด้วย วิธีการเก็บข้อมูล เครื่องมือในการเก็บข้อมูลระยะเวลา การประสานงาน การวิเคราะห์ข้อมูล การจัดทำเอกสาร การนำเสนอ Best Practices (ควรมีการนำเสนอที่หลากหลายเช่น นำเสนอโดยเอกสารที่หลากหลายรูปแบบ นำเสนอผ่าน website เป็นต้น) เมื่อการจัดทำ Best Practices จบลงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบและควรตรวจสอบก่อนนำเสนอ


การตรวจสอบ Best Practices มีแนวทางพิจารณาดังนี้
1) วิธีการ หรือ Best Practices นั้นๆ ส่งผลต่อหรือสอดคล้องกับผล หรือเป้าหมายงานอย่างน่าเชื่อถือ มีข้อมูลยืนยันได้ รวมถึงผ่านกระบวนการ ที่น่าเชื่อถือ เช่น กระบวนการวิจัย
2) Best Practices นั้นๆ สามารถตอบได้ว่า ทำอะไร? (what) ทำอย่างไร? (how) ทำทำไม? (why)
และ 3. Best Practices นั้นๆ สามารถสรุปและนำไปเป็นบทเรียน (Lesson Learned) หรือนำสู่การพัฒนาต่อยอด หรือถอดเป็นบทเรียน (Lesson Learned) ได้

บทสรุป
การปฏิบัติที่เป็นเลิศ Best Practice เป็นเครื่องมือแนะนำแนวทางที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ ที่เป็นเลิศในการบริหารงาน โดยการนำหลักทางการบริหารมาประยุกต์ใช้อย่างบูรณาการ ประกอบด้วย การวิเคราะห์บริบท การวางแผนและกำหนดยุทธศาสตร์ การบริหารจัดการที่ดีตามหลักธรรมาภิบาล การนำองค์การและเทคโนโลยีทางการบริหารการนำแผนยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติ การบริหารการเปลี่ยนแปลง การสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วม การควบคุม การวัด ประเมินผล และการจัดการองค์ความรู้ พร้อมทั้งแนะนำวิธีการดึงความคิดความรู้ของบุคลากรออกมา เพื่อให้หน่วยงานขับเคลื่อนบรรลุ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้และนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นเลิศในที่สุด

องค์กรจะดีไม่ดีอยู่ที่
การวางแผน
1. การจัดโครงสร้างการทำงาน
2. การพัฒนาคน
3. การพัฒนางาน
4. การพัฒนาเทคโนโลยี

การเกิดขึ้นของ Best Practice
1. บุคคล
2. ปัญหาอุปสรรค
3. แรงขับเคลื่อน

หลักในการทำงานให้มีประสิทธิภาพ
1. รู้คน เวลามอบงานต้องดูความสามารถเป็นสำคัญ
2. รู้งาน เวลามอบงาน ควรมอบงาน 1 งาน ต่อ 2 คน และ คน 1 คนให้รู้งาน 2 งาน
3. รู้กาล ต้องรู้เวลาใดที่เหมาะ และไม่เหมาะ
4. รู้ตัดสินใจ
วิสัยทัศน์ : ภาพที่พึงปรารถนาในอนาคต
1. อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง
2. เป็นไปได้ ท้าทาย มีเหตุผล
3. เหมาะสมกับองค์การของชุมชน
4. ความเชื่อ/นิยมในหลักสำคัญร่วมกัน
5. กำหนดระยะเวลาที่แน่นอน

ขั้นตอนการรวบรวมความคิดเพื่อพัฒนาเส้นทางสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
ขั้นตอนที่ 1 กระตุ้นและเปิดรับความคิด
ขั้นตอนที่ 2 ดำเนินการตามขั้นสอนการเสนอความคิด
ขั้นตอนที่ 3 ประเมินความคิด และให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อการปรับปรุง
ขั้นตอนที่ 4 นำความคิดไปปฏิบัติ
ขั้นตอนที่ 5 ทบทวนเพื่อขยายผลความคิด
ขั้นตอนที่ 6 ยกย่อง ชมเชย และประกาศความสำเร็จ
ขั้นตอนที่ 7 วัดผล ทบทวน และปรับปรุง

วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ 10 ประการของงาน HR
"Best Practice" หรือ "วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ" เริ่มเป็นที่คุ้นเคยกันในวงการธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง แท้จริงแล้วสิ่งนี้ไม่ใช่ตัวผลงานที่ได้ แต่เป็นการนำเสนอวิธีการหรือกระบวนการที่ทำแล้วดีที่สุดในการได้ผลงานที่ดีเด่นสำเร็จออกมาแล้วนำเอาวิธีการหรือกระบวนการนั้นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเพื่อให้แต่ละที่นำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรของตัวเอง ชาว HR ที่ไม่ต้องการตกยุคก็ต้องค้นคว้าหา "HR Best Practice" มาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ซึ่งผมพอจะมีแนวทางให้ดังนี้
1. การให้ความสำคัญกับผู้ที่มีผลงานเป็นเลิศ การให้รางวัล ยอมรับชื่นชมต่อดาวเด่นทั้งหลายอย่างเปิดเผยกับทุกๆ คนในองค์กรตามวาระและช่องทางต่างๆ ที่เหมาะสม นอกจากจะเป็นสิ่งจูงใจให้คนเก่งเหล่านั้น ยังเป็นการสร้างบรรยากาศการแข่งขันให้กับคนอื่นๆ ที่อยากขึ้นมาเป็นดาวกับเขาบ้าง
2. การประเมินผลโดยใช้ข้อมูลป้อนกลับแบบ 360 องศา ความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนระหว่าง "พนักงาน-เจ้านาย-ลูกน้อง-เพื่อนร่วมงาน" ในสังคมไทยนับเป็นสิ่งที่ซับซ้อนไม่ใช่น้อย แต่สำหรับผมแล้วถ้าองค์กรใดมีความพร้อมที่จะลองทำแม้ไม่เต็มรูปแบบเช่น 180 องศา หรือ 270 องศา ตามความเหมาะสมก็นับเป็นสิ่งที่น่าค้นหา
3. การให้โบนัสตามผลการปฏิบัติงาน บางคนมองว่าการให้โบนัสแบบคงที่เป็นเรื่องจูงใจแบบไม่ตรงจุดประสงค์ของการบริหารผลการปฏิบัติงานที่กล่าวว่า "ใครทำมากก็ควรได้มาก และทำน้อยก็ควรได้น้อย" และผมก็ขอเติมให้อีกว่า "ใครทำไม่ได้ก็ไม่ควรได้อะไรเลย" พนักงานเจนเนอเรชั่นหลังๆ กล้าได้กล้าเสียมีมากขึ้น HR ก็ต้องเข้าใจระบบการให้โบนัสแบบแปรผันมากขึ้น
4. ระบบการประเมินผลงานที่เป็นธรรมแก่พนักงาน เรื่องนี้พูดก็ยากทำก็ยาก เพราะคำว่า "เป็นธรรม" มักจะกลายเป็น "เป็นนามธรรม" อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากว่าธรรมชาติของการประเมินผลงานต้องมีทั้งหลักของความเป็นรูปธรรม (objectivity) และ ความเป็นนามธรรม (subjectivity) ควบคู่กันไปเลยกลายเป็นช่องว่างให้การประเมินผลงานที่เป็นธรรมจริงๆ แก่พนักงานนั้นทำได้ยากจริงๆ นับเป็นสิ่งที่พิสูจน์กึ๋นของ HR ก็ว่าได้
5. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในองค์กร การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในที่นี้ได้แก่ การจัดการความรู้ (knowledge management) ในองค์กรที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสนับสนุนกลยุทธ์ต่างๆ ขององค์กร เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ยังทำกันให้ดีแบบยั่งยืนได้ยากเพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน
6. การให้พนักงานมีส่วนร่วมในการออกความเห็น ความเห็นของพนักงานจากทุกระดับเป็นสิ่งมีค่าที่ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญ เพราะจะนำมาซึ่งการจัดการแบบมีพนักงานเป็นศูนย์กลาง (employee centric management) ที่สามารถนำเอาศักยภาพอันไม่มีที่สิ้นสุดของพวกเขาออกมาเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ให้แก่องค์กรได้
7. พิธีรีตองการให้รางวัลและการชมเชยพนักงาน การให้รางวัลในรูปแบบของเงินและผลประโยชน์อื่นๆ นับเป็นสิ่งจูงใจภายนอก (extrinsic motivation) ที่สำคัญแบบไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ แต่การยอมรับ การชื่นชม ด้วยเสียงปรบมือจากพนักงานทั้งแผนกหรือทั้งองค์กรสามารถเป็นมนต์เสน่ห์แห่งสิ่งจูงใจภายใน (intrinsic motivation) ที่เข้าไปถึงจิตใจของพนักงานได้อย่าง ไม่รู้ลืม
8. การให้พนักงานมีส่วนรับรู้ในธุรกิจขององค์กร เป็นวิธีการที่บริษัทให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์ ทิศทาง และธุรกิจขององค์กร แบบ open book management style แก่พนักงาน ไม่ว่าจะเป็นข่าวดีหรือบางครั้งอาจเป็นข่าวไม่ดีที่ต้องระวังตัวให้มากขึ้นก็ตาม
9. โครงการความปลอดภัยและชีวอนามัยในสถานประกอบการและโครงการองค์กรแห่งความสุข ทั้งสองโครงการนี้ถือเป็นพื้นฐานหลักขององค์กรทุกแห่งก็ว่าได้ เพราะทุกคนในองค์กรต้องสุขกายและสบายใจอันนำไปซึ่งผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ
10. การสร้างความประทับใจอย่างสร้างสรรค์ให้กับพนักงานแบบที่เขาไม่คาดหมาย การให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ และการชมเชยด้วยวิธีสร้างสรรค์โดยที่เขาไม่รู้ตัวสามารถเป็นความประทับใจที่ยิ่งใหญ่ล้ำค่าได้อย่างไม่น่าเชื่อ
อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่จะสามารถนำไปใช้ในทุกองค์กร หากแต่ต้องอาศัยการวิเคราะห์สภาพจุดแข็ง-จุดอ่อนขององค์กรนั้นๆ เพื่อกำหนดรูปแบบและกลวิธีที่เหมาะสมที่สุด และจำเป็นภายใต้เงื่อนไขของแต่ละองค์กร ลองกลับไปดูที่องค์กรของท่านให้ดีๆ นะครับเพราะ HR Best Practice ของคนอื่นเขาอาจเป็น HR Worst Practice ของเราก็ได้ ใครจะไปรู้


กิจกรรมการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์
สู่การพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ


คำชี้แจง เรียนรู้สถานการณ์ต่อไปนี้แล้วแสดงความคิดเห็น ถ้าท่านจะนำกระบวนการที่ดีเด่น
ของสถานการณ์ที่เรียนมาใช้กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาท่านจะประยุกต์กระบวนการ
มาใช้อย่างไร

กรณีศึกษาที่ 1 กระบวนการทำงานของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
1. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
โดย นายแสงชัย พงศ์ศิริถาวร (ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักพัฒนาธุรกิจ)

สิ่งสำคัญของการพัฒนาองค์กรอันดับแรกควรต้องรู้วัตถุประสงค์ขององค์กร หรือลักษณะขององค์กรว่า ทำอะไร เพื่ออะไร
วิสัยทัศน์ของ Seven-Eleven เราปรารถนารอยยิ้มจากลูกค้าด้วยทีมงานที่มีความสุข หมายถึง การได้รอยยิ้มจากลูกค้านั้นก่อนอื่นพนักงานต้องมีความสุข และรักในงานบริการ
ข้อมูลองค์กรของ Seven-Eleven ในปัจจุบันมี 5,500 สาขา พนักงาน 60,000 คน 10 คน/สาขา มี 3-4 คน/ผลัด (แบ่งเป็นวันละ 3 ผลัด) จำนวนลูกค้า 7 ล้านคน/วัน (คิดจากฐานลูกค้า 20 กว่าล้านคน) และมียอดขายปี 53 หลักแสนล้านบาท
มีการนำข้อมูลมากำหนดเป้าหมาย เช่น ยอดขายรายวัน ยอดขายต่อผลัด ยอดขายรายช่วงเวลา และยอดขายรายปี ซึ่งเป็นการรายงานข้อมูลจากระดับล่างสู่ระดับบน หรือจากร้าน Seven-Eleven แต่ละสาขาสู่สำนักงานใหญ่ แล้วนำข้อมูลเข้าที่ประชุม Cross Function เป็นประจำทุกสัปดาห์ และข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการขายต่อไป เช่น การนำข้อมูลการขายสินค้าแต่ละประเภทแต่ละช่วงเวลามาศึกษาว่าทำไมลูกค้า ซื้อ/ไม่ซื้อสินค้า สามารถตอบได้ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ และรู้ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ฝ่ายการตลาดและฝ่ายการขายก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้จัดกิจกรรมและโปรโมชั่นในสถานการณ์ต่างๆ



การจัดการข้อมูลองค์กร : (หมวด 4)


ภาพที่ 1 ขั้นตอนการจัดการข้อมูลองค์กรของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

การทำ Business Process มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับหมวด 2 ตั้งแต่ Strategic Direction การทำ Balance Scorecard การทำแผนกลยุทธ์เพื่อปรับปรุง Core Process หรือทำ Project Objective/Organization Strategic Project/โครงการเชิงกลยุทธ์ โดยการเข้าไปศึกษาวิธีการทำงาน ซึ่งต้องคิดตลอดเวลาว่า เราต้องออกแบบความสัมพันธ์ภาพรวมว่า เรื่องกระบวนการ-บุคลากร-การตลาด จะต้องใช้ข้อมูลเพิ่ม/ใช้ข้อมูลเดิม และต้องพิจารณาให้เชื่อมโยงว่าในแต่ละขั้นตอนการทำงานมีผลกระทบต่อเรื่อง อะไรบ้าง
การทำข้อมูลองค์กรควรคำนึงว่า ปัจจุบันข้อมูลที่มี enrich แต่การนำมาใช้ยังน้อย ดังนั้นจึงควรเริ่มต้นจากความต้องการ และวัตถุประสงค์ของการนำแต่ละข้อมูลไปใช้
มีการนำ PDCA มาใช้ในทุกกระบวนการ และทุกคนในแต่ละระดับ เนื่องจากการเรียนรู้ทุกวันจะช่วยให้เกิดพัฒนาศักยภาพ ทั้งนี้ จากที่ผ่านมามักขาดการติดตามตรวจสอบ (C=check) ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อจะได้ช่วยให้รู้ว่าผลตัวชี้วัดดีหรือไม่ดีอย่างไร และนำไปสู่การปรับปรุง
มีการนำ IT Solution มาช่วยจัดการในเรื่อง การติดตาม การควบคุม และการวิเคราะห์ เพื่อสร้าง Innovation และการวัดผลการดำเนินการ (KPI)
Seven-Eleven ได้ทำโครงการ ARM ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้เจ้าของพันธมิตรเข้ามาเรียนรู้ระบบและศึกษา ดูงานที่สำนักงานใหญ่ และสร้างระบบให้ผู้บริหารจากทุกหน่วยรวมทั้งเจ้าของแฟรนชายน์เข้ามา share ข้อมูลในระบบฐานข้อมูลของบริษัท

ประเด็นที่น่าสนใจ :
การวิเคราะห์ข้อมูลควรเริ่มต้นจากความต้องการของลูกค้า และ Core Process Model
สิ่งสำคัญของการจัดเก็บข้อมูล คือ ข้อมูลที่จัดเก็บจะต้องเป็นข้อมูลที่มีความจำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อองค์กร เท่านั้น
การจัดการข้อมูลองค์กรสามารถช่วยกำหนดปรับปรุงกระบวนการ และช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ


จากกรณีศึกษาข้างต้น ท่านจะประยุกต์สิ่งใด กระบวนการใดไปใช้พัฒนาคุณภาพการศึกษา................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
กรณีศึกษาที่ 2 โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล
2. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล
โดย นางสันทนา จันทร์เนียม (รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์)

การวางระบบการนำองค์การของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เริ่มจากสิ่งแรกให้ดูว่า ลูกค้าต้องการอะไร แล้วนำมาวัดผลในระดับบุคคล-ฝ่าย-องค์กร
มีการศึกษาข้อมูลลูกค้า (Customer Characteristics) เปรียบเทียบกันในแต่ละปี (เช่น ลูกค้าภายใน 50% : ลูกค้าภายนอก 50% และลูกค้าคนไทย 60% : ลูกค้าต่างชาติ 40% จาก 120 ประเทศ) แล้วนำมาเชื่อมโยงในการกำหนดยุทธศาสตร์ และระบบประกันคุณภาพ



ภาพที่ 2 ระบบการนำองค์การของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

มีการสร้าง BI Service Excellence Model ซึ่งเป็นการสร้าง Collaborative Team to satisfy Patients/Customers โดยใช้ 2C1S (Care Clear Smart) ทำ Inside-out Branding คือ ต้องพยายามทำให้ภาพจากภายใน และภาพจากภายนอก มีความใกล้เคียงกัน ซึ่งสามารถทำได้โดยนำหลักการมาพัฒนาสู่แนวทางการปฏิบัติ ดังภาพที่ 3



ภาพที่ 3 BI Service Excellence Model ของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
จุดเด่นของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ คือ
o มีการประชุมทุกทีมทุกสัปดาห์ เพื่อบูรณาการสื่อสาร
o ลูกค้าสามารถนัดผ่าน Internet Appointment รวมทั้งสามารถคำนวณประเมินราคาค่ารักษา ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ medical procedures และ FQA ผ่าน internet เพื่อไม่ให้เสียเวลา ในการเดินทางมาโรงพยาบาล
o มีระบบ Single Window Database ช่วยลดเวลาและข้อผิดพลาด เช่น แพทย์คีย์สั่งยาผ่านคอมพิวเตอร์ ผู้ป่วยแสดงข้อมูลประจำตัวผ่าน bar-coded ที่ข้อมือ เภสัชกรจ่ายยาโดยดูจากระบบคอมพิวเตอร์ที่แสดงผลรายละเอียดให้พร้อมภาพยาที่จะจัดให้ลูกค้า
o มีการป้องกันผู้ป่วยเชิงรุกโดยการนำ Best Practice ของที่อื่นมาใช้ในการทำแผนพัฒนาบุคลากร
o มีระบบการสร้าง Knowledge / Innovation Management โดยการกำหนดให้ แต่ละกลุ่ม/ฝ่าย มีการจัดเก็บข้อมูล โดยใส่ข้อมูลในถังข้อมูลที่แยกไว้ตามสี ซึ่งโดยส่วนใหญ่ข้อมูล ที่จัดเก็บมักเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสิ่ง ที่เป็นปัญหาอุปสรรค และวิธีการแก้ไข ทั้งนี้ ทางโรงพยาบาลมีการให้รางวัลแก่พนักงานที่จัดเก็บข้อมูล (ทำดีทันใด) สำหรับตัวอย่างรางวัล เช่น คูปองแลกของ (กระเป๋า ตั๋วหนัง)
ประเด็นที่น่าสนใจ :
การวางระบบการนำองค์การของควรเริ่มต้นจากความต้องการของลูกค้า แล้วนำมาวัดผลในทุกระดับขององค์การ
ทั้งหมดที่ดำเนินการ คือ การสร้างวัฒนธรรม ให้พยายามมองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดได้อย่างเข้าถึงทั้งหมด
สร้างระบบการทำงานเชิงรุก โดยนำ Best Practice มาปรับปรุง process
การกำหนดตัวชี้วัดต้องเลือกเฉพาะ key หลักสำคัญ อย่าทำเยอะ แล้วนำมาบูรณาการเชื่อมโยงกัน

จากกรณีศึกษาข้างต้น ท่านจะประยุกต์สิ่งใด กระบวนการใดไปใช้พัฒนาคุณภาพการศึกษา................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

กรณีศึกษาที่ 3 บริษัทไทยอคริลิค ไฟเบอร์ จำกัด
3. บริษัท ไทยอคริลิค ไฟเบอร์ จำกัด
โดย นายสุชาติ จันทร์เสน่ห์ (Senior Manager) และ นางดวงนภา สุรัตน์ (Senior Supervisor)

การทำ Work Process Improvement ของบริษัท ใช้ CQI (Continual Quality Improvement) ช่วยในการปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง โดยจัดกลุ่มปัญหาที่ต้องปรับปรุง และเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับลักษณะขององค์กรไปใช้ในการแก้ไขปัญหา ดังนี้

1. การจัดกลุ่มปัญหาที่ต้องปรับปรุง










2. เลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับลักษณะขององค์กรไปใช้



ความแตกต่างระหว่าง Kaizen themes และ Kaizen KSS
Kaizen themes : ใช้สำหรับปัญหาที่มีความซับซ้อน โดยหากเปรียบเทียบปัญหาและเป้าหมายจะพบ Gap ดังนั้นจึงต้องผ่านกระบวนการวางแผนค้นหาปัญหาเพื่อปิด Gap
Kaizen KSS (Kaizen Suggestion System) : ใช้สำหรับปัญหาเล็กน้อย ไม่ต้องผ่านกระบวนการคิด PDCA ซึ่งพนักงานทั่วไปสามารถแก้ไขปัญหานี้เองได้

ประเด็นที่น่าสนใจ :
กลยุทธ์สำคัญที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรของ บ.ไทยอคริลิค ไฟเบอร์ จำกัด คือ การสื่อสารให้บุคลากรในองค์กรเข้าใจ โดยให้เห็นผลลัพธ์จากการนำระบบไปใช้ และสร้างให้พนักงานมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดความกระตือรือร้นในการปรับปรุงการทำงาน
การนำเครื่องมือมาช่วยในการปรับปรุงกระบวนงาน โดยมีระบบการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาหรือจัดกลุ่มปัญหาที่ต้องปรับปรุง ซึ่งแยกตามความซับซ้อนในการทำ (Complexity) และความพยายามที่จะทำ (Effort) แล้วเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับลักษณะขององค์กรไปใช้ในการแก้ไขปัญหา



จากกรณีศึกษาข้างต้น ท่านจะประยุกต์สิ่งใด กระบวนการใดไปใช้พัฒนาคุณภาพการศึกษา
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................


























บทที่ 3
การรู้ตนเองเกี่ยวกับเส้นทางพัฒนาสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ

ผลจากการศึกษากระบวนการต่างๆ สู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ การทาบจุดยืนของตนเอง แสดงว่าเป็นเครื่องหมายของคนสำเร็จแล้วครึ่งหนึ่ง เพราะที่เหลือคือการลงมือทำ ก่อนทำต้องเรียนรู้ ก่อนเรียนรู้คงทราบว่าจะเรียนรู้ไปทำไม และคงมีแรงบันดาลใจในการที่จะคิดค้น พัฒนาสู่เป้าหมาย
การประเมินตนเองก่อนกำหนดเส้นทางพัฒนา ย่อมทำให้ทราบพื้นฐานระดับความสำเร็จภายหลังก่อเกิดการพัฒนา ทั้งระหว่างพัฒนา และสิ้นสุดเกิดคุณภาพการเรียนรู้
สิ่งที่ต้องประเมินตนเอง ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ
1. ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
2. กระบวนการพัฒนา
3. ปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
4. ความคาดหวังหลังการพัฒนา
5. ระบบการสื่อสารบนเครือข่ายอินเทอร์เนต


















แบบประเมินตนเองของครูผู้สอนเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ

โครงการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้
ผ่านวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศบนเครือข่ายอินเทอร์เนต ปีการศึกษา 2553
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

คำชี้แจง ทำเครื่องหมาย / ให้ตรงระดับความคิดเห็นของท่าน แบบประเมินประกอบด้วย 5 ตอน
ประกอบด้วย
ตอนที่ 1 ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
ตอนที่ 2 กระบวนการพัฒนา
ตอนที่ 3 ปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
ตอนที่ 4 ความคาดหวังหลังการพัฒนา
ตอนที่ 5 ระบบการสื่อสารบนเครือข่ายอินเทอร์เนต

ข้อมูลพื้นฐานผู้ตอบแบบสอบถาม
1. ชื่อ-สกุลครูผู้สอน................................................................................. สอนชั้น............................
2. กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่วางแผนพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ........................................................
3. หมายเลขโทรศัพท์............................e-mail...................................................................................
4. โรงเรียน............................................................................
5. สังกัดศูนย์..................................................................................................................(ศุนย์ที่.......)












ตอนที่ 1 ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น
5 4 3 2 1
1 มีเข้าใจความหมายของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
2 มีความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนา
3 ทราบองค์ประกอบของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
4 เห็นด้วยกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศมาจากการปฏิบัติงานตามปกติ
5 ความรู้ ทดลองปฏิบัติงาน ประสบการณ์ คือเส้นทางการนำไปสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
6 การคิดค้นวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศของคนหนึ่งสามารถให้อีกคนหนึ่งใช้ได้กับบริบทที่แตกต่างกัน
7 เป้าหมายเดียวกันแต่กระบวนการของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศอาจแต่งต่างกันหรือเหมือนกันก็ได้
8 การประเมินคุณภาพการเรียนรู้ ให้ความสำคัญกับเส้นทาง การพัฒนาด้วยเป็นอย่างมาก
9 การเผยแพร่ผลงานด้านวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ แน่ใจว่าได้ผลดี จึงควรดำเนินการเผยแพร่
10 เกณฑ์การประเมินวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศให้พิจารณาจากกระบวนการมากกว่าประเมินจากสัมฤทธิผล












ตอนที่ 2 กระบวนการพัฒนา
ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น
5 4 3 2 1
1 การกำหนดชื่อวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศที่ดีคิดเห็นว่าสื่อถึงกระบวนการที่ชัดเจน
2 ขั้นตอนของกระบวนการพัฒนาเป็นจุดเน้นสำคัญของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
3 จุดประสงค์ที่ดีกำหนดให้สอดคล้องกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
4 ขั้นตอนกระบวนการของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศกำหนดให้สัมพันธ์กับเป้าหมายการพัฒนา
5 ก่อนจะมาเป็นวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ ท่านมีความมั่นใจว่ากระบวนการที่ดี เพราะผ่านการทดลองใช้มาหลายครั้ง ลองผิด ลองถูก แก้ไขขั้นตอนหลายครั้ง
6 คุณภาพการเรียนรู้ที่ต้องการให้เกิดขั้นตอนของกระบวนการต้องชัดเจน ครอบคลุมสิ่งที่ต้องการ
7 การหาประสิทธิภาพที่ดีที่สุด ของวิธีการปฏิบัติคิดเห็นว่ามากจากการปฏิบัติภาคสนามแก้ไขปรับเปลี่ยนหลายครั้ง
8 คุณภาพการเรียนรู้ที่เป็นไปอย่างคาดหวังถือว่า ขั้นตอนของกระบวนการของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศที่กำหนดยอมรับได้
9 การเผยแพร่ผลงานด้านวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศเกิดขึ้นเมื่อท่านใช้วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศได้ผลดีหลายครั้ง
10 วิธีการปฏิบัติเป็นเลิศที่ใช้ได้ผลดีกับกลุ่มเป้าหมายปีที่ผ่านมาเมื่อ บริบทเปลี่ยนแปลงไปเกณฑ์การประเมินวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศต้องปรับเปลี่ยนตามเช่นกัน







ตอนที่ 3 ปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น
5 4 3 2 1
1 ผู้บริหารโรงเรียนมีการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศสม่ำเสมอ
2 ผู้บริหารมีโครงการนิเทศ ติดตามหรือจัดเวทีให้ครูผู้สอนในโรงเรียนมีโอกาสเรียนรู้ให้มีความรู้ มีความเข้าใจการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศเป็นอย่างดี
3 ฝ่ายวิชาการโรงเรียนมีโครงการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศให้กับครูผู้สอนที่เอื้อต่อคุณภาพผู้เรียน
4 ฝ่ายวิชาการมีขั้นตอนการประสาน/ปฏิทินบุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศให้กับครูผู้สอน
5 ครูผู้สอนแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้รับการพัฒนาตามที่สถานศึกษากำหนดวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศอยู่สม่ำเสมอ
6 ครูผู้สอนแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้มีโอกาสนำวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศที่คิดค้นขึ้นมาใช้พัฒนาผู้เรียนหลายครั้ง
7 โรงเรียนมีงบประมาณสนับสนุนพัฒนาสื่อหรือ นวัตกรรม หรือกระบวนการเรียนรู้
8 ฝ่ายวิชาการมีปฏิทินนิเทศการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนและมีร่องรอยการนิเทศสม่ำเสมอจากบุคคลหลายฝ่าย
9 โรงเรียนมีการสรุปรายงานผลการพัฒนาและใช้วิธีการปฏิบัติ ที่เป็นเลิศของครูผู้สอนในโรงเรียน
10 โรงเรียนมีระบบการเผยแพร่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศของครูผู้สอนภายในโรงเรียน








ตอนที่ 4 ความคาดหวังหลังการพัฒนา
ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น
5 4 3 2 1
1 ครูผู้สอนมีเข้าใจความหมายของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
2 ครูผู้สอนมีความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนา
3 ครูผู้สอนทราบองค์ประกอบของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
4 ฝ่ายวิชาการสามารถเป็นแกนนำเครือข่ายพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศระดับโรงเรียนได้เป็นอย่างดี
5 ฝ่ายวิชาการมีระบบการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศที่ดี
6 โรงเรียนมีระบบรับความร่วมมือเข้ามาร่วมพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศให้กับครูผู้สอน
7 ครูผู้สอนมีวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศตอบสนองเป้าหมายที่เด่นชัด
8 โรงเรียนมีวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศที่หลากหลายของครูผู้สอนจากทุกกลุ่มสาระที่สามารถสนองเป้าหมายเกี่ยวกับคุณภาพการเรียนรู้(การจัดกระบวนการเรียนรู้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์)
9 ครูผู้สอนมีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
10 ครูผู้สอนมีเครือข่ายวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศทั้งภายในและนอกสถานศึกษา











ตอนที่ 5 ระบบการสื่อสารบนเครือข่ายอินเทอร์เนต
ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น
5 4 3 2 1
1 มีความรู้ ความเข้าใจกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ บนเครือข่ายอินเทอร์เนต
2 มีความรู้ ความเข้าใจกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศบนเครือข่ายอินเทอร์เนต
3 มีความรู้จากความหลากหลายของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศครูผู้สอนบนเครือข่ายอินเทอร์เนต
4 ได้แนวคิดเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจากวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้บนเครือข่ายอินเทอร์เนต
5 ร่วมสร้างเครือข่ายบนเครือข่ายอินเทอร์เนตเพื่อพัฒนาคุณภาพ การเรียนรู้
6 มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
7 สามารถตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาตามที่กำหนดไว้ ในกลุ่มสาระที่วางแผนพัฒนา
8 การพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศบนเครือข่ายอินเทอร์เนต เอื้อต่อการประเมินคุณภาพผู้เรียนด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์
9 การเผยแพร่ผลงานด้านวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศบนเครือข่าย อินเทอร์เนตมีประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
10 เครือข่ายวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศสามารถพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี









บรรณานุกรม

กาญจนา เกียรติประวัติ. (2534). นวัตกรรมทางการศึกษา. กรุงเทพฯ : ภาควิชาหลักสูตร
และการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
กิ่งฟ้า สินธุวงษ์. (2545). การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง.
ปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง : หลักการสู่ปฏิบัติ. ขอนแก่น : โรงพิมพ์
คลังนานาวิทยา.
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สำนักงาน. (2546). ส่งเสริมเด็กไทยให้สร้างงาน.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.).
ชวลิต ศุภศักดิ์ธำรง. (2550). ความสำเร็จในการนำแนวคิดการจัดการความรู้ไปปฏิบัติในองค์กร
และผลของการจัดการความรู้ต่อบุคลากร. วิทยานิพนธ์หลักสูตรพัฒนาแรงงานและสวัสดิการ
มหาบัณฑิต, คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ทิศนา แขมมณี. 2541. การเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด, การปฏิบัติการเรียนรู้
ตามแนวคิด 5 ทฤษฏี. กรุงเทพฯ : โอเดียนสแควร์.
ถวัลย์ มาศจรัส. (2546). การ์ตูนกับการสอน. ประชาศึกษา, 33 (มิถุนายน), 4-8.
รัตนา ปานภู่ทอง. (2550). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัย
นเรศวร. วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิทยาการจัดการ,
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
บุญชม ศรีสะอาด. (2547). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : สุวิริยาสาส์น.
บุญดี บุญญากิจ, ดร. และ กมลวรรณ ศิริพานิช. (2546) . Benchmarking ทางลัดสู่ความเป็นเลิศ
ทางธุรกิจ. กรุงเทพฯ : อินโนกราฟฟิกส์.
วัฒนาพร ระงับทุกข์. (2542). การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง.
กรุงเทพฯ : บริษัท แอล ที เพรส จำกัด.
วิชัย วงษ์ใหญ่. (2542). กระบวนทัศน์ใหม่ : การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคคล.
กรุงเทพฯ : ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
สมชัย โกมล. (2548). 20 วิธีการจัดการเรียนรู้. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด
ภาพพิมพ์.
อเนก รัศมี. (2550). Best of Best Practice การนิเทศกระบวนการจัดการความรู้สู่ความเป็นเลิศ.
สืบค้นเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2552, จาก http://www.kroobannk.com/blog/16703


อารี พันธ์มณี. (2543). การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์สู่ความเป็นเลิศ. กรุงเทพฯ : ภาควิชาการ
แนะแนวและจิตวิทยาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ประสานมิตร.
อุดม เสียดขุนทด. (2544). รายงานการใช้เทคนิคการเรียนการสอนเพื่อปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้
สู่เกณฑ์มาตรฐาน โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนและชุมชน โรงเรียนบ้านไร่ฯ. สำนักงาน
การประถมศึกษาอำเภอด่านขุนทด สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา.



















































  • ชอบ
บทที่ 3
การรู้ตนเองเกี่ยวกับเส้นทางพัฒนาสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ

ผลจากการศึกษากระบวนการต่างๆ สู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ การทาบจุดยืนของตนเอง แสดงว่าเป็นเครื่องหมายของคนสำเร็จแล้วครึ่งหนึ่ง เพราะที่เหลือคือการลงมือทำ ก่อนทำต้องเรียนรู้ ก่อนเรียนรู้คงทราบว่าจะเรียนรู้ไปทำไม และคงมีแรงบันดาลใจในการที่จะคิดค้น พัฒนาสู่เป้าหมาย
การประเมินตนเองก่อนกำหนดเส้นทางพัฒนา ย่อมทำให้ทราบพื้นฐานระดับความสำเร็จภายหลังก่อเกิดการพัฒนา ทั้งระหว่างพัฒนา และสิ้นสุดเกิดคุณภาพการเรียนรู้
สิ่งที่ต้องประเมินตนเอง ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ
1. ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
2. กระบวนการพัฒนา
3. ปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
4. ความคาดหวังหลังการพัฒนา
5. ระบบการสื่อสารบนเครือข่ายอินเทอร์เนต


















แบบประเมินตนเองของครูผู้สอนเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ

โครงการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้
ผ่านวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศบนเครือข่ายอินเทอร์เนต ปีการศึกษา 2553
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

คำชี้แจง ทำเครื่องหมาย / ให้ตรงระดับความคิดเห็นของท่าน แบบประเมินประกอบด้วย 5 ตอน
ประกอบด้วย
ตอนที่ 1 ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
ตอนที่ 2 กระบวนการพัฒนา
ตอนที่ 3 ปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
ตอนที่ 4 ความคาดหวังหลังการพัฒนา
ตอนที่ 5 ระบบการสื่อสารบนเครือข่ายอินเทอร์เนต

ข้อมูลพื้นฐานผู้ตอบแบบสอบถาม
1. ชื่อ-สกุลครูผู้สอน................................................................................. สอนชั้น............................
2. กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่วางแผนพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ........................................................
3. หมายเลขโทรศัพท์............................e-mail...................................................................................
4. โรงเรียน............................................................................
5. สังกัดศูนย์..................................................................................................................(ศุนย์ที่.......)












ตอนที่ 1 ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น
5 4 3 2 1
1 มีเข้าใจความหมายของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
2 มีความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนา
3 ทราบองค์ประกอบของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
4 เห็นด้วยกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศมาจากการปฏิบัติงานตามปกติ
5 ความรู้ ทดลองปฏิบัติงาน ประสบการณ์ คือเส้นทางการนำไปสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
6 การคิดค้นวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศของคนหนึ่งสามารถให้อีกคนหนึ่งใช้ได้กับบริบทที่แตกต่างกัน
7 เป้าหมายเดียวกันแต่กระบวนการของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศอาจแต่งต่างกันหรือเหมือนกันก็ได้
8 การประเมินคุณภาพการเรียนรู้ ให้ความสำคัญกับเส้นทาง การพัฒนาด้วยเป็นอย่างมาก
9 การเผยแพร่ผลงานด้านวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ แน่ใจว่าได้ผลดี จึงควรดำเนินการเผยแพร่
10 เกณฑ์การประเมินวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศให้พิจารณาจากกระบวนการมากกว่าประเมินจากสัมฤทธิผล












ตอนที่ 2 กระบวนการพัฒนา
ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น
5 4 3 2 1
1 การกำหนดชื่อวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศที่ดีคิดเห็นว่าสื่อถึงกระบวนการที่ชัดเจน
2 ขั้นตอนของกระบวนการพัฒนาเป็นจุดเน้นสำคัญของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
3 จุดประสงค์ที่ดีกำหนดให้สอดคล้องกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
4 ขั้นตอนกระบวนการของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศกำหนดให้สัมพันธ์กับเป้าหมายการพัฒนา
5 ก่อนจะมาเป็นวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ ท่านมีความมั่นใจว่ากระบวนการที่ดี เพราะผ่านการทดลองใช้มาหลายครั้ง ลองผิด ลองถูก แก้ไขขั้นตอนหลายครั้ง
6 คุณภาพการเรียนรู้ที่ต้องการให้เกิดขั้นตอนของกระบวนการต้องชัดเจน ครอบคลุมสิ่งที่ต้องการ
7 การหาประสิทธิภาพที่ดีที่สุด ของวิธีการปฏิบัติคิดเห็นว่ามากจากการปฏิบัติภาคสนามแก้ไขปรับเปลี่ยนหลายครั้ง
8 คุณภาพการเรียนรู้ที่เป็นไปอย่างคาดหวังถือว่า ขั้นตอนของกระบวนการของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศที่กำหนดยอมรับได้
9 การเผยแพร่ผลงานด้านวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศเกิดขึ้นเมื่อท่านใช้วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศได้ผลดีหลายครั้ง
10 วิธีการปฏิบัติเป็นเลิศที่ใช้ได้ผลดีกับกลุ่มเป้าหมายปีที่ผ่านมาเมื่อ บริบทเปลี่ยนแปลงไปเกณฑ์การประเมินวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศต้องปรับเปลี่ยนตามเช่นกัน







ตอนที่ 3 ปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น
5 4 3 2 1
1 ผู้บริหารโรงเรียนมีการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศสม่ำเสมอ
2 ผู้บริหารมีโครงการนิเทศ ติดตามหรือจัดเวทีให้ครูผู้สอนในโรงเรียนมีโอกาสเรียนรู้ให้มีความรู้ มีความเข้าใจการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศเป็นอย่างดี
3 ฝ่ายวิชาการโรงเรียนมีโครงการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศให้กับครูผู้สอนที่เอื้อต่อคุณภาพผู้เรียน
4 ฝ่ายวิชาการมีขั้นตอนการประสาน/ปฏิทินบุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศให้กับครูผู้สอน
5 ครูผู้สอนแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้รับการพัฒนาตามที่สถานศึกษากำหนดวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศอยู่สม่ำเสมอ
6 ครูผู้สอนแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้มีโอกาสนำวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศที่คิดค้นขึ้นมาใช้พัฒนาผู้เรียนหลายครั้ง
7 โรงเรียนมีงบประมาณสนับสนุนพัฒนาสื่อหรือ นวัตกรรม หรือกระบวนการเรียนรู้
8 ฝ่ายวิชาการมีปฏิทินนิเทศการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนและมีร่องรอยการนิเทศสม่ำเสมอจากบุคคลหลายฝ่าย
9 โรงเรียนมีการสรุปรายงานผลการพัฒนาและใช้วิธีการปฏิบัติ ที่เป็นเลิศของครูผู้สอนในโรงเรียน
10 โรงเรียนมีระบบการเผยแพร่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศของครูผู้สอนภายในโรงเรียน








ตอนที่ 4 ความคาดหวังหลังการพัฒนา
ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น
5 4 3 2 1
1 ครูผู้สอนมีเข้าใจความหมายของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
2 ครูผู้สอนมีความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนา
3 ครูผู้สอนทราบองค์ประกอบของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
4 ฝ่ายวิชาการสามารถเป็นแกนนำเครือข่ายพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศระดับโรงเรียนได้เป็นอย่างดี
5 ฝ่ายวิชาการมีระบบการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศที่ดี
6 โรงเรียนมีระบบรับความร่วมมือเข้ามาร่วมพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศให้กับครูผู้สอน
7 ครูผู้สอนมีวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศตอบสนองเป้าหมายที่เด่นชัด
8 โรงเรียนมีวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศที่หลากหลายของครูผู้สอนจากทุกกลุ่มสาระที่สามารถสนองเป้าหมายเกี่ยวกับคุณภาพการเรียนรู้(การจัดกระบวนการเรียนรู้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์)
9 ครูผู้สอนมีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
10 ครูผู้สอนมีเครือข่ายวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศทั้งภายในและนอกสถานศึกษา











ตอนที่ 5 ระบบการสื่อสารบนเครือข่ายอินเทอร์เนต
ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น
5 4 3 2 1
1 มีความรู้ ความเข้าใจกระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ บนเครือข่ายอินเทอร์เนต
2 มีความรู้ ความเข้าใจกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศบนเครือข่ายอินเทอร์เนต
3 มีความรู้จากความหลากหลายของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศครูผู้สอนบนเครือข่ายอินเทอร์เนต
4 ได้แนวคิดเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจากวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้บนเครือข่ายอินเทอร์เนต
5 ร่วมสร้างเครือข่ายบนเครือข่ายอินเทอร์เนตเพื่อพัฒนาคุณภาพ การเรียนรู้
6 มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
7 สามารถตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาตามที่กำหนดไว้ ในกลุ่มสาระที่วางแผนพัฒนา
8 การพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศบนเครือข่ายอินเทอร์เนต เอื้อต่อการประเมินคุณภาพผู้เรียนด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์
9 การเผยแพร่ผลงานด้านวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศบนเครือข่าย อินเทอร์เนตมีประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
10 เครือข่ายวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศสามารถพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี









บรรณานุกรม

กาญจนา เกียรติประวัติ. (2534). นวัตกรรมทางการศึกษา. กรุงเทพฯ : ภาควิชาหลักสูตร
และการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
กิ่งฟ้า สินธุวงษ์. (2545). การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง.
ปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง : หลักการสู่ปฏิบัติ. ขอนแก่น : โรงพิมพ์
คลังนานาวิทยา.
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สำนักงาน. (2546). ส่งเสริมเด็กไทยให้สร้างงาน.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.).
ชวลิต ศุภศักดิ์ธำรง. (2550). ความสำเร็จในการนำแนวคิดการจัดการความรู้ไปปฏิบัติในองค์กร
และผลของการจัดการความรู้ต่อบุคลากร. วิทยานิพนธ์หลักสูตรพัฒนาแรงงานและสวัสดิการ
มหาบัณฑิต, คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ทิศนา แขมมณี. 2541. การเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด, การปฏิบัติการเรียนรู้
ตามแนวคิด 5 ทฤษฏี. กรุงเทพฯ : โอเดียนสแควร์.
ถวัลย์ มาศจรัส. (2546). การ์ตูนกับการสอน. ประชาศึกษา, 33 (มิถุนายน), 4-8.
รัตนา ปานภู่ทอง. (2550). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัย
นเรศวร. วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิทยาการจัดการ,
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
บุญชม ศรีสะอาด. (2547). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : สุวิริยาสาส์น.
บุญดี บุญญากิจ, ดร. และ กมลวรรณ ศิริพานิช. (2546) . Benchmarking ทางลัดสู่ความเป็นเลิศ
ทางธุรกิจ. กรุงเทพฯ : อินโนกราฟฟิกส์.
วัฒนาพร ระงับทุกข์. (2542). การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง.
กรุงเทพฯ : บริษัท แอล ที เพรส จำกัด.
วิชัย วงษ์ใหญ่. (2542). กระบวนทัศน์ใหม่ : การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคคล.
กรุงเทพฯ : ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
สมชัย โกมล. (2548). 20 วิธีการจัดการเรียนรู้. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด
ภาพพิมพ์.
อเนก รัศมี. (2550). Best of Best Practice การนิเทศกระบวนการจัดการความรู้สู่ความเป็นเลิศ.
สืบค้นเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2552, จาก http://www.kroobannk.com/blog/16703


อารี พันธ์มณี. (2543). การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์สู่ความเป็นเลิศ. กรุงเทพฯ : ภาควิชาการ
แนะแนวและจิตวิทยาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ประสานมิตร.
อุดม เสียดขุนทด. (2544). รายงานการใช้เทคนิคการเรียนการสอนเพื่อปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้
สู่เกณฑ์มาตรฐาน โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนและชุมชน โรงเรียนบ้านไร่ฯ. สำนักงาน
การประถมศึกษาอำเภอด่านขุนทด สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา.



















































  • ชอบ
บทที่ 1
การเขียนโครงการพัฒนากระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ

การเขียนโครงการเพื่อพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
ความหมายของโครงการ
พจนานกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ให้ความหมายของคำโครงการว่า หมายถึง
"แผนหรือเค้าโครงการตามที่กะกำหนดไว้" โครงการเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งในการวางแผนพัฒนา ซึ่งช่วยให้เห็นภาพและทิศทางการพัฒนา ขอบเขตของการที่สามารถติดตามและประเมินผลได้
โครงการเกิดจากลักษณะความพยายามที่จะจัดกิจกรรม หรือดำเนินการให้บรรจุวัตถุประสงค์ เพื่อบรรเทาหรือลดหรือขจัดปัญหา และความต้องการทั้งในสภาวการณ์ปัจจุบันและอนาคต โครงการโดยทั่วไป สามารถแยกได้หลายประเภท เช่น โครงการเพื่อสนองความต้องการ โครงการพัฒนาทั่วๆ ไป โครงการตามนโยบายเร่งด่วน เป็นต้น
โครงการ คือ การที่เรียบเรียงขึ้นอย่างรอบคอบเป็นขั้นตอนพร้อมกับมีแผนปฏิบัติเพื่อให้
บรรลุวัตถุประสงค์
การเขียนโครงการเป็นการเขียนเพื่อประโยชน์ทางวิชาการประเภทหนึ่ง เพราะจะมีส่วนช่วยให้เกิดการวางแผนการทำงาน การศึกษา การริเริ่มการปฏิบัติงานใหม่ๆ ฯลฯ การเขียนโครงการจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้เรียน

ประเภทของโครงการ
การแบ่งประเภทของโครงการต่อไปนี้เป็นการแบ่งเพื่อความสะดวกในการอธิบายให้เกิดความเข้าใจ ในทางปฏิบัติอาจแบ่งประเภทของโครงการแตกต่างออกไปจากนี้ เช่น แบ่งออกเป็นโครงการระยะสั้น โครงการระยะยาว ซึ่งเป็นการแบ่งโดย เอาเวลาในการดำเนินโครงการเป็นหลัก เป็นต้น ในที่นี้แบ่งโครงการออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. โครงการที่เสนอโดยตัวบุคคล
2. โครงการที่เสนอโดยกลุ่ม
3. โครงการที่เสนอโดยหน่วยงาน

1. โครงการที่เสนอโดยตัวบุคคล หมายถึง โครงการที่ริเริ่มขึ้นโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ทั้งนี้ อาจเกิดจากความคิดริเริ่มของตัวผู้เขียนโครงการเอง หรือการมอบหมายจากผู้อื่นให้เขียนโครงการขึ้นก็ได้ ผู้เขียนอาจจะคิดโครงการเพื่อประโยชน์ทางวิชาการก็ได้
2. โครงการที่เสนอโดยกลุ่ม หมายถึง โครงการที่ริเริ่มขึ้นโดยบุคคลมากกว่า 2 คน ขึ้นไป ที่มีความเห็นพ้องกันในวัตถุประสงค์ วิธีการ และมีเจตนาที่จะทำงานร่วมกัน จึงได้เขียนโครงการนั้นขึ้นส่วนประกอบต่างๆ ของโครงการจะต้องได้รับการอภิปรายแก้ไขจนเป็นที่พอใจของกลุ่ม
การเขียนโครงการโดยกลุ่มนี้ ผู้เรียนจะได้ประสบการณ์นอกเหนือจากการเขียน อันได้แก่ การประชุมกลุ่ม การอภิปรายแสดงความคิดเห็น และการให้เหตุผลพร้อมกับเรียนรู้วิธีการทำงานเป็นกลุ่มไปในขณะเดียวกัน เป็นที่เชื่อว่าโครงการที่เสนอโดยกลุ่มจะมีความสมบูรณ์ และจะมีการมอบหมายงานแก่สมาชิกของกลุ่ม การวางแผนการดำเนินงานที่รัดกุมมากกว่า โครงการที่เขียนโดยตัวบุคคล เช่น ผู้เรียนได้รับมอบหมายให้จัดทำโครงการพัฒนา กลุ่มร่วมพัฒนาหลายคน ซึ่งประกอบด้วยประธาน กรรมการ เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ (จะมีหรือไม่มีก็ได้) ประชุมปรึกษาหารือกันว่าจะดำเนินการเป็นขั้นตอนอย่างไรบ้าง จะพัฒนาอะไรในแต่ละกลุ่มใครจะมีหน้าที่รับผิดชอบงานหรือกิจกรรมใดบ้าง จะต้องประสานขอความร่วมมือหรือการสนับสนุนจากใครได้บ้าง ที่ในการประชุมเช่นนี้ย่อมต้องมีการอภิปราย แสดงความคิดเห็นเพื่อหาวิธีการดำเนินงานที่เหมาะสม แต่เมื่อต้องเขียนโครงการเพื่อเสนอขออนุมัติจะต้องฝึกหลักเกณฑ์ในการเขียน เช่นเดียวกันกับการเขียนโครงการที่เสนอโดยตัวบุคคล
3. โครงการที่เสนอโดยหน่วยงาน หมายถึง โครงการที่อาจจะริเริ่มขึ้นโดยตัวบุคคลหรือโดยกลุ่มบุคคลก็ได้ แต่เป็นโครงการที่จะทำไปในนามของหน่วยงาน ซึ่งหมายความว่าทุกคนในหน่วยงานนั้นจะต้องเห็นด้วยและร่วมในการรับผิดชอบดำเนินงาน ดังนั้นโครงการที่เสนอโดยหน่วยงานจึงเป็นโครงการใหญ่ที่ต้องการการประสานงานและความร่วมมือจากทุกๆ คนในหน่วยงาน
จะเห็นได้ว่าการเขียนโครงการต้องเขียนขึ้นอย่างรอบคอบมีการวางแผนและคาดคะเนเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อหาทางป้องกันและแก้ไขให้เกิดประโยชน์สูงสุด โครงการที่เสนอโดยหน่วยงานจึงจำเป็นจะต้องมีความสมบูรณ์แบบอยู่ในตัวเองมากกว่าโครงการที่เสนอโดยบุคคลและกลุ่ม

องค์ประกอบของโครงการ
การเขียนโครงการ ผู้ดำเนินการจำเป็นต้องเข้าใจถึงส่วนประกอบต่างๆ ที่สำคัญ ทั้งนี้เพื่อการเขียนโครงการจะได้เป็นตามลำดับขึ้นตอน มีเหตุผลสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ และช่วยให้การลงมือปฏิบัติตามโครงการเป็นไปโดยราบรื่นและสมบูรณ์แบบ ส่วนประกอบที่สำคัญของโครงการ มีดังนี้
1. ส่วนนำ
2. ส่วนเนื้อความ
3. ส่วนขยายความ


1. ส่วนนำ หมายถึง ส่วนที่จะให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงการนั้นๆ ส่วนนำมุ่งที่จะตอบคำถามว่าโครงการนั้นคือโครงการอะไร เกี่ยวข้องกับใคร ใครเป็นผู้เสนอ และดำเนินโครงการ โครงการนั้น มีความเป็นมาและความสำคัญอย่างไร มีวัตถุประสงค์อะไร ด้วยเหตุนี้ ส่วนนำจึงต้องมีรายละเอียดเพียงพอที่จะให้ผู้อ่านและผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจพื้นฐานก่อนจะอ่านรายละเอียดโครงการต่อไป ดังนั้น ส่วนนำของโครงการจึงประกอบด้วยส่วนย่อยดังต่อไป
เมื่อผู้อ่านอ่านส่วนนำของโครงการแล้วจะเกิดความเข้าใจและเห็นความสำคัญของโครงการนั้น และตัดสินใจว่าโครงการนั้นเป็นโครงการที่ตนสนใจหรือไม่ เกี่ยวข้องด้วยเพียงใด หากผู้อ่านเป็นกลุ่มคนที่ต้องพิจารณาอนุมัติหรือให้ความสนับสนุน ก็อาจจะเกิดแนวคิดว่าจะให้ช่วยเหลือโครงการนี้แค่ไหน เพียงใด ก่อนที่จะอ่านรายละเอียดอื่นๆ ต่อไป ดังนั้นผู้เขียนโครงการต้องมีความระมัดระวังในการใช้ภาษาถูกต้อง ชัดเจน เหมาะแก่ผู้อ่าน มีเหตุผลในการชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญๆ ที่เกี่ยวกับโครงการ
1.1 ชื่อโครงการ หมายถึง การบอกกล่าวว่าโครงการนั้นเป็นเรื่องอะไร เกี่ยวข้องกับ
อะไรบ้าง ชื่อของโครงการควรจะมีความชัดเจนผู้อ่านจะเข้าใจได้ทันทีว่าเป็นโครงการเรื่องอะไร เช่น












โครงการพัฒนาที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน ชื่อโครงการกว้างเกินไป ควรจะให้แคบเข้ามา เพื่อให้เห็นกำลังความสามารถในการดำเนินการโครงการของผู้เขียนว่ามีขอบเขตอยู่แค่ไหน จะดำเนินการในเรื่องอะไรบ้าง ฉะนั้นชื่อโครงการนี้จึงควรเขียนให้แคบขึ้นมา โครงการพัฒนาที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้านเพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน หรือถ้าต้องการพัฒนาที่อื่นๆ ของที่ใดที่หนึ่ง ควรใช้ว่า โครงการพัฒนาที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้านคลองตาดง หมู่ที่ 5 ก็จะเห็นชัดว่าพัฒนาที่ใด ไม่ใช่พัฒนาที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้านทั้งจังหวัด
1.2 ชื่อผู้เสนอแนะ หรือผู้ดำเนินโครงการ หมายถึง การบอกกล่าวว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติตามโครงการที่เสนอ ในกรณีที่เป็นโครงการที่เสนอโดยตัวบุคคลก็อาจมีผู้เสนอโครงการคนเดียว ส่วนการเสนอโครงการโดยกลุ่มหรือหน่วยงานมักจะมีชื่อผู้เสนอซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มและมีคณะ ผู้ร่วมดำเนินงาน
1.3 ความเป็นมาและความสำคัญของโครงการ หมายถึง การอธิบายแสดงความเป็นมาและภูมิหลังที่ทำให้มีการเสนอโครงการ ตลอดจนรายละเอียดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจที่มาเห็นความสำคัญและเกิดความเข้าใจในโครงการมากยิ่งขึ้น
1.4 วัตถุประสงค์ หมายถึง คำชี้แจงถึงจุดมุ่งหมายของโครงการเป็นการกำหนดทิศทางของการดำเนินงานและแนวทางในการปฏิบัติ วัตถุประสงค์มีความชัดเจนรัดกุม และถ้าให้สะดวกแล้วควรแบ่งเป็นข้อๆ ให้เห็นได้เป็นประเด็นๆ ไป
2. ส่วนเนื้อความ ส่วนเนื้อความของการเขียนโครงการประกอบด้วยวิธีดำเนินโครงการ
วิธีดำเนินโครงการ หมายถึง รายละเอียดในการปฏิบัติงานโครงการโดยเสนอในลักษณะลำดับขั้นตอนของการทำงานก่อนหลัง การกำหนดลำดับขั้นตอนของการทำงานมีประโยชน์ เช่นเดียวกับการกำหนดโครงร่างในการเขียนทางวิชาการอื่นๆ
การเขียนวิธีดำเนินการควรระบุวัน เวลา และสถานที่พร้อมกับรายละเอียดในการดำเนินงาน ในกรณีที่มีคณะผู้ดำเนินงานหรือผู้เกี่ยวข้องหลายคน อาจระบุชื่อผู้รับผิดชอบเพื่อป้องกันความสับสน วิธีดำเนินงานจะช่วยบอกรายละเอียดในทางปฏิบัติเพื่อให้เป็นที่เข้าใจ ตรงกันระหว่างผู้ร่วมปฏิบัติและผู้อ่านโครงการว่าจะทำอะไร ทำอย่างไร ทำเมื่อใด ใครเป็นผู้ รับผิดชอบมักจะเขียนออกมาในรูปของตารางการดำเนินงาน
3. ส่วนขยายความของการเขียนโครงการ ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ และรายละเอียดอื่นๆ
3.1 งบประมาณในการดำเนินงาน หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่ได้รับจากหน่วยงานหรือค่าใช้จ่ายที่ผู้จัดทำโครงการต้องจ่ายไปเพื่อการดำเนินโครงการมักแบ่งเป็น 3 หมวดใหญ่ๆ คือ หมวดค่าตอบแทน หมวดค่าใช้สอย และหมวดค่าวัสดุ หมวดค่าตอบแทน เป็นเงินที่ให้แก่วิทยากรผู้บรรยายให้ความรู้สาธิต ฯลฯ หรือใช้เพื่อเป็นค่าอาหารทำการนอกเวลา หมวดค่าใช้สอย เป็นเงินที่ใช้เป็นค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก และค่าพาหนะของผู้ร่วมโครงการ หมวดค่าวัสดุ เป็นเงินที่ใช้เป็นค่าจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการดำเนินโครงการ นอกจากนี้ในส่วนขยายยังอาจมีรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ เช่น ความสัมพันธ์กับโครงการอื่นๆ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
องค์ประกอบของโครงการ องค์ประกอบพื้นฐานในโครงการแต่ละโครงการนั้นควรจะมีดังนี้
1. ชื่อแผนงาน เป็นการกำหนดชื่อให้ครอบคลุมโครงการเดียวหรือหลายโครงการที่มีลักษณะงานไปในทิศทางเดียวกันเพื่อแก้ไขปัญหาหรือสนองวัตถุประสงค์หลักที่กำหนดไว้
2. ชื่อโครงการ ให้ระบุชื่อโครงการตามความเหมาะสม มีความหมายชัดเจนและเรียกเหมือนเดิมทุกครั้งจนกว่าโครงการจะแล้วเสร็จ
3. หลักการและเหตุผล ใช้ชี้แจงรายละเอียดของปัญหาและความจำเป็นที่เกิดขึ้นที่จะต้องแก้ไข ตลอดจนชี้แจงถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินงานตามโครงการและหากเป็นโครงการที่จะดำเนินการตามนโยบาย หรือสอดคล้องกับแผนจังหวัดหรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือแผนอื่นๆ ก็ควรชี้แจงด้วย ทั้งนี้ผู้เขียนโครงการ บางคนอาจจะเพิ่มเติมข้อความว่าถ้าไม่ทำโครงการดังกล่าวผลเสียหายโดยตรง หรือผลเสียหายในระยะยาวจะเป็นอย่างไร เพื่อให้ผู้อนุมัติโครงการได้เห็นประโยชน์ของโครงการกว้างขวางขึ้น
4. วัตถุประสงค์ เป็นการบอกให้ทราบว่า การดำเนินงานตามโครงการนั้นมีความต้องการให้อะไรเกิดขึ้นวัตถุประสงค์ที่ควรจะระบุไว้ควรเป็นวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ปฏิบัติได้และวัดและประเมินผลได้
ในระยะหลังๆ นี้นักเขียนโครงการที่มีผู้นิยมชมชอบมักจะเขียนวัตถุประสงค์เป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม คือเขียนให้เป็นรูปธรรมมากกว่าเขียนเป็นนามธรรม การทำโครงการหนึ่งๆ อาจจะมีวัตถุประสงค์มากกว่า 1 ข้อได้ แต่ทั้งนี้การเขียนวัตถุประสงค์ไว้มากๆ อาจจะทำให้ผู้ปฏิบัติมองไม่ชัดเจน และอาจจะดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ไม่ได้ ดังนั้นจึงนิยมเขียนวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ปฏิบัติได้ วัดได้ เพียง 1 3 ข้อ
5. เป้าหมาย ให้ระบุว่าจะดำเนินการสิ่งใด โดยพยายามแสดงให้ปรากฏเป็นรูปตัวเลขหรือจำนวนที่จะทำได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด การระบุเป้าหมาย ระบุเป็นประเภทลักษณะและปริมาณ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และความสามารถในการทำงานของผู้รับผิดชอบโครงการ
6. วิธีดำเนินการหรือกิจกรรมหรือขั้นตอนการดำเนินงาน คืองานหรือภารกิจซึ่งจะต้องปฏิบัติในการดำเนินโครงการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ในระยะการเตรียมโครงการจะรวบรวมกิจกรรมทุกอย่างไว้แล้วนำมาจัดลำดับว่าควรจะทำสิ่งใดก่อน หลัง หรือพร้อม ๆ กัน แล้วเขียนไว้ตามลำดับ จนถึงขั้นตอนสุดท้ายที่ทำให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์
7. ระยะเวลาการดำเนินงานโครงการ คือการระบุระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนเสร็จสิ้นโครงการปัจจุบันนิยมระบุ วัน-เดือน-ปี ที่เริ่มต้นและเสร็จสิ้น การระบุจำนวน ความยาวของโครงการเช่น 6 เดือน 2 ปี โดยไม่ระบุเวลาเริ่มต้น-สิ้นสุด เป็นการกำหนดระยะเวลาที่ไม่สมบูรณ์
8. งบประมาณ เป็นประมาณการค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นของโครงการ ซึ่งควรจำแนกรายการค่าใช้จ่ายได้อย่างชัดเจน งบประมาณอาจแยกออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
- เงินงบประมาณแผ่นดิน
- เงินกู้และเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ
- เงินนอกงบประมาณอื่น ๆ เช่น เงินเอกชนหรือองค์การเอกชน เป็นต้น
การระบุยอดงบประมาณ ควรระบุแหล่งที่มาของงบประมาณด้วย นอกจากนี้หัวข้อนี้สามารถระบุทรัพยากรอื่นที่ต้องการ เช่น คน วัสดุ ฯลฯ
9. เจ้าของโครงการหรือผู้รับผิดชอบโครงการ เป็นการระบุเพื่อให้ทราบว่าหน่วยงานใดเป็นเจ้าของหรือรับผิดชอบโครงการ โครงการย่อยๆ บางโครงการระบุเป็นชื่อบุคคลผู้รับผิดชอบเป็นรายโครงการได้
10. หน่วยงานที่ให้การสนับสนุน เป็นการให้แนวทางแก่ผู้อนุมัติและผู้ปฏิบัติว่าในการดำเนินการโครงการนั้น ควรจะประสานงานและขอความร่วมมือกับหน่วยงานใดบ้าง เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
11. การประเมินผล บอกแนวทางว่าการติดตามประเมินผลควรทำอย่างไรในระยะเวลาใดและใช้วิธีการอย่างไรจึงจะเหมาะสม ซึ่งผลของการประเมินสามารถนำมาพิจารณาประกอบการดำเนินการเตรียมโครงการที่คล้ายคลึงหรือเกี่ยวข้องในเวลาต่อไป
12. ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เมื่อโครงการนั้นเสร็จสิ้นแล้ว จะเกิดผลอย่างไรบ้างใครเป็นผู้ได้รับ เรื่องนี้สามารถเขียนทั้งผลประโยชน์โดยตรงและผลประโยชน์ในด้านผลกระทบของโครงการด้วยได้

ลักษณะโครงการที่ดี
โครงการที่ดีมีลักษณะดังนี้
1. เป็นโครงการที่สามารถแก้ปัญหาของท้องถิ่นได้
2. มีรายละเอียด เนื้อหาสาระครบถ้วน ชัดเจน และจำเพาะเจาะจง โดยสามารถตอบคำถามต่อไปนี้ได้คือ
- โครงการอะไร = ชื่อโครงการ
- ทำไมจึงต้องริเริ่มโครงการ = หลักการและเหตุผล
- ทำเพื่ออะไร = วัตถุประสงค์
- ปริมาณที่จะทำเท่าไร = เป้าหมาย
- ทำอย่างไร = วิธีดำเนินการ
- จะทำเมื่อไร นานเท่าใด = ระยะเวลาดำเนินการ
- ใช้ทรัพยากรเท่าไรและได้มาจากไหน = งบประมาณ แหล่งที่มา
- ใครทำ = ผู้รับผิดชอบโครงการ
- ต้องประสานงานกับใคร = หน่วยงานที่ให้การสนับสนุน
- บรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ = การประเมินผล
- เมื่อเสร็จสิ้นโครงการแล้วจะได้อะไร = ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
3. รายละเอียดของโครงการดังกล่าว ต้องมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน เช่น วัตถุประสงค์ต้องสอดคล้องกับหลักการและเหตุผล วิธีดำเนินการต้องเป็นทางที่ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ ฯลฯ เป็นต้น
4. โครงการที่ริเริ่มขึ้นมาต้องมีผลอย่างน้อยที่สุดอย่างใดอย่างหนึ่งในหัวข้อต่อไปนี้
- สนองตอบ สนับสนุนต่อนโยบายระดับจังหวัดหรือนโยบายส่วนรวมของประเทศ
- ก่อให้เกิดการพัฒนาทั้งเฉพาะส่วนและการพัฒนาโดยส่วนรวมของประเทศ
- แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ตรงจุดตรงประเด็น
5. รายละเอียดในโครงการมีพอที่จะเป็นแนวทางให้ผู้อื่นอ่านแล้วเข้าใจ และสามารถดำเนินการตามโครงการได้
6. เป็นโครงการที่ปฏิบัติได้และสามารถติดตามและประเมินผลได้






















กิจกรรมที่ 1
ฝึกเขียนโครงการพัฒนากระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ

คำชี้แจง ศึกษาองค์ความรู้ส่วนหน้าและนำความรู้มาฝึกเขียนโครงการ ตามแบบฟอร์มต่อไปนี้

แบบฝึกหัดเขียนโครงการ

1. ชื่อแผนงาน .......................................................................................................................................
2. ชื่อโครงการ .......................................................................................................................................
3. หลักการและเหตุผล
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
วัตถุประสงค์
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
เป้าหมาย
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
วิธีดำเนินการ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................


ระยะเวลาดำเนินการ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

งบประมาณ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ผู้รับผิดชอบโครงการ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
หน่วยงานที่ให้การสนับสนุน
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
การประเมินผล
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
บทที่ 2
การกำหนดวิธีพัฒนากระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
1.การกำหนดวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
แนวการเขียน
ความรู้ที่เขียน ควรเป็นงานที่พัฒนาต่อยอดจากงานประจำที่ทำอยู่ ได้รับการยอมรับ หรือได้รับรางวัล หรือมีผู้อื่น หน่วยงานอื่นนำไปใช้
ระบุความสำเร็จหรือได้รับการยอมรับอย่างชัดเจน
ระบุข้อจำกัดในการนำไปใช้
ข้อความควรจะมีความยาวประมาณ 2 - 3 หน้ากระดาษ A4
แนวการพิจารณา
เน้นวิธีปฏิบัติที่สร้างความพึงพอใจให้แก่ทุกคนในองค์กร
เป็นวิธีปฏิบัติที่ครบวงจรของระบบคุณภาพ PDCA
องค์กร บุคคลนั้น สามารถบอกได้ว่า ทำอะไร (What) ทำอย่างไร (How) และทำไมจึงทำ (Why)
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามข้อกำหนด เป้าหมาย หรือตัวชี้วัดที่กำหนด
วิธีปฏิบัตินั้น สามารถบอกได้ว่าเกิดจากปัจจัยใดเป็นวิธีปฏิบัติที่ต่อเนื่องและยั่งยืน
วิธีปฏิบัตินั้นใช้กระบวนการการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เช่น การเล่าเรื่อง (Story Telling) แล้วถอดองค์ความรู้จากการทำงาน

ตัวอย่าง แบบฟอร์มการเขียน Best Practice
ตัวอย่างที่ 1
การเขียน Best Practice Model ทีดี ต้องมีหลักการเขียนซึ่งมีองค์ประกอบ ดังนี้
1. ชื่อกิจกรรม/สิ่งดีๆ
2. สถานที่ตั้งของกิจกรรม / สิ่งดีๆ
3. ความเป็นมาหรือสาเหตุที่ทำให้เกิดแนวคิดในการดำเนินการในเรื่องนี้
4. วิธีการหรือขั้นตอนในการดำเนินการ มีอะไรบ้าง
5. กิจกรรมในสิ่งดีๆ นี้ มีอะไรบ้าง (มีภาพประกอบ)
6. ผลสำเร็จ จุดเด่นหรือข้อดี ที่บังเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง
7. อื่นๆ ที่ท่านชื่นชม อยากจะเล่าสู่กันฟัง


ตัวอย่างที่ 2
แบบฟอร์มกระบวนการหรือวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)

1. ชื่อผลงาน ......................................................................................................................................
2. ชื่อเจ้าของผลงาน ..........................................................................................................................
3. เกริ่นนำ .........................................................................................................................................
4. ผลสำเร็จ .......................................................................................................................................
5. ผลการได้รับการยอมรับ ................................................................................................................
6. กิจกรรม/ วิธีการ/ ขั้นตอนที่สำคัญ ...............................................................................................
คำสำคัญ (Keywords) .......................................................................................................................
วันที่นำส่งข้อมูล ..................................................................................................................................
ผู้นำส่งความรู้ .....................................................................................................................................
หน่วยงาน ...........................................................................................................................................
โทรศัพท์ .............................................................................................................................................
E mail ............................................................................................................................................
อธิบายความหมายของแบบฟอร์ม
กระบวนการหรือวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
1. ชื่อผลงาน ชื่อผลงานที่นำมาเสนอ
2. ชื่อเจ้าของผลงาน ชื่อเจ้าของผลงาน ตำแหน่ง สถานที่ทำงาน
E mail โทรศัพท์
3. เกริ่นนำ บอกถึงสภาพที่เป็นอยู่ของหน่วยงาน ความต้องการ พัฒนา
หรือแก้ปัญหา และเมื่อนำกระบวนการหรือวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
มาใช้ทำให้เกิดผลสำเร็จอะไรบ้าง (การเขียนในส่วนนี้ควรเขียน ให้เร้าความสนใจ)
4. ผลสำเร็จ ผลลัพธ์หรือประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินงาน
5. ผลการได้รับการยอมรับ ถ้ามีรางวัลหรือหลักฐานที่แสดงการยอมรับให้ระบุชื่อ
หน่วยงาน และระดับที่ได้รับ
6. กิจกรรม/ วิธีการ/ ขั้นตอน นำเสนอกิจกรรม วิธีดำเนินการ ขั้นตอน
ที่แสดงถึงการปฏิบัติงาน ที่เป็นเลิศ
7. ข้อจำกัดในการนำไปใช้ สถานการณ์ที่ทำให้กระบวนการหรือวิธีการ
ปฏิบัติที่เป็นเลิศไม่ประสบผลสำเร็จ
8. คำสำคัญ (Keywords) เรื่องที่นำเสนอเป็นสาระความรู้ด้านใดใน 8 สาขา
และเป็นเรื่องใดในสาระความรู้นั้น
9. วันที่ นำส่งข้อมูล วัน เดือน ปี ที่นำส่งข้อมูลทาง Website
10. ผู้นำส่งความรู้ ชื่อของผู้ที่เป็นเจ้าของผลงานหรือผู้ที่นำผลงาน
มานำเสนอในเว็บไซต์
ตัวอย่างที่ 3

การปฏิบัติที่ดีเลิศ (Best Practices)
เรื่อง .......................................................................................
ชื่อ ........................ชื่อสกุล ..............................ตำแหน่ง ..........................................
โรงเรียน.................................................สังกัด..................................................
1. บทนำ
- สภาพข้อมูลทั่วไป
- สภาพปัญหาที่จะศึกษาค้นคว้า
- วัตถุประสงค์ที่จะศึกษาค้นคว้า
2. ผลกระทบและระบบงาน
- บรรยายลักษณะถึงผลงานดีอย่างไร
มีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้
1) การวางแผน (P) ทำอย่างไร ศึกษางานวิจัย
2) การปฏิบัติ (D) ค้นคว้าศึกษา วางโครงสร้างการทำงาน , นำไปปฏิบัติ
3) การตรวจสอบประเมินผล (C) วัดประเมินผลเทียบเกณฑ์แล้วแปลผล
4) การปรับปรุง และพัฒนา (A) ปรับปรุงในข้อบกพร่องและเสนอแนะ
5) สรุปเขียนเป็น Flow Chart เช่น ยุทธศาสตร์การพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ


3. ปัจจัยเกื้อหนุน ดีเพราะอะไร มีอะไรบ้างที่ส่งผลต่อความสำเร็จครั้งนี้ (ทรัพยากรทางการบริหาร)
4. ผลการดำเนินงาน
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เมื่อเทียบกับเกณฑ์/แนวโน้ม เช่น แผนยุทธศาสตร์ สู่การปฏิบัติผู้บริหารใช้แผนเป็นเครื่องมือ การดำเนินงานตามกลยุทธ์ทั้ง 6 สนองนโยบายของ สพฐ. ตลอดทั้งตัวชี้วัดความสำเร็จ
5. บรรณานุกรม
6. ภาคผนวก
- คำสั่ง
- ภาพถ่าย
- เกียรติบัตร
- ผลการประเมินจากหน่วยงานต้นสังกัด / จังหวัด / กรม / กระทรวง
- หน่วยงานอื่นมาศึกษาดูงาน
- คำชมเชย
ตัวอย่างวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ( Best Practice)
ชื่อผลงาน การพัฒนาความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของผู้เรียนให้เต็มศักยภาพเพื่อการแข่งขัน
ในระดับนานาชาติ
โดย นายองอาจ สง่างาม ผู้อำนวยการโรงเรียนเขาหลวง
1. ความเป็นมา
แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตาม พ.ร.บ.การศึกษาชาติ พ.ศ.2542 ได้กำหนดแนวทางไว้ตามมาตรา 24 คือ จัดเนื้อหาสาระให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และฝึกปฏิบัติให้เกิดการคิดเป็นทำเป็น และมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์และตามหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ได้กำหนดให้สาระภาษาไทยและคณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือแห่งการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาระคณิตศาสตร์จำเป็นต้องมีการเพิ่มความสามารถให้กับผู้เรียนให้เต็มศักยภาพ เพื่อเตรียมการในการเสริมประสบการณ์ด้านการแข่งขันเวทีวิชาการในระดับนานานชาติ และที่สำคัญ ชุมชนและผู้ปกครองมีความต้องการให้โรงเรียนดำเนินการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนในด้านคณิตศาสตร์ ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติให้ได้ ฉะนั้น โรงเรียนจะได้จัดทำโครงการพัฒนาความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของผู้เรียนให้เต็มศักยภาพเพื่อการแข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องและระยะยาว








2. การพัฒนาระบบคุณภาพของโรงเรียน
โรงเรียนได้กำหนดแผนพัฒนาความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ
ดังนี้




























3. วิธีการที่เป็นเลิศ
3.1 ศึกษาหลักการแนวคิดในการเพิ่มศักยภาพผู้เรียนโดยให้คณะทำงานและผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทำการศึกษาและนำเสนอในที่ประชุมกำหนดแนวทางปฏิบัติงานที่ชัดเจน
3.2 กำหนดรูปแบบการพัฒนาโดยจัดทำหลักสูตรแบบปีครึ่งหมายความว่าจัดทำหลักสูตรคณิตศาสตร์ใหม่ ดังนี้
ป.1 ใช้เนื้อหาของ ป.1 รวมกับ ป.2 ภาคเรียนที่ 1
ป.2 ใช้เนื้อหาของ ป.2 รวมกับ ป.3 ภาคเรียนที่ 1
ป.3 ใช้เนื้อหาของ ป.3 รวมกับ ป.4 ภาคเรียนที่ 1
ป.4 ใช้เนื้อหาของ ป.4 รวม ป.5 - 6 (บางเรื่อง)
ป.5 ใช้เนื้อหาของ ป.6 รวม ม.1
ป.6 ใช้เนื้อหาของ ป.6 รวม ม.1 3
3.3 กำหนดคัดกรองนักเรียน ได้ดำเนินการ ดังนี้
1) ทำการวัดแววทางคณิตศาสตร์นักเรียน ป.1 ทุกคน เพื่อคัดเลือกบทเรียนไว้ประมาณ 20% (ประมาณ 40 60 คน) นำนักเรียน 40 60 การใช้หลักสูตรเสริมที่เตรียมไว้สอนเพิ่มเติมใช้ช่วงเวลาบ่ายของวันจันทร์ วันพุธและวันศุกร์ 1 ชม.
2) นักเรียน ป.2 ใช้วิธีคัดกรองจากนักเรียน ป.1 40 60 คน โดยใช้เครื่องมือคัดนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ประมาณ 30 40 คน ใช้หลักสูตรคณิต ป.2 สอนช่วงบ่ายวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ วันละประมาณ 1 ชม. จะทำเช่นนี้เป็นลูกโซ่ต่อเนื่องจนกระทั่งถึง ป.6 ตามขีดความสามารถ ของผู้เรียน
3) การเสริมความสามารถภายในโรงเรียนในแต่ละภาคเรียนจะมีกิจกรรมทางวิชาการ โดยการแบ่งความสามารถทางวิชาการทุกสาระ
4) ทำการคัดเลือกนักเรียนไว้เพื่อส่งเสริมการแข่งขันในระดับเขตพื้นที่ ระดับประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนได้จัดเวทีวิชาการด้านคณิตศาสตร์ให้นักเรียน ได้แสดงความสามารถทางคณิตศาสตร์มากขึ้น
3.4 การจัดบุคลากรในการสอนโรงเรียน ได้คัดเลือกบุคลากรที่มีความสามารถในด้านคณิตศาสตร์ ให้เข้าโครงการและส่งอบรมเข้มกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สสวท. สมาคมคณิตศาสตร์แห่งประเทศไทยนอกจากนี้ยังมีการเชิญวิทยากรภายนอกมาร่วมด้วยเป็นครั้งคราว
3.5 การประเมินผลการดำเนินงาน จะมีคณะกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองและศึกษานิเทศก์ได้เข้ามามีส่วนร่วมโครงการประเมินและให้ข้อเสนอแนะในการปรับยุทธ์ศาสตร์การทำงานเป็นระยะๆ

4. ผลการดำเนินงาน
4.1 ผู้ปกครองนักเรียนให้ความสนใจมากที่จะนำลูกหลานของตนเองเข้าโครงการนี้ โดยพยายามเอาใจใส่ดูแลในด้านการเรียนการสอนเป็นอย่างดี
4.2 ได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองอย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะในด้านงบประมาณ เพราะ การจัดทำแบบฝึกนั้นจะต้องใช้วัสดุมากผู้ปกครองทุกคนมีความยินดีมาก
4.3 โรงเรียนเป็นที่ยอมรับของชุมชนเป็นอย่างมากในด้านวิชาการ
4.4 คณะครูอาจารย์มีความภาคภูมิใจในการทำงานและได้รับการยกย่องจากชุมชนเป็นอย่างดี
4.5 นักเรียนของโรงเรียนมีความสามารถด้านคณิตศาสตร์เป็นอย่างดี โดยได้รับการคัดเลือก เป็นตัวแทนนักเรียนไปแข่งขันในระดับนานาชาติทุกปี

5. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
5.1 คณะกรรมการสถานศึกษาและบุคลากรในสถานศึกษา มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาการศึกษาที่ก้าวไกล
5.2 การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมให้ความสำคัญบุคลากรทุกฝ่าย และสนองการจัดการศึกษาตามความต้องการของชุมชนและผู้ปกครองเอง
5.3 ผู้ปกครองและชุมชนได้เห็นว่าสถานศึกษาให้สิ่งที่ดีต่อลูกหลานของเขาอย่างแท้จริงและเป็นที่มั่นใจได้ว่าลูกหลานของเราเรียนที่นี้ได้ทั้งความรู้และเป็นคนดีของสังคม

6. บทเรียนที่ได้รับ
โรงเรียนได้พัฒนารูปแบบการสอนมาโดยตลอด จะเห็นว่า ครูมีความสำคัญมาก ฉะนั้น การมีบุคลากรเก่งไม่ใช่ว่าจะทำงานสำเร็จ แต่บุคลากรทำงานแบบมีส่วนร่วมกันทำอย่างจริงจังและจริงใจงานนั้นสำเร็จได้ทุกงาน









กิจกรรมที่ 2
การกำหนดขั้นตอนพัฒนาสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ

คำชี้แจง ให้ดำเนินการเลือกงานที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำ และประเมินผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ
หรือคิดว่าท่านปฏิบัติแล้วประสบผลสำเร็จ หรือเป็นที่ยอมรับ มาจำนวน 1 ประเด็น
เพื่อใช้ประกอบการพิจารณากำหนดวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ ตามขั้นต่างๆ
ข้อ 1 ประเด็นที่เลือกมา 1 อย่าง ได้แก่ ....................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ข้อ 2 ประเด็นที่ท่านเลือกมา แก้ปัญหาหรือพัฒนาสิ่งใด
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ข้อ 3 สาเหตุที่ต้องแก้ปัญหาหรือพัฒนาครั้งนี้คืออะไร
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ข้อ 4 ให้ระบุกิจกรรมที่เป็นขั้นตอนสำคัญที่ท่านนำมาใช้หรือปฏิบัติอย่างได้ผลดีบรรลุตามที่ต้องการ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ข้อ 5 กระบวนการดังกล่าวใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนากลุ่มเป้าหมายใด
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ข้อ 6 ฝึกตั้งชื่อขั้นตอน/กระบวนการ (ใหม่ให้ร้อยรัดกัน ข้อ 4)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ข้อ 7 จุดเด่น
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ข้อ 8 ประโยชน์ที่พัฒนา
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ข้อ 9 นำไปใช้ประโยชน์กับใครบ้างนอกจากเป้าหมายที่พัฒนา
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ข้อ 10 ผลงานครั้งนี้ .. คิดเอง ..... ประยุกต์จากแนวคิดผู้อื่น ..... ลอกเลียนแบบผู้อื่น
บทที่ 3
การวางแผนดำเนินการ

ความหมายของการวางแผน
มีผู้ให้คำจำกัดความของการวางแผนไว้หลายลักษณะ เช่น การวางแผน คือ การมองอนาคต
การเล็งเห็นจุดหมายที่ต้องการ การคาดปัญหาเหล่านั้นไว้ล่วงหน้าไว้อย่างถูกต้อง ตลอดจนการหาทาง แก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านั้น

การวางแผน
เป็นการใช้ความคิดมองจินตนาการตระเตรียมวิธีการต่างๆ เพื่อคัดเลือกทางที่ดีที่สุดทางหนึ่ง กำหนดเป้าหมายและวางหมายกำหนดการกระทำนั้น เพื่อให้สำเร็จลุล่วงไปตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ การวางแผนเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับการกำหนดสิ่งที่จะกระทำในอนาคต การประเมิน
ผลของสิ่งที่กำหนดว่าจะกระทำและกำหนดวิธีการที่จะนำไปใช้ในการปฏิบัติ ถ้าจะกล่าวโดยสรุป การวางแผนก็คือการคิดการหรือกะการไว้ล่วงหน้าว่าจะทำอะไร ทำไม ทำที่ไหน เมื่อไร อย่างไร และใครทำ

ความสำคัญของการวางแผน
ถ้าจะเปรียบเทียบระบบการศึกษากับคน การวางแผนก็เปรียบเสมือนสมองของคน ซึ่งถ้ามองในลักษณะนี้แล้ว การวางแผนก็มีความสำคัญไม่น้อยทีเดียว เพราะถ้าสมองไม่ทำงานส่วนอื่นๆของร่างกาย เช่น แขน ขา ก็จะทำอะไรไม่ได้ หรือถ้าคนทำงานไม่ใช้สมอง คือทำงานแบบไม่มีหัวคิด
ก็ลองนึกภาพดูก็แล้วกันว่าจะเป็นอย่างไร คนทุกคนต้องใช้สมองจึงจะทำงานได้ ระบบการศึกษา
หรือการจัดการศึกษาก็เช่นเดียวกัน ต้องมีการวางแผน คือ อย่างน้อยต้องมีความคิด การเตรียมการ
ว่าจะจัดการศึกษาเพื่ออะไร เพื่อใคร อย่างไร

ประโยชน์ของการวางแผน
1. การวางแผนเป็นเครื่องช่วยให้มีการตัดสินใจอย่างมีหลักเกณฑ์ เพราะได้มีการศึกษาสภาพเดิมในปัจจุบันแล้ว กำหนดสภาพใหม่ในอนาคต ซึ่งได้แก่การตั้งวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมาย แล้วหาลู่ทางที่จะทำให้สำเร็จตามที่มุ่งหวัง นักวางแผนมีหน้าที่จัดทำรายละเอียดของงานจัดลำดับความสำคัญ พร้อมทั้งข้อเสนอแนะที่ควรจะเป็นต่างๆ เพื่อให้ผู้มีหน้าที่ตัดสินใจพิจารณา
2. การวางแผนเป็นศูนย์กลางประสานงานเช่น ในการจัดการศึกษาเราสามารถใช้การวางแผน เพื่อประสานงานการศึกษาทุกระดับและทุกสาขาให้สอดคล้องกันได้
3. การวางแผนทำให้การปฏิบัติงานต่างๆเป็นไปโดยประหยัดมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพราะการวางแผนเป็นการคิดและคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าและเสนอทางเลือกที่จะก่อให้เกิดผลที่ดีที่สุด
4. การวางแผนเป็นเครื่องมือในการควบคุมงานของนักบริหารเพื่อติดตามตรวจสอบการปฏิบัติงานของฝ่ายต่างๆให้เป็นไปตามนโยบายและเป้าหมายที่ต้องการ

แนวทางการพิจารณา Best Practices ที่จะกำหนดในแผนดำเนินการ
วิธีปฏิบัติในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาที่จะเรียกได้ว่าเป็น Best Practices นั้น มีแนวทาง การพิจารณา 6 ข้อ ดังนี้
1. วิธีปฏิบัตินั้นดำเนินการบรรลุผลได้สอดคล้องกับความคาดหวังของชุมชนหรือผู้ปกครองที่มีต่อสถานศึกษาหรือเป็นวิธีปฏิบัติที่สร้างความพึงพอใจให้กับทุกคนในสถานศึกษาได้
2. วิธีปฏิบัตินั้น ผ่านกระบวนการนำไปใช้อย่างเป็นวงจรจนเห็นผลอย่างชัดเจนว่าทำให้เกิดคุณภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือวิธีปฏิบัตินั้นมีกระบวนการ PDCA จนเห็นแนวโน้มของตัวชี้วัดความสำเร็จที่ดีขึ้น
3. สถานศึกษาสามารถบอกเล่าถึงวิธีปฏิบัตินั้นได้ว่า ทำอะไร? (what) ทำอย่างไร? (how) และ ทำไม? จึงทำ หรือทำไปทำไม? (why)
4. ผลลัพธ์จากวิธีการปฏิบัตินั้น เป็นไปตามองค์ประกอบ ข้อกำหนดของการพัฒนาคุณภาพเชิงระบบ
5. วิธีปฏิบัตินั้นสามารถระบุได้ว่าเกิดจากปัจจัยสำคัญที่ชัดเจน และปัจจัยนั้นก่อให้เกิดการปฏิบัติที่ต่อเนื่องและยั่งยืน
6. วิธีปฏิบัตินั้นใช้กระบวนการจัดการความรู้ (KM: Knowledge Management) เช่น การเล่าเรื่อง (Storytelling) ในการถอดบทเรียนจากการดำเนินการ

กระบวนการค้นหา Best Practices ในสถานศึกษาเพื่อกำหนดในแผนดำเนินการ
สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา เช่น ผู้ปฏิบัติงานของระบบโดยตรง ที่เรียกว่า ชุมชนแนวปฏิบัติ (Community of Practices) ผู้ประเมินคุณภาพ ศึกษานิเทศก์ หรือผู้ให้คำปรึกษาการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษา สามารถค้นหา Best Practices ได้โดยใช้กระบวนการดังนี้
1) การค้นหาว่าสถานศึกษาหนึ่งๆ มีวิธีปฏิบัติในการพัฒนาคุณภาพอย่างไร จะต้องวิเคราะห์บริบทของสถานศึกษา ความคาดหวังของผู้ปกครอง และชุมชนรวมทั้งผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ ว่าคาดหวังกับสถานศึกษานี้อย่างไรบ้าง
2) ค้นหาว่าสถานศึกษามีวิธีปฏิบัติดีๆ ที่ดำเนินการได้สอดคล้องกับความคาดหวัง ตามข้อ 1) อย่างไรบ้าง
3) พิจารณาว่าวิธีปฏิบัติดีๆ เหล่านั้นมีการนำไปใช้จริงอย่างครบวงจร PDCA หรือไม่ เพื่อยืนยันว่าวิธีปฏิบัติดีๆ นั้นถูกนำไปใช้จริง และเป็น นวัตกรรม การทำงานของสถานศึกษา ได้หรือไม่
4) ใช้กระบวนการจัดการความรู้ เช่น เรื่องเล่าเร้าพลัง (Story telling) ในการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติของผู้เกี่ยวข้อง โดยมีรายละเอียด
- กำหนดเป้าหมายของการแลกเปลี่ยนวิธีปฏิบัติ (Knowledge Vision)
- เล่าประสบการณ์จากการปฏิบัติการ (Knowledge Sharing)
- สรุปเป็นวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Knowledge Asset)
5) วิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จ บทเรียนที่สถานศึกษาได้เรียนรู้จากการดำเนินการตามวิธีปฏิบัติเหล่านั้น
กิจกรรมที่ 4
การดำเนินการพัฒนากระบวนการสู่วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ

คำชี้แจง วางแผนนำขั้นตอนของวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศที่กำหนดไว้ จากกิจกรรมที่ 3 ดำเนินการ
วางแผนพัฒนาระบบงานรองรับตามขั้นที่กำหนด
1. ขั้นตอนที่กำหนดมีจำนวนกี่ขั้นตอน

2. แต่ละขั้นตอนจะมีสื่อ นวัตกรรม วิธีการอะไรพัฒนากลุ่มเป้าหมาย





3. กำหนดรายละเอียดสร้าง สื่อ นวัตกรรม หรือวิธีการเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อใช้พัฒนากลุ่มเป้าหมาย







4. วางแผนเขียนคู่มือกำกับการใช้ทุกขั้นตอนที่กำหนด
1. การดำเนินการใช้
2. การประเมินผลการดำเนินการ
3. การประเมินความสำเร็จ (ผลที่เกิดกับผู้เรียน ผลที่เกิดกับสถานศึกษา และผลที่เกิด
กับภาพรวมของสังคมและชุมชน)


























บรรณานุกรม

กาญจนา เกียรติประวัติ. (2534). นวัตกรรมทางการศึกษา. กรุงเทพฯ : ภาควิชาหลักสูตร
และการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
กิ่งฟ้า สินธุวงษ์. (2545). การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง.
ปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง : หลักการสู่ปฏิบัติ. ขอนแก่น : โรงพิมพ์
คลังนานาวิทยา.
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สำนักงาน. (2546). ส่งเสริมเด็กไทยให้สร้างงาน.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.).
ชวลิต ศุภศักดิ์ธำรง. (2550). ความสำเร็จในการนำแนวคิดการจัดการความรู้ไปปฏิบัติในองค์กร
และผลของการจัดการความรู้ต่อบุคลากร. วิทยานิพนธ์หลักสูตรพัฒนาแรงงานและสวัสดิการ
มหาบัณฑิต, คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ทิศนา แขมมณี. 2541. การเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด, การปฏิบัติการเรียนรู้
ตามแนวคิด 5 ทฤษฏี. กรุงเทพฯ : โอเดียนสแควร์.
ถวัลย์ มาศจรัส. (2546). การ์ตูนกับการสอน. ประชาศึกษา, 33 (มิถุนายน), 4-8.
รัตนา ปานภู่ทอง. (2550). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัย
นเรศวร. วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิทยาการจัดการ,
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
บุญชม ศรีสะอาด. (2547). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : สุวิริยาสาส์น.
บุญดี บุญญากิจ, ดร. และ กมลวรรณ ศิริพานิช. (2546) . Benchmarking ทางลัดสู่ความเป็นเลิศ
ทางธุรกิจ. กรุงเทพฯ : อินโนกราฟฟิกส์.
วัฒนาพร ระงับทุกข์. (2542). การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง.
กรุงเทพฯ : บริษัท แอล ที เพรส จำกัด.
วิชัย วงษ์ใหญ่. (2542). กระบวนทัศน์ใหม่ : การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคคล.
กรุงเทพฯ : ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
สมชัย โกมล. (2548). 20 วิธีการจัดการเรียนรู้. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด
ภาพพิมพ์.
อเนก รัศมี. (2550). Best of Best Practice การนิเทศกระบวนการจัดการความรู้สู่ความเป็นเลิศ.
สืบค้นเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2552, จาก http://www.kroobannk.com/blog/16703


อารี พันธ์มณี. (2543). การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์สู่ความเป็นเลิศ. กรุงเทพฯ : ภาควิชาการ
แนะแนวและจิตวิทยาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ประสานมิตร.
อุดม เสียดขุนทด. (2544). รายงานการใช้เทคนิคการเรียนการสอนเพื่อปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้
สู่เกณฑ์มาตรฐาน โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนและชุมชน โรงเรียนบ้านไร่ฯ. สำนักงาน
การประถมศึกษาอำเภอด่านขุนทด สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา.

























ประวัติผู้เขียน
























  • ชอบ
วิธีปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice)
โพสต์เมื่อวันที่ : 18 มี.ค. 2552 เปิดอ่าน : 11080 / 0 ความเห็น
คะแนนของ BLOG นี้ (51.16%-43 ผู้โหวต)


Share | บริการนำเนื้อหานี้ไปแปะไว้ที่ .....


แบบบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ (Best Practice)
ด้านการเรียนการสอนรายวิชา
ช่างเขียนภาพทิวทัศน์
ช่วงชั้นที่ 3
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2













โดย

นายถวัลย์ แก้วพา
โรงเรียนบ้านโนนค้อ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 5
อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
จากการดำเนินงานตามนโยบาย
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีงบประมาณ 2551


คำนำ
การเรียนการสอนจะมีประสิทธิภาพได้ ขึ้นอยู่กับบุคคลที่จะทำให้งานบรรลุเป้าหมายหรือปฏิบัติงานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้โรงเรียนบ้านโนนค้อ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการเรียนการสอนวิชาชีพนักเรียน จึงได้นำ รายวิชาช่างเขียนภาพทิวทัศน์ มาจัดการเรียนการสอนเพื่อให้การจัดการเรียนจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลแก่ผู้เรียน
ในการจัดการเรียน รายวิชาช่างเขียนภาพทิวทัศน์ สำเร็จลุล่วงได้ดี เพราะได้รับความร่วมมือจากผู้บริหาร คณะครู ชุมชน และคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนบ้านโนนค้อ และขอขอบพระคุณ นายสนธิศักดิ์ พิลากุล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโนนค้อ สำนักงานเขตพื้นที่อุบลราชธานี เขต 5 และนายชานนท์ แสนยามาศ รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโนนค้อ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ที่ให้คำปรึกษาในการเขียนรายงาน (Best Practices) ด้านการเรียนการสอน ในครั้งนี้
คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายวิชาช่างเขียนภาพทิวทัศน์ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนรายวิชาศิลปะ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำขอน้อมรับไว้ เพื่อแก้ไขพัฒนาปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไป

นายถวัลย์ แก้วพา
ผู้จัดทำ
โรงเรียนบ้านโนนค้อ
มกราคม 2552


แบบบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ (Best Practice)
จากการดำเนินงานตามนโยบายสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีงบประมาณ 2551
จากการดำเนินงานตามกลยุทธ์ของสำนักงานคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ประจำปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านโนนค้อมีวิธีการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ
(Best Practice) ในกลยุทธ์ที่ 5 ขอสรุปข้อมูลดังนี้
โรงเรียนบ้านโนนค้อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ชื่อ
(Best Practice) ช่างเขียนภาพทิวทัศน์ (สาระเพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สอดคล้องกับประเด็นหลัก/กลยุทธ์ 5.1 การส่งเสริม สนับสนุนองค์คณะบุคคลให้มีส่วนร่วมในการจัดและพัฒนาการศึกษาในเขตพื้นที่และสถานศึกษาตามบทบาทหน้าที่
.............................................................................................................................................................
1. แนวคิด/ความเป็นมาช่างเขียนภาพทิวทัศน์ สาระศิลปะหลักสูตรเพิ่มเติมชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโนนค้อ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
สืบเนื่องจากปีการศึกษา 2538 ด้วยและแนวคิดตามสภาพปัจจุบันปัญหาในขณะนั้น ได้จัดทำหลักสูตรช่างเขียนภาพทิวทัศน์ในกลุ่มวิชาเลือกเสรีในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความเข้าใจการเขียนภาพทิวทัศน์ ซึ่งเป็นการจัดทำหลักสูตรเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียนและชุมชนในขณะนั้น และได้ประเมินหลักสูตรช่างเขียนภาพทิวทัศน์ปีต่อมาพบว่าหลักสูตรช่างเขียนภาพทิวทัศน์ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความสำเร็จและพอใจในผลการเรียนชุมชนให้การสนับสนุนและความสำเร็จของพี่ทำให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่รุ่นน้อง จากการสำรวจรุ่นน้องแต่ละปีการศึกษาพบว่ารุ่นน้องและผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังต้องการให้เปิดเรียนวิชาช่างเขียนภาพทิวทัศน์ และด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรโรงเรียนจึงเห็นควรให้หลักสูตรวิชาช่างเขียนภาพทิวทัศน์ดำเนินการเรียนการสอนในสาระวิชาเพิ่มเติมต่อไป
2. วัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมการเรียนรู้การเขียนภาพทิวทัศน์
ภาพเขียนทิวทัศน์เป็นฝีมือมนุษย์และภาพเขียนทิวทัศน์ได้สะท้อนภาพความงามธรรมชาติ การได้เขียนภาพทิวทัศน์ก็เท่ากับการได้สัมผัสกับธรรมชาติ ทำให้ผู้เขียนเกิดอารมณ์สุนทรีย์เพลิดเพลินจำเริญใจ ส่งผลให้จิตใจอ่อนโยน สุขสงบร่มเย็น ตลอดจนทำให้ผู้เขียนภาพทิวทัศน์ เกิดความรักและหวงแหนธรรมชาติ ซึ่งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การเขียนภาพทิวทัศน์ ก็เพื่อหวังให้นักเรียนบรรลุจุดประสงค์ดังกล่าว รวมทั้งการที่นักเรียนสนใจและได้รับการฝึกฝนการเขียนภาพทิวทัศน์ตามกระบวนการจัดการเรียนรู้ เชื่อว่าจะทำให้ผู้เรียนสามารถเกิดทักษะกระบวนการในการเขียนภาพตลอดจนเกิดความพึงพอใจ มีเจตคติที่ดีต่อการเขียนภาพทิวทัศน์ ซึ่งเป็นเส้นทางสู่อาชีพอิสระในอนาคตได้อีกเส้นทางหนึ่ง
2
การสร้างนักเรียนศิลปะก็เท่ากับการการช่วยกันสร้างคนดีให้เกิดขึ้นในห้องเรียน ผู้สอนเชื่อว่าการสอนศิลปะคือการสอนมนุษย์ให้เกิดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ในสิ่งดีงามได้
3. กลุ่มเป้าหมายในการนำ Best Practice ไปใช้
นักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทุกปีการศึกษา
4. ขั้นตอนการพัฒนา(ระยะตั้งแต่เริ่มพัฒนา)
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาช่างเขียนภาพทิวทัศน์ได้ถือกำเนิดและดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามวัตถุประสงค์เมื่อปีการศึกษา 2538 เป็นต้นมาและได้มีการประเมินหลักสูตรและได้พัฒนาต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบันซึ่งครูผู้สอนได้ดำเนินการดังนี้
1. สำรวจความพร้อมของนักเรียนและออกแบบสำรวจความต้องการของนักเรียนและชุมชน
2. วิเคราะห์หลักสูตรสร้างเครื่องมือ(การจัดกิจกรรมและนวัตรกรรม) ได้แก่แผนการจัดกิจกรรมวิชาช่างเขียนภาพทิวทัศน์และหนังสืออ่านประกอบวิชาช่างเขียนภาพทิวทัศน์ (ช 0172)
3. ทดลองใช้ หาค่าประสิทธิภาพของเครื่องมือด้วยการทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 1:1, 1:10, 1:40:ซึ่งการทดลองแต่ละครั้งเพื่อปรับปรุงเครื่องมือ
4. ขออนุมัติหลักสูตรจากกรรมการสถานศึกษาและคณะกรรมการกลุ่มมัธยมกลุ่ม 4
5. ทดลองใช้เครื่องมือกับกลุ่มทดลองครั้งแรกเมื่อปีการศึกษา 2538 กับกลุ่มเป้าหมายนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1 ห้องเรียน 20 คนผลปรากฏว่านักเรียนส่วนใหญ่เข้าใจและสามารถเขียนภาพทิวทัศน์ได้และเมื่อสำรวจเจตคตินักเรียนพบว่านักเรียนชอบวิชาช่างเขียนภาพทิวทัศน์
6. เขียนรายงานถึงความสำเร็จของการใช้เครื่องมือเพื่อขอกำหนดตำแหน่งต่อ ก.ค.ผลปรากฏว่าคณะอนุกรรมการ ก.ค. เห็นควรให้ปรับปรุงนวัตรกรรมให้เป็นเอกสารคำสอนซึ่งได้เริ่มปรับปรุงผลงานโดยแก้ไขปรับปรุงทั้งระบบจากหนังสืออ่านประกอบโดยมีการ์ตูนบรรยายเนื้อหาปรับปรุงเป็นเอกสารคำสอนตามความเห็นของก.ค.และเมื่อเสนอผลงานปรับปรุงผลปรากฎว่าผลงานผ่านการประเมินต่อมาจึงได้จัดพิมพ์เผยแพร่ผลงานในโรงเรียนต่างๆ
7.ต่อมาแต่ละปีได้สำรวจความสนใจของผู้เรียนพบว่านักเรียนและผู้ปกครองให้เปิดสอนวิชาช่างเขียนภาพทิวทัศน์ทางโรงเรียนจึงได้ดำเนินการเปิดทำการสอนหลักสูตรในโรงเรียนเรื่อยมาตามความต้องการของนักเรียนและชุมชน
5. รายละเอียด Best Practice กิจกรรมดำเนินงานขั้นตอนการใช้
หลังจากได้ผ่านกระบวนการในการพัฒนานวัตรกรรมได้แก่เอกสารประกอบการสอนช่างเขียนภาพทิวทัศน์ไปช้ามแผนการจัดกิจกรรมดังนี้
1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทฤษฎี
3
1.1 แบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็นกลุ่มๆละพอประมาณเพื่อเป็นการฝึกทักษะในการทำงานกลุ่ม
1.2 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้
1.3 ทดสอบก่อนเรียน
1.4 ครูนำเข้าสู่บทเรียนเพื่อเร้าความสนใจ
1.5 ตัวแทนกลุ่มรับเอกสารประกอบการเรียนเขียนภาพทิวทัศน์ไปศึกษา
1.6 ช่วยกันสรุปเนื้อหาตามประเด็นคำถามที่กำหนดให้
1.7 ตัวแทนกลุ่มนำเสนอผลงาน
1.8 ครูและนักเรียนช่วยกันสรุปเนื้อหา
2. การจัดกิจกรรมการปฏิบัติ
2.1 ให้นักเรียนทดลองปฏิบัติโดยอิสระ
2.2 ครูสาธิต และให้นักเรียนปฏิบัติตาม
3. การประเมินผล
3.1 เก็บข้อมูล ผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนและด้านทักษะกระบวนการ เพื่อหาค่า E1 และ E2 เพื่อหาค่าประสิทธิภาพของเครื่องมือและหาค่า t-test เพื่อหาค่าความแตกต่างของผลคะแนน และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์
4. เมื่อสิ้นปีการศึกษารายงานผลการใช้นวัตรกรรมประจำปีการศึกษา
5. ปรับปรุงข้อผิดพลาดของเครื่องมือ
6. เผยแพร่ผลงาน
6. องค์ความรู้ที่เกิดกับผู้เรียน
หลังจากที่ได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการเรียนรู้และเอกสารประกอบการสอน ได้แก่หนังสืออ่านประกอบการเขียนภาพทิวทัศน์ ผลปรากฏว่า
1. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น
2. นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการเรียนในระบบกลุ่ม
3. นักเรียนสามารถวาดภาพทิวทัศน์ได้
4. นักเรียนมีความสุขในการเรียน
5. นักเรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อวิชาศิลปะได้
6. นักเรียนมีอารมณ์สุนทรีย์ จิตใจดีงามรักและหวงแหนธรรมชาติ
7. นักเรียนวาดภาพบริการสังคมได้
8. นักเรียนสามารถนำวิชาศิลปะบูรณาการกับสาระวิชาอื่นได้ เช่นวาดภาพตกแต่งรายงานวิชาต่างๆ
4
9. เป็นจุดเด่นของมาตรฐานที่ 7 ทำให้ผ่านการประเมินจากคณะกรรมการประเมินภายนอก
10. ส่งเสริมการแสดงออกของนักเรียนได้อีกทางหนึ่ง
11. เป็นผลงานและจุดเด่นของโรงเรียน
7. กระบวนการทบทวน กลั่นกรอง ตรวจสอบ Best Practice เพื่อให้เกิดผลที่เป็นเลิศ
1. ครูผู้สอนต้องสร้างความตระหนักให้แก่นักเรียน ซึ่งจะต้องทำงานตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ พฤติกรรมการทำงาน การร่วมมือ ต้องไม่ก่อให้นักเรียนเกิดความทุกข์ในการเรียน นั่นคือ นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการค้นคว้า ฝึกปฏิบัติ ครูตระหนักถึงผลที่จะเกิดแก่นักเรียน โรงเรียนและสังคม
2. ผู้บริหารมีการกำกับ นิเทศ ติดตาม ส่งเสริมสนับสนุน ให้ขวัญและกำลังใจอย่างสม่ำเสมอ
3. การเรียนรู้ที่ดีควรมีความยืดหยุ่น สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกสถานการณ์เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ และนำมาปรับเปลี่ยนอย่างเหมาะสม กับการเรียนวิชาช่างเขียนภาพทิวทัศน์ และสามารถนำประโยชน์ของการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันและดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
4. ทุกสิ้นปีการศึกษามีการประเมินผลการเรียนโดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาช่างเขียนภาพทิวทัศน์โดยผู้เรียน และผู้ปกครอง ผลปรากฏว่านักเรียนและผู้ปกครองมีความพอใจร้อยละ 100 ทุกปีการศึกษา
8 รูปแบบวิธีการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ Best Practice
8.1 จัดทำเอกสารเผยแพร่ ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมวิชาช่างเขียนภาพทิวทัศน์และหนังสืออ่านประกอบวิชาช่างเขียนภาพทิวทัศน์ (ช 0172) กับโรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 1- 5
8.2 รายงานผลการปฏิบัติการเรียนการสอนต่อผู้บริหารทุกปีการศึกษาและ แจ้งผลการเรียนของนักเรียนให้แก่ผู้ปกครองทราบ
8.3 เผยแพร่ผ่านสื่อต่าง เช่น วิทยุท้องถิ่น วารสาร และเว็บไซต์ของโรงเรียนบ้านโนนค้อ
9. การขยายผล Best Practice/องค์กร หน่วยงานที่มีส่วนร่วม
- ได้ขยายผลการดำเนินงานให้กับโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอื่นที่มาศึกษาดูงาน เช่น โรงเรียนบ้านหนองกินเพล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 โรงเรียนบ้านแพง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 โรงเรียนบ้านโพธิ์ สำนักงานเขตพื้นที่

5
การศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 โรงเรียนบ้านซำงู โรงเรียนบ้านสมสะอาด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ฯลฯ เป็นต้น








  • ชอบ
วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices)
ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน
โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
ชื่อ Best Practices คลินิกให้การปรึกษา
(รายบุคคลและรายกลุ่ม)



วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ( Best Practices )
ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
ชื่อ Best Practices คลินิกให้การปรึกษา (รายบุคคลและรายกลุ่ม)

1. ความเป็นมาและบริบทของโรงเรียน
โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยเป็น โรงเรียนของมูลนิธิสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อ คศ. 1852 นับเป็นโรงเรียนเอกชนแห่งแรกของประเทศไทย ที่มีอายุนับถึงปัจจุบัน 154 ปี ตั้งอยู่เลขที่ 35 ถนนประมวญ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร รหัสไปรษณีย์ 10500

โทรศัพท์ 02-6379020-69 E-Mail : pr@bcc.ac.th สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต1 เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นสถานศึกษาขนาดใหญ่ มีนักเรียนชายล้วนจำนวนทั้งสิ้น 5,590 คน มีบุคลากรของโรงเรียนจำนวน 424 คน จัดการบริหารงานในรูปของ คณะกรรมการบริหารโรงเรียน ประกอบด้วย
1. ดร.วรนุช ตรีวิจิตรเกษม ผู้อำนวยการ
2. นางวิจิตรา พรหมบุตร รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ
3. นางเพ็ญจันทร์ วัฒนมงคล รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักเรียน
4. นางศิรินุช ตั้งสุขสันต์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและบุคลากร
5. ดร.บรรจง ชมภูวงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายโครงการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน
6. นายกู้ศักดิ์ สารกิตติพันธ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรม
7. นายสุรินทร์ อนุชิราชีวะ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการ
โรงเรียนตั้งอยู่ในเขตชุมชนเมืองย่านธุรกิจ จึงจัดการศึกษาเน้นด้านภาษาอังกฤษและเทคโนโลยีประสานกับการพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมตามหลักคริสตศาสนา โรงเรียนจึงเป็นที่นิยมของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในแต่ละปี การศึกษาเป็นจำนวนมาก
เนื่องจากสภาพแวดล้อมในสังคมเมือง มีภาวะการแข่งขันสูง การดำเนินชีวิตของครอบครัวเป็นไปด้วยความเร่งรีบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อบุคคลในครอบครัวทุกด้าน อาทิ ด้านผู้ปกครอง เวลาส่วนใหญ่จะหมดไปกับการเดินทางและการทำงาน ไม่มีเวลาในการดูแลบุตรหลานอย่างเต็มที่ ด้านนักเรียนเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเดินทาง ทำให้เหนื่อยล้าขาดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ บางครั้งทำให้นักเรียนบางคนเกิดความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมทั้งที่บ้านและโรงเรียน ผู้ปกครองซึ่งต้องใกล้ชิดกับนักเรียนโดยตรงมักกังวล พยายามหาทางช่วยเหลือนักเรียนทุกวิถีทาง บ่อยครั้งที่ขอเข้ารับการปรึกษาจากครูที่ปรึกษาและงานแนะแนว นอกจากนี้ผู้ปกครอง
บางส่วนต้องการให้โรงเรียนจัดบริการให้การปรึกษาเพื่อเป็นทางออกในการช่วยเหลือนักเรียน ครู และผู้ปกครอง อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขั้น
จากข้อมูลที่กล่าวมา ในปีการศึกษา 2542 งานแนะแนวและกรรมการสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย มีแนวคิดไปในทิศทางเดียวกันว่า น่าจะมีบริการที่ช่วยให้ผู้ปกครอง ได้เกิดแนวคิดในการจัดการปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับนักเรียน เพื่อเป็นการช่วยพัฒนานักเรียนให้มีความสุขในการดำเนินชีวิต ซึ่งส่งผลให้เกิดสิ่งดีๆ แก่นักเรียนหลายประการ เช่น มีพัฒนาการทางการเรียนดีขึ้น มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น การเข้าสังคมดีขึ้น เป็นต้น ด้วยแนวคิดดังกล่าว ประกอบกับความพร้อมของกรรมการสมาคมในยุคนั้นที่บางท่านเป็นจิตแพทย์ บางท่านเป็นพยาบาล และนักจิตวิทยาอยู่แล้ว จึงร่วมมือกับงานแนะแนว จัดทำเป็นบริการให้การปรึกษาแก่
ผู้ปกครอง โดยในระยะแรกใช้ชื่อว่า โครงการให้คำปรึกษา ต่อจากนั้นเปลี่ยนมาใช้ชื่อว่า โครงการ ครอบครัวสัมพันธ์ และสุดท้ายเปลี่ยนมาใช้ชื่อว่า โครงการคลินิกให้การปรึกษา และเนื่องจากงานแนะแนวได้ร่วมกับสมาคมจัดทำโครงการนี้มาเป็นเวลาหลายปีต่อเนื่องกัน จนปัจจุบันพัฒนามาเป็น งานคลินิกให้การปรึกษา
จากการดำเนินการที่ผ่านมา ทำให้ค้นพบว่า ผู้ปกครองและโรงเรียนมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน เกิดความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนานักเรียน เปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง นักเรียน และครู พบปะ ผู้เชี่ยวชาญ จนเกิดแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของนักเรียน สร้างความพึงพอใจกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดียิ่ง นับเป็นส่วนหนึ่งของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก ดังคำกล่าวของ ผศ.พรศิริ อัญญานุภาพ









ซึ่งเป็นวิทยากรประจำคลินิกให้การปรึกษา กรรมการสมาคมผู้ปกครองและครู และผู้พิพากษาสมทบ
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ที่กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ได้ปฏิบัติงาน
เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของเยาวชน พบว่า เด็กและเยาวชนที่กระทำผิด ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ไม่ได้รับการศึกษา หรือถูกให้ออกจากโรงเรียน เพราะฉะนั้นโครงการคลินิกให้การปรึกษา จะเป็นการช่วยเหลือ
เด็ก / เยาวชนและครอบครัว ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นคนดี และสามารถอยู่ในระบบการศึกษา
จนจบหลักสูตร เด็กและเยาวชนเหล่านี้จะมีแนวโน้มในการกระทำผิดน้อยมาก เพราะได้รับการขัดเกลาให้เป็นเยาวชนที่ดีของสังคม จึงมีความเห็นว่าโครงการนี้จำเป็นต้องมีไว้ทุกสถานศึกษา

2. การพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน
โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ขึ้นอยู่กับมูลนิธิสภาคริสตจักรในประเทศไทย แนวทางการจัดการระบบคุณภาพของโรงเรียน จึงสอดคล้องกับนโยบายของมูลนิธิที่เน้นการพัฒนา ทั้งฝ่ายปัญญา และจิตวิญญาณ มีการพัฒนาความยุทธศาสตร์มาโดยตลอด และจัดตั้งฝ่ายพัฒนามาตรฐานคุณภาพ เมื่อ พ.ศ. 2541 เพื่อดำเนินงานมาตรฐานคุณภาพของ
โรงเรียนให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ดังปรากฏในรายงานประจำปีของโรงเรียนทุกปีการศึกษา
พ.ศ. 2546 โรงเรียนเข้าสู่โครงการพัฒนาเชิงระบบเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ และคุณภาพภายใน โรงเรียน (ToPSTAR) ซึ่งโรงเรียนได้พัฒนาเชิงระบบ 3 ระบบหลัก 7 ระบบสนับสนุน ดังนี้
ระบบหลัก 3 ระบบ ได้แก่ ระบบการเรียนรู้ ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ระบบกิจกรรม
ระบบสนับสนุน 7 ระบบ ได้แก่ ระบบการนำ องค์กร ระบบยุทธศาสตร์การพัฒนา ระบบการพัฒนาบุคลากร ระบบการบริหารจัดการ ระบบชุมชนสัมพันธ์ ระบบดูแลคุณภาพวิชาชีพ ระบบสารสนเทศ
ในส่วนของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จึงพัฒนาระบบโดยเริ่มจาก การสร้างความตระหนักให้แก่บุคลากรทุกฝ่ายในโรงเรียน ซึ่งส่งผลให้ทุกฝ่าย ตระหนักถึงความสำคัญของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เนื่องจากระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน นับเป็นพื้นฐานของการช่วยเหลือ ป้องกัน แก้ไข ส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพนักเรียนในทุกด้าน ทั้งนีระบบบการดูลแลช่วยเหลือนักเรียนได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมภาระกิจหลัก 5 ประการ ดังนี้
1. การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล
2. การคัดกรองนักเรียน
3. การจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนานักเรียน
4. การจัดกิจกรรมช่วยเหลือนักเรียน
5. การส่งต่อนักเรียน
งานแนะแนวและสมาคมผู้ปกครองและครู โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้จัดการประชุมและวางแผนการทำงานเชิงรุกเพื่อการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับครู ผู้ปกครอง และนักเรียนในการให้การปรึกษา ซึ่งพบว่าคลินิกให้การปรึกษาเป็นงานที่สอดคล้องกับระบบการดูแลช่วยเหลือ
นักเรียนเป็นอย่างดี ดังนี้
1. สอดคล้องกับขั้นตอนการจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนานักเรียน พบว่าการที่ผู้ปกครอง ครู และนักเรียน มาใช้บริการคลินิกให้การปรึกษา เมื่อมาปรึกษาแรกเริ่มอาจรู้สึกว่าตนเองมีปัญหาต้องการความช่วยเหลือ แต่หลังจากกระบวนการให้การปรึกษาสิ้นสุดลงบางครั้งพบว่า สิ่งที่เป็นปัญหานั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นปัญหาอย่างแท้จริง อาจเป็นเพียงการวิตกกังวลเท่านั้น ดังนั้นจะทำให้ผู้ใช้บริการคลายความวิตกกังวลลงและหันมาพูดคุยเพื่อหาแนวทางในการพัฒนาตนเองต่อไป จึงถือได้ว่าคลินิกให้การปรึกษามีส่วนในการพัฒนาศักยภาพของบุคคลได้ทางหนึ่ง
2. สอดคล้องกับขั้นตอนการจัดกิจกรรมช่วยเหลือนักเรียน เป็นที่ทราบดีว่าหนึ่งในวิธีการช่วยเหลือนักเรียนคือวิธีการให้การปรึกษา ดังนั้นคลินิกให้การปรึกษาซึ่งให้การปรึกษาทั้งนักเรียน ครูและ
ผู้ปกครอง จึงเป็นวิธีช่วยเหลือให้เกิดการเข้าใจในปัญหาของตนเอง นำไปสู่การหาทางออกให้กับตนเองอย่างชาญฉลาด ส่งผลให้ปัญหาต่างๆได้รับการคลี่คลายไปในทางทีดี พบทางออกใหม่ๆ ทำให้มีกำลังใจในการจัดการกับปัญหาของตนเองต่อไป
3. สอดคล้องกับขั้นตอนการส่งต่อนักเรียน ในการช่วยเหลือนักเรียนหากค้นพบว่าเกินกำลัง
ของครูและผู้ปกครองที่จะให้การช่วยเหลือ การส่งต่อนักเรียนไปสู่ผู้ที่เชี่ยวชาญกว่าจะช่วยได้ดียิ่งขึ้น
คลินิกให้การปรึกษาประกอบด้วยนักจิตวิทยา พยาบาล แพทย์ และจิตแพทย์ ซึ่งล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญในการให้การปรึกษา บุคคลเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นผู้ปกครอง บางส่วนเป็นผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่างๆ
ภายนอกโรงเรียน การส่งต่อนักเรียน ผู้ปกครอง และครู ให้เข้าพบกับผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะช่วยให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
กล่าวโดยสรุป คลินิกให้การปรึกษาสอดคล้องกับระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ทั้งในส่วนของการเป็นกิจกรรมช่วยเหลือ กิจกรรมส่งเสริมพัฒนา และการส่งต่อ ตามระบบการดูแลช่วยเหลือ
นักเรียน ดังแผนภูมิการดำเนินงานของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน (Flow Chart) ซึ่งครอบคลุม
ตามขั้นตอน การจัดกิจกรรมช่วยเหลือ แก้ไข ป้องกัน การส่งเสริมพัฒนา และการส่งต่อ ดังนี้


บทบาทของครู ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ประกอบด้วย 5ภารกิจ ดังนี้


1. การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล



2. การคัดกรองนักเรียนรายบุคคล




3. การจัดกิจกรรมช่วยเหลือ แก้ไข ป้องกัน




4. การจัดกิจกรรมส่งเสริม พัฒนา




5. การส่งต่อ


กระบวนการดูแลช่วยเหลือนักเรียนดังกล่าว สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้ปกครอง และ ชุมชน ที่ต้องการให้โรงเรียนดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นกับนักเรียน ช่วยในการพัฒนานักเรียน มีที่รองรับในการส่งต่อนักเรียน นอกจากนี้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ยังช่วยให้ครูมีแนวทางในการปฏิบัติงานที่ชัดเจนเพื่อดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิดและทั่วถึง ซึ่งคลินิกให้การปรึกษาเป็นวิธีการหนึ่งของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ที่ช่วยเหลือนักเรียน ครูและ
ผู้ปกครองได้เป็นอย่างดี

ขั้นตอนการดำเนินงานของคลินิกให้การปรึกษา ได้ดำเนินการตามขั้นตอน PDCA ดังนี้
P (Plan)
1. ประชุมวางแผนร่วมกันระหว่างงานแนะแนวและกรรมการสมาคมผู้ปกครองและครู
2. จัดทำโครงการและงบประมาณเพื่อขออนุมัติ
3. สำรวจปัญหาและผู้ที่สนใจใช้บริการคลินิก
4. จัดทำตารางให้บริการร่วมกับทีมวิทยากร และทำการประชาสัมพันธ์การให้บริการคลินิกให้การปรึกษา
5. การเตรียมความพร้อมด้านสถานที่ รถรับส่งวิทยากร เอกสาร อาหาร เครื่องดื่ม
D (Do)
1. การนัดหมายนักเรียน ครู ผู้ปกครองที่ตอบรับการใช้บริการตามความเร่งด่วนของปัญหา
2. งานแนะแนวจะประสานให้ผู้ใช้บริการพบวิทยากรผู้ให้การปรึกษาทั้งเป็นรายบุคคล และ
รายกลุ่ม










ให้การปรึกษารายบุคคล ให้การปรึกษารายกลุ่ม

C (Check)
1. เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการให้คำปรึกษาแต่ละครั้ง ผู้ใช้บริการกรอกแบบประเมินผลและทีมงานแนะแนวสรุปผลแบบประเมินเมื่อสิ้นสุดในแต่ละภาคเรียน
2. ทีมงานแนะแนวและกรรมการสมาคมผู้ปกครองและครู ประชุมร่วมกันเมื่อสิ้นปีการศึกษา เพื่อหาข้อที่ควรปรับปรุงในปีการศึกษาต่อไป

A (Action)
นำผลจากขั้น C มาพัฒนาการให้บริการในปีการศึกษาต่อไป

3. วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ ( Best Practices )
การปฏิบัติที่เป็นเลิศ (what?)
คือการจัดให้นักเรียน ครู และผู้ปกครอง ได้พบปะพูดคุยกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่
นักจิตวิทยา พยาบาล แพทย์ จิตแพทย์ เพื่อให้การปรึกษาปัญหาต่างๆในชีวิต โดยจัดทำเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
1. การให้การปรึกษารายบุคคล
เป็นการให้ผู้รับบริการพบกับวิทยากรเป็นรายบุคคล เพื่อให้การปรึกษาตามความต้องการช่วยให้
ผู้รับบริการเข้าใจปัญหาของตนเอง นำไปสู่การแก้ปัญหาของตนเองอย่างชาญฉลาด ใช้เวลา 1 ชั่วโมง
2. การให้การปรึกษารายกลุ่ม
เป็นการให้ผู้รับบริการที่มีลักษณะปัญหาเหมือนกัน ประมาณ 5-10 คน พบกับวิทยากร เพื่อ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน นำไปสู่การแก้ปัญหาร่วมกัน เสริมกำลังใจกัน ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง

วิธีการปฏิบัติ (how?)
1. จัดประชุมวางแผนงานร่วมกันระหว่าง งานแนะแนวและกรรมการสมาคมผู้ปกครองและครู
2. จัดทำโครงการพร้อมนำเสนองบประมาณ เพื่อขออนุมัติโครงการจากโรงเรียนและสมาคม
ผู้ปกครองและครู โดยขอสนับสนุนงบประมาณจากสมาคมปีละประมาณ 50,000 บาท
3. สำรวจปัญหาและผู้ที่สนใจใช้บริการคลินิก โดยวิธีการต่างๆ ดังนี้
3.1 งานแนะแนวทำการแจกจดหมายเชิญชวนผู้ปกครองมาใช้บริการคลินิกให้
การปรึกษาในวันปฐมนิเทศผู้ปกครองก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษาใหม่ โดยผู้ปกครองกรอกใบตอบรับการใช้บริการกลับมาผ่านครูที่ปรึกษาประจำชั้น ครูที่ปรึกษารวบรวมใบตอบรับเพื่อส่งให้งานแนะแนวต่อไป จากนั้นงานแนะแนวนำแบบตอบรับดังกล่าวมาคัดแยกประเภทของปัญหา และแบ่งระดับความ
เร่งด่วนของความต้องการมาใช้บริการ โดยแบ่งประเภทเป็นการให้การปรึกษารายบุคคล และการให้การปรึกษารายกลุ่ม โดยให้ความสำคัญและเรียงลำดับการเชิญมารับบริการกับผู้ปกครองที่ต้องการมาใช้บริการแบบเร่งด่วนก่อน
3.2 ประชาสัมพันธ์การใช้บริการคลินิกให้การปรึกษา ผ่านการประชุมครูรวมทั้ง
โรงเรียนก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษาใหม่ โดยเน้นให้ครูทราบว่าสามารถใช้บริการได้ทั้งนักเรียน ครู
และผู้ปกครอง ทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ครูที่สนใจใช้บริการให้ติดต่อนัดหมายที่งานแนะแนวได้
โดยตรง และหากพบว่านักเรียนคนใดจำเป็นต้องรับบริการก็สามารถส่งต่อนักเรียนมาใช้บริการได้
3.3 ประชาสัมพันธ์การใช้บริการคลินิกให้การปรึกษา ผ่านคาบเรียนกิจกรรมแนะแนว
โดยครูแนะแนวที่สอนนักเรียนในแต่ละระดับชั้นเป็นผู้ดำเนินการ เชิญชวนให้นักเรียนใช้บริการ และ
คัดกรองนักเรียนบางส่วนที่ควรต้องใช้บริการ

ตัวอย่างจดหมายเชิญผู้ปกครองใช้บริการคลินิกให้การปรึกษา

ที่ กท.ก 275 / 2549

20 พฤษภาคม 2549

เรื่อง ขอเชิญผู้ปกครองใช้บริการ คลินิกให้การปรึกษา
เรียน ท่านผู้ปกครอง

ด้วยสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ร่วมกับงาน แนะแนวโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาเยาวชนให้มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ จึงจัดให้มีศูนย์คลินิกให้การปรึกษาแก่ผู้ปกครอง นักเรียน และครู ด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต การศึกษา ชีวิตและสังคม โดยแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา ครูแนะแนว ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์

ในการนี้ขอเรียนเชิญผู้ปกครองที่มีความประสงค์จะใช้บริการดังกล่าว กรุณากรอกแบบสำรวจการใช้บริการ และติดต่อขอรับบริการได้ ณ งานแนะแนว ชั้น 2 อาคาร 2, งาน แนะแนวชั้น 1 อาคาร บี.ซี.ซี 150 ปี หรือแจ้งความประสงค์กลับมายังงานแนะแนว โทร. 0-2637-9020 ต่อ 121, 414
จึงเรียนมาเพื่อทราบ และโปรดส่งใบตอบรับมายังโรงเรียน จักขอบพระคุณยิ่ง


ขอแสดงความนับถือ

(ดร.วรนุช ตรีวิจิตรเกษม)
ผู้อำนวยการ




(ส่วนนี้กรุณาส่งคืนครูที่ปรึกษาประจำชั้น ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2549)

ข้าพเจ้า (นาย/นาง/นางสาว) .........................................นามสกุล...................................................................................
ผู้ปกครอง (เด็กชาย/นาย) .........................................................ชั้น (ประถม/มัธยม)......... ห้อง...................................
โทรศัพท์บ้าน ................................................โทรศัพท์มือถือ......................................................................................

ความต้องการมาใช้บริการคลินิกให้การปรึกษา
o ยังไม่ขอใช้บริการ
o ต้องการมาใช้บริการเป็นรายบุคคล ........ เร่งด่วน ....... ไม่เร่งด่วน
o ต้องการมาใช้บริการเป็นกลุ่ม ........ เร่งด่วน ....... ไม่เร่งด่วน
o เคยมาใช้บริการให้คำปรึกษา o ไม่เคยมาใช้บริการให้คำปรึกษา

นักเรียนในความปกครองของท่านมีปัญหาเหล่านี้หรือไม่
o สมาธิบกพร่อง (ไฮเปอร์แอคทีฟ) o ออทิสติก o ปัญญาเลิศ
o การเรียนบกพร่อง (L.D) o ปัญหาทางอารมณ์ o ปัญหาการเรียน
o ต้องการมาใช้บริการเป็นกลุ่ม o ติดเกม o ปัญหาอื่น ๆ (ระบุ)...........................

ถ้าท่านประสบปัญหาดังกล่าว ท่านต้องการให้โรงเรียนช่วยเหลืออย่างไรบ้าง
จัดกลุ่มช่วยเหลือกันในระหว่างผู้ปกครองที่มีปัญหาคล้ายคลึงกัน
จัดวิทยากรให้ความรู้แก่ครูในโรงเรียน
จัดวิทยากรให้ความรู้แก่บิดา มารดา และผู้เกี่ยวข้อง
ไม่ต้องการ



ลงชื่อ ................................................ ผู้ปกครอง
............ / .............. / ............



แผนภูมิ สรุปความต้องการใช้บริการคลินิกให้การปรึกษา
ประจำปีการศึกษา 2548




















จากแผนภูมิความต้องการใช้บริการคลินิกให้การปรึกษา ปีการศึกษา 2548 พบว่า ปัญหาอื่นๆ (การเขียนกลับซ้ายขวา กัดเล็บ ไม่เห็นคุณค่าของตนเอง การปรับตัว การเล่นอวัยวะเพศ ติดเพื่อน อ้วน ชอบร้องไห้ ขี้น้อยใจ คิดซ้ำๆ เรื่องอยากคุยโทรศัพท์ อยากฆ่าตัวตาย เหงา) เป็นปัญหาที่ผู้ใช้บริการนำมาปรึกษาในคลินิกให้การปรึกษามากที่สุด รองลงมาคือปัญหาเรื่องความประพฤติและปัญหาการเรียน ตามลำดับ
4. จัดทำตารางการให้บริการร่วมกับทีมวิทยากร โดยงานแนะแนวเป็นผู้ประสานงาน ซึ่งเริ่มจากการส่งหนังสือเชิญอาสาสมัครผู้ที่มีความรู้ ความสามารถในการให้การปรึกษามาเป็นวิทยากรประจำคลินิกให้การปรึกษา เมื่อได้รับการตอบรับจากหน่วยงานต้นสังกัดของวิทยากรดังกล่าวแล้ว วิทยากร
แต่ละท่านจะจัดส่งตารางที่พร้อมให้การปรึกษามายังงานแนะแนว เมื่องานแนะแนวได้รับตารางจากวิทยากรทุกท่านแล้ว ก็จะนำมาจัดทำตารางการให้บริการคลินิกให้การปรึกษาประจำแต่ละภาคเรียน
จากนั้นงานแนะแนวจะทำการประชาสัมพันธ์ตารางการให้บริการคลินิกให้การปรึกษา
โดยประชาสัมพันธ์ ผ่านทางจุลสารงานแนะแนว และเว็บไซท์งานแนะแนว เพื่อให้ทั้งครูในโรงเรียน
ผู้ปกครอง รวมทั้งนักเรียนในโรงเรียนที่ต้องการใช้บริการได้รับทราบเพื่อติดต่อขอใช้บริการต่อไป


ตัวอย่างตารางคลินิกการให้การปรึกษา
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549

วันที่ รายนามอาจารย์คนที่ 1 รายนามอาจารย์คนที่ 2
พ. 19 กค. 49 ผศ. ดร. อัจฉราพร สี่หิรัญวงศ์
จ. 24 กค. 49 ผศ. วีรยา จึงสมเจนไพศาล
อ. 25 กค. 49 ผศ. วิรัตน์ ใกล้บุปผา ผศ. สมพร สุนทราภา
พฤ. 27 กค. 49 ผศ. ศิริลักษณ์ เวชการวิทยา
ศ 28 กค. 49 นพ.สินเงิน สุขสมปอง พญ.มณีรัตน์ สุรวงษ์สิน
อ. 1 สค. 49 ผศ. ดร. อัจฉราพร สี่หิรัญวงศ์
จ. 7 สค. 49 อ. ดร. อทิตยา พรชัยเกตุ
อ. 8 สค. 49 ผศ.ดร. ประภา ยุทธไตร ผศ. ดร. อัจฉราพร สี่หิรัญวงศ์
จ. 21 สค. 49 ผศ. วีรยา จึงสมเจนไพศาล
ศ 25 สค. 49 นพ.สินเงิน สุขสมปอง พญ.มณีรัตน์ สุรวงษ์สิน
จ. 28 สค. 49 ผศ. ถวิล นภาพงศ์สุริยา
อ. 29 สค. 49 ผศ. วิรัตน์ ใกล้บุปผา ผศ. สมพร สุนทราภา
จ. 4 กย. 49 ผศ.ดร. ประภา ยุทธไตร ผศ. วไลลักษณ์ พุ่มพวง
พ. 6 กย. 49 อ. ดร. อทิตยา พรชัยเกตุ
จ. 11 กย. 49 ผศ. วีรยา จึงสมเจตไพศาล
อ. 12 กย. 49 ผศ. วิรัตน์ ใกล้บุปผา ผศ. สมพร สุนทราภา
พฤ. 14 กย. 49 ผศ. ดร. อัจฉราพร สี่หิรัญวงศ์
อ. 19 กย. 49 ผศ. ศิริลักษณ์ เวชการวิทยา

5. การเตรียมความพร้อมด้านสถานที่ รถรับส่งวิทยากร เอกสาร อาหาร เครื่องดื่ม มีการอำนวยความสะดวกให้กับทีมวิทยากร ในด้านสถานที่ทั้งการให้การปรึกษาแบบรายบุคคลและรายกลุ่ม การจัดบริการรถรับ-ส่งให้กับทีมวิทยากร การจัดบริการอาหารและเครื่องดื่ม และเอกสารต่างๆ ที่วิทยากร
จำเป็นต้องใช้ในระหว่างการให้บริการ
6. การนัดหมายนักเรียน ครู ผู้ปกครองที่ตอบรับการใช้บริการตามความเร่งด่วนของปัญหา ซึ่งในส่วนของจดหมายตอบรับการใช้บริการคลินิกให้การปรึกษาของผู้ปกครองนั้น งานแนะแนวจะทำการโทรศัพท์เพื่อเรียนเชิญและนัดหมายผู้ปกครองมาใช้บริการ หากผู้ปกครองตอบตกลงที่จะมาใช้บริการ ครูแนะแนวจะทำการนัดหมายโดยบันทึกลงในตารางนัดการให้การปรึกษา
7. ในวันให้บริการ งานแนะแนวจะทำการจัดให้ผู้ใช้บริการพบวิทยากรผู้ให้การปรึกษา
เป็นรายบุคคล รายละ 1 ชั่วโมง และในส่วนของผู้ใช้บริการที่มีสภาพปัญหาแบบเดียวกันจะทำการจัดบริการให้การปรึกษารายกลุ่มๆ ละ 5-10 คน ประมาณ 2-3 ชั่วโมง
8. เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการให้การปรึกษาแต่ละครั้ง ผู้ใช้บริการกรอกแบบประเมินผลและ
ทีมงานแนะแนวสรุปผลแบบประเมินเมื่อสิ้นสุดในแต่ละภาคเรียน จัดทำเป็นสถิติเพื่อใช้เป็นแนวทาง
ในการพัฒนางานในโอกาสต่อไป
9. ทีมงานแนะแนวและกรรมการสมาคมผู้ปกครองและครู ประชุมร่วมกันเมื่อสิ้นปีการศึกษา เพื่อหาข้อที่ควรปรับปรุงในปีการศึกษาต่อไป

เหตุผลที่ทำ (why?)
การจัดกิจกรรมภายในโรงเรียนมีความหลากหลาย คลินิกให้การปรึกษา เป็นกิจกรรมที่บูรณาการการช่วยเหลือ แก้ไข ป้องกัน พัฒนานักเรียน ตลอดจนการส่งต่อภายในโรงเรียน ถือเป็นกิจกรรมที่มีความสมบูรณ์หลากหลายที่จะช่วยเหลือนักเรียนให้พัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพดังคำกล่าวของ ผศ.ดร.นพ.ประกอบ ผู้วิบูลย์สุข ที่กล่าวว่า คลินิกให้การปรึกษาเป็นโครงการที่ดี มีวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถจากหลายๆที่มาให้คำปรึกษา ผู้ปกครองได้รับประโยชน์จากวิทยากร ทำให้ผู้ปกครองมีความสนใจโครงการนี้มาก ส่งผลให้โรงเรียนเป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพ และเป็นความภาคภูมิใจของสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ที่มีโครงการในลักษณะนี้ เพราะถ้าหาก
นักเรียนเกิดปัญหาขึ้นย่อมจะส่งผลทำให้เกิดการบั่นทอนทางการเรียน และเกิดผลกระทบหลายๆอย่างตามมา แต่ถ้าหากโรงเรียนมีโครงการในลักษณะนี้ก็ย่อมจะช่วยเหลือได้ในระดับหนึ่ง

ตัวอย่างกรณีศึกษา : มารดาของเด็กชาย ก. มาขอคำปรึกษาเรื่องความรับผิดชอบด้านการเรียน มารดาของเด็กชาย ก. เล่าว่า เด็กชาย ก. ไม่ทำงานและการบ้านที่คุณครูมอบหมาย โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ ซึ่งกรณีนี้ ผศ.ดร.นวลอนงค์ บุญจรูญศิลป์ ได้แนะนำผู้ปกครองว่า
ผู้ปกครองควรให้เวลากับลูกมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาทำการบ้าน ควรดูแลให้คำแนะนำในเรื่องที่ลูกไม่เข้าใจ และควรจัดระเบียบวินัยในเรื่องความรับผิดชอบต่างๆ ตลอดจนแนะนำให้ผู้ปกครองปรึกษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูผู้สอน เพื่อติดตามพฤติกรรม จากการติดตามผลมารดาของเด็กชาย ก. แจ้งว่า เมื่อได้ปฏิบัติตามคำแนะนำที่ให้ไว้ และได้ไปขอให้คุณครูประจำชั้น ช่วยติดตามพฤติกรรมลูกด้วย ซึ่งพบว่า ลูกดีขึ้นมาก มีระเบียบวินัยมากขึ้น และรับผิดชอบงานดี คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ได้มากขึ้นเกือบเต็ม ซึ่งลูกก็ภูมิใจและอาจารย์ผู้สอนก็ชมว่าลูกรับผิดชอบดีขึ้น มารดาก็พยายามควบคุมอารมณ์ ตนเอง และให้เวลากับลูกมากขึ้น
ผศ.ดร.นวลอนงค์ บุญจรูญศิลป์ ได้บันทึกข้อสรุปจากกรณีศึกษาว่า ปัญหาได้รับการแก้ไขได้ผลดีเป็นที่พอใจ ได้ให้คำแนะนำให้มารดาปฏิบัติต่อไปอย่างสม่ำเสมอ
จากคำกล่าวและตัวอย่างดังกล่าวข้างต้นสะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่าคลิกนิกการปรึกษา
เป็นบริการที่ควรจัดให้มีขึ้นในโรงเรียนทุกแห่งเพราะเป็นทั้งกิจกรรมที่ช่วยเหลือ ส่งเสริมพัฒนา
และรองรับการส่งต่อนักเรียนได้ ทั้งเป็นการส่งต่อภายในและภายนอกโรงเรียน นอกจากนี้จากคำ
บอกเล่าของผู้ปกครองที่มาใช้บริการยังพบว่าการไปใช้บริการให้การปรึกษาจากหน่วยงานนอกโรงเรียน
เช่น โรงพยาบาลนั้น ต้องใช้เวลาในการจองคิวยาวนานและเสียค่าใช้จ่ายสูง การเปิดบริการโดยตรงใน
โรงเรียนจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ถือเป็นการทำงานเชิงรุกที่คุ้มค่าในการดำเนินการ
4. ผลการดำเนินงาน
คลินิกให้การปรึกษาของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้ดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ครอบคลุมกระบวนการ PDCA ปรากฏผลการดำเนินงาน ดังนี้
4.1 ระดับความพึงพอใจในการใช้บริการ จากการให้ผู้ปกครองกรอกแบบประเมินผลหลังการใช้บริการคลินิกให้การปรึกษาเสร็จสิ้นในแต่ละครั้ง เพื่อวัดระดับความพึงพอใจในการใช้บริการปรากฏผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพึงพอใจ ดังนี้
สรุปผลแบบประเมิน
โครงการคลินิกให้การปรึกษา
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2548
ตอนที่ 1 สถานภาพของผู้รับบริการ
สถานภาพผู้รับบริการ
บิดา จำนวน 18 คน คิดเป็น 31.04 %
มารดา จำนวน 37 คน คิดเป็น 63.79 %
อื่นๆ จำนวน 3 คน คิดเป็น 5.17 %
ระดับการศึกษา
ต่ำกว่าปริญญาตรี จำนวน 13 คน คิดเป็น 22.41 %
ปริญญาตรี จำนวน 38 คน คิดเป็น 65.52 %
ปริญญาโท จำนวน 7 คน คิดเป็น 12.07 %
สูงกว่าปริญญาโท จำนวน 0 คน
อาชีพ
รับราชการ / รัฐวิสาหกิจ จำนวน 8 คน คิดเป็น 13.79 %
ธุรกิจส่วนตัว จำนวน 27 คน คิดเป็น 46.55 %
อื่นๆ จำนวน 23 คน คิดเป็น 39.66 %
ตอนที่ 2 รายการประเมิน
รายการประเมิน มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด
N % N % N % N % N %
1. การนัดหมาย 23 50 18 39.13 3 6.52 2 4.35 0 0
2. การต้อนรับ / ความสะดวกที่ได้รับในการใช้บริการ 25 54.35 19 41.30 2 4.35 0 0 0 0
3. สถานที่ในการให้คำปรึกษา 21 45.65 20 43.48 5 10.87 0 0 0 0
4. การให้การปรึกษาที่ได้รับสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ 18 39.13 27 58.70 1 2.17 1 2.2 0 0
5. โครงการนี้มีประโยชน์ ควรสนับสนุนให้มีต่อไป 37 80.43 9 19.57 0 0 0 0 0
ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะ / สิ่งที่ควรปรับปรุง
1. ห้องให้คำปรึกษาแคบ และอึดอัด
3. ควรมีการเพิ่มเวลาในการให้คำปรึกษา คือมีทั้งรอบเช้า และรอบบ่าย เพื่อความสะดวกของ
ผู้ปกครอง
3. ควรมีการสังเกตพฤติกรรม เพื่อให้เห็นผล
4. ควรมีการนัดหมายครั้งต่อไปเพื่อดูผลที่จะเกิดขึ้น
5. ควรมีอาจารย์ที่ให้การปรึกษาเพิ่มมากขึ้น
6. ควรมีวันที่จะให้การปรึกษาเพิ่มขึ้น เช่น วันเสาร์
7. ควรเพิ่มเวลาในการให้การปรึกษาเป็น 2 ชั่วโมง
8. ควรประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองทราบมากกว่านี้
9. ควรจัดอบรมผู้ปกครองทุกระดับชั้นอย่างสม่ำเสมอ กระทั่งเป็นกิจกรรมที่โรงเรียนปฏิบัติตลอดไป
10. การให้การปรึกษาควรให้นักเรียนร่วมฟังด้วย
11. ควรให้ครูผู้สอนช่วยสังเกตพฤติกรรมของเด็กเป็นพิเศษ
12. ควรแจ้งผลการให้การปรึกษาให้ครูประจำชั้นทราบ เพื่อช่วยกันแก้ปัญหา
13. ควรมีการประเมินตนเองและแจ้งผลให้ผู้ปกครองทราบ

สรุปผลแบบประเมิน
โครงการคลินิกให้การปรึกษา
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2548
ตอนที่ 1 สถานภาพของผู้รับบริการ
สถานภาพผู้รับบริการ
บิดา จำนวน 11 คน คิดเป็น 23.9 %
มารดา จำนวน 33 คน คิดเป็น 71.7 %
อื่นๆ จำนวน 2 คน คิดเป็น 4.3 %
ระดับการศึกษา
ต่ำกว่าปริญญาตรี จำนวน 9 คน คิดเป็น 19.6 %
ปริญญาตรี จำนวน 28 คน คิดเป็น 60.9 %
ปริญญาโท จำนวน 9 คน คิดเป็น 19.6 %
สูงกว่าปริญญาโท จำนวน 0 คน
อาชีพ
รับราชการ / รัฐวิสาหกิจ จำนวน 3 คน คิดเป็น 6.5 %
ธุรกิจส่วนตัว จำนวน 17 คน คิดเป็น 37.0 %
อื่นๆ จำนวน 26 คน คิดเป็น 56.5 %
ตอนที่ 2 รายการประเมิน

รายการประเมิน มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด
N % N % N % N % N %
1. การนัดหมาย 21 45.7 22 47.8 3 6.5 0 0 0 0
2. การต้อนรับ / ความสะดวกที่ได้รับในการใช้บริการ 27 58.7 16 34.8 3 6.5 0 0 0 0
3. สถานที่ในการให้คำปรึกษา 24 52.2 16 34.8 6 13.0 0 0 0 0
4. การให้การปรึกษาที่ได้รับสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ 18 39.1 24 52.2 3 6.5 1 2.2 0 0
5. โครงการนี้มีประโยชน์ ควรสนับสนุนให้มีต่อไป 35 76.1 10 21.7 1 2.2 0 0 0 0

ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะ / สิ่งที่ควรปรับปรุง
1. ต้องขอชมเชยการปฏิบัติงานและการทำงานของงานแนะแนวเป็นอย่างยิ่ง สิ่งนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครองอย่างสูงสุด
2. ควรจัดอย่างน้อยภาคเรียนละ 2 ครั้ง
3. โครงการนี้ดีมาก ควรจัดทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง และติดตามผล ผู้เข้ารับบริการ (2)
4. ทำได้ดีมากขอให้มีโครงการนี้ต่อไปเรื่อยๆ (2)
5. ได้รับความรู้เพิ่มเติม จากการพูดคุยกับอาจารย์ที่ให้การปรึกษา
6. ต้องการให้มีการจัดการให้การปรึกษาตลอดไป (4)
7. ต้องการให้มีสื่อ หรือตัวอย่างในการแนะแนวประกอบ เช่นหนังสือ หรือ สื่อช่วย
8. ต้องการให้มีผู้ให้การปรึกษามากกว่านี้ ถ้ามีทุกวันจะดีมาก

จากสถิติที่ปรากฏ พบว่าผู้ปกครองมีระดับความพึงพอใจในการใช้บริการคลินิกให้การปรึกษาอยู่ในระดับมาก จนถึงมากที่สุด เป็นส่วนใหญ่ แสดงว่า วิทยากรคลินิกให้การปรึกษา ได้ใช้กระบวนการให้การปรึกษาช่วยเหลือผู้ปกครองได้เป็นอย่างดี ซึ่งสามารถนำข้อคิดที่ได้ไปใช้ช่วยเหลือ ป้องกัน แก้ไข และพัฒนานักเรียนต่อไป
4.2 ความต่อเนื่องของการให้บริการ งานแนะแนวสามารถให้บริการคลินิกให้การปรึกษาได้ตลอดปีการศึกษา เป็นไปตามตามตารางการให้บริการ ซึ่งที่ผ่านมาบุคลากรแนะแนวมีงานประจำด้านอื่นมากมายแต่ก็สามารถจัดสรรเวลาเพื่อให้บริการคลินิกได้อย่างเป็นระบบ ครบถ้วนตามตารางการให้บริการ ทำให้เป็นที่พึ่งพอใจของผู้ปกครองเป็นอย่างมาก สอดคล้องกับคำกล่าวของผศ.ดร.อัจฉราพร
สี่หิรัญวงศ์ ซึ่งเป็นผู้ปกครองนักเรียน วิทยากรคลินิกให้การปรึกษา กรรมการสมาคมผู้ปกครองและครู ปีพ.ศ.2542 และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งคลินิกให้การปรึกษากล่าวว่า ทีมงานแนะแนวที่จัดบริการคลินิกให้การปรึกษา ทำงานเป็นระบบระเบียบดีมาก มีการติดต่อประสานงาน ประเมินผลเป็นอย่างดี
นับเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นการทำงานที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
4.3 คลินิกให้การปรึกษาสามารถรองรับการส่งต่อภายในโรงเรียนได้เป็นอย่างดี
จากการดำเนินงานตลอดเวลาที่ผ่านมา มีครูส่งต่อนักเรียนมายังงานแนะแนวเป็นระยะๆ ซึ่ง
ส่วนหนึ่งงานแนะแนวได้จัดให้นักเรียนพบกับวิทยากรคลินิกให้การปรึกษา ทำให้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
และเนื่องจากมีการให้บริการคลินิกมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ครูส่วนใหญ่จึงแนะนำให้ผู้ปกครองใช้บริการอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่คุ้นเคยของผู้ปกครอง
จากผลการดำเนินงานดังกล่าวข้างต้นสะท้อนให้เห็นเป็นอย่างดีว่า คลินิกให้การปรึกษาเป็นสิ่ง
ที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในโรงเรียน และเป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการร่วมมือกันระหว่างบ้าน
โรงเรียน และชุมชน สมควรสนับสนุนให้ทุกโรงเรียนเปิดให้บริการต่อไป

5. ปัจจัยที่เอื้อต่อความสำเร็จ
โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยได้ดำเนินงานคลินิกให้การปรึกษาอย่างเป็นรูปธรรม มีการปรับพัฒนา การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องกระทั่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เนื่องจากมีปัจจัยที่ดี
ที่เอื้อต่อความสำเร็จในการดำเนินงาน ดังนี้
5.1 ผู้บริหารโรงเรียน
ผู้บริหารโรงเรียนตระหนักถึงความสำคัญและให้การสนับสนุนการดำเนินงานคลินิกให้การปรึกษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ และการให้กำลังใจแก่ทีมงานแนะแนว ดังคำกล่าวของท่านผู้อำนวยการ ดร.วรนุช ตรีวิจิตรเกษม ที่กล่าวว่า คลินิกให้การปรึกษาเป็นการใช้ศักยภาพของผู้ปกครองที่มีความรู้ความสามารถในด้านให้การปรึกษามาเป็นวิทยากร และทำการช่วยเหลือผู้ปกครอง และนักเรียนที่มีปัญหา เพื่อให้ผู้ปกครอง และนักเรียนเหล่านั้นสามารถมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ จึงควรดำเนินโครงการนี้อย่างต่อเนื่องตลอดไป จากคำกล่าวข้างต้น
แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารโรงเรียนเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนอย่างดียิ่ง คงปฏิเสธไม่ได้ว่า
ผู้บริหารมีผลต่อความสำเร็จของโครงการเป็นอย่างมาก
5.2 สมาคมผู้ปกครองและครูฯ
กรรมการสมาคมผู้ปกครองและครูฯ ตระหนักถึงความจำเป็นในการเปิดบริการคลินิกให้การปรึกษาจึงให้ความร่วมมือในทุกๆด้าน เช่น ให้ความร่วมมือประสานงานกับทีมวิทยากร และให้การสนับสนุนด้านงบประมาณปีละกว่า 50,000 บาท การดำเนินการใดๆก็ตาม งบประมาณเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อความสำเร็จเป็นอย่างมาก คลินิกให้การปรึกษาสำเร็จได้ก็เพราะได้รับการสนับสนุนงบประมาณ
5.3 ทีมงานบุคลากรแนะแนว
ทีมงานบุคลากรแนะแนวทุกคนตระหนักในบทบาทหน้าที่และให้ความสำคัญ เอาใจใส่บริหารจัดการให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด เนื่องจากเป็นโครงการที่ทำต่อเนื่องตลอดปีการศึกษา บุคลากรแนะแนวจึงต้องมีความอดทน และหมั่นกำกับติดตามการให้บริการอยู่ตลอดเวลา และรู้จักแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา จึงจะทำให้โครงการสำเร็จได้ด้วยดี นับเป็นความทุ่มเทของทีมงาน
แนะแนวที่ส่งผลดีต่อโรงเรียนเป็นอย่างยิ่ง
5.4 ทีมวิทยากร
เนื่องจากวิทยากรคลินิกให้การปรึกษาทำงานในลักษณะเป็นอาสาสมัคร ไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ทีมวิทยากรมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ที่ทำให้โครงการสามารถเกิดขึ้นได้จริง ทั้งนี้
เป็นเพราะทีมวิทยากรเป็นผู้ที่มีใจเอื้อเฟื้อ ยอมอุทิศตนเพื่อสังคมส่วนรวม ทางสมาคมผู้ปกครองและครูฯ จึงมีการตอบแทนวิทยากร ด้วยการมอบโล่และเกียรติบัตร พร้อมของที่ระลึกเป็นประจำทุกปี ซึ่งจัดพิธีมอบอย่างเป็นทางการในวันประชุมใหญ่ประจำปีของสมาคมผู้ปกครองและครู
5.5 หน่วยงานภายนอกโรงเรียน
คลินิกให้การปรึกษาใช้วิทยากรในการให้บริการเป็นจำนวนมาก โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน เช่น ภาควิชา สุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
โรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลทหารเรือ ฯลฯหน่วยงานเหล่านี้ เป็นหน่วยงานที่อยู่รอบโรงเรียนให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด นับเป็น ตัวอย่างของความสำเร็จในการร่วมมือ ระหว่างโรงเรียนและชุมชน
5.6 การประชาสัมพันธ์โครงการคลินิกให้การปรึกษา มีความหลากหลายและต่อเนื่อง เป็นที่รับรู้แก่บุคคลทั่วไป มีการพูดกันปากต่อปาก ถึงบริการของคลินิกให้การปรึกษาจนทำให้ผู้ใช้บริการบางรายมาจากภายนอกโรงเรียน โดยได้รับคำแนะนำจากผู้ปกครองของนักเรียนในโรงเรียน นับเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของโครงการเป็นอย่างดี และยังสะท้อนให้เห็นว่าโครงการนี้ควรได้รับการเผยแพร่ให้เกิดขึ้นในโรงเรียนต่างๆต่อไป

6. บทเรียนที่ได้รับ
จากการดำเนินงานคลินิกให้การปรึกษา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา ทำให้พบว่า โรงเรียนมีศักยภาพในการดำเนินงานเรื่องต่างๆ ได้มากมาย คลินิกให้การปรึกษาเป็นตัวอย่างที่ดี
ตัวอย่างหนึ่ง ที่ได้รับการตอบรับดีมาก ทำให้เกิดการเรียนรู้ จนเป็นบทเรียนที่สำคัญแก่โรงเรียน
มากมาย ดังนี้


6.1 ทำให้ตระหนักว่าการร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง ถึงแม้สภาพของโรงเรียนจะเป็นสภาพของคนเมืองแต่ผู้ปกครองส่วนหนึ่งให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมเป็นวิทยากร และผู้ปกครองที่มีปัญหาก็เล็งเห็นถึงปัญหาและพร้อมที่จะมารับการปรึกษาจากคลินิกให้การปรึกษาเพื่อหาทางออกในปัญหาของตนต่อไป ซึ่งในที่สุดย่อมส่งผลโดยตรงต่อตัวนักเรียน ทำให้ปัญหาของนักเรียนได้รับการแก้ไข ป้องกัน ช่วยเหลือ และพัฒนาต่อไป
6.2 ทำให้พบว่า ชุมชนและหน่วยงานภายนอกโรงเรียนมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือพัฒนานักเรียนจึงควรประสานความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้หลายหน่วยงานนอกโรงเรียน มีนโยบายให้บุคลากรภายในหน่วยงานให้บริการแก่สังคมภายนอก นับเป็นความร่วมมือที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หากโรงเรียนมีการประสานความร่วมมือที่ดี ย่อมส่งผลให้ได้รับประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
6.3 ทำให้พบว่าโรงเรียนควรสำรวจทรัพยากรบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนเพื่อดึงศักยภาพของบุคคลเหล่านั้นมาช่วยพัฒนาโรงเรียน จากโครงการนี้ทำให้พบว่าโรงเรียนมีทรัพยากรบุคคลที่ดีมากมายอย่างคาดไม่ถึง และทำให้ตระหนักว่าบุคลากรเหล่านี้ยินดีช่วยเหลือโรงเรียนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีผู้ปกครองอีกมากมายที่มีความสามารถอย่างหลากหลาย ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดโครงการที่ดีๆอื่นๆได้อีกมากมาย
6.4 ความเข้มแข็งของทีมผู้บริหารโรงเรียน สมาคมผู้ปกครองและครู ตลอดจนทีมงานบุคลากรแนะแนวมีส่วนสำคัญที่จะทำให้การบริหารจัดการโครงการ สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี จากโครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่าหากทุกฝ่ายให้ความร่วมมือกันก็สามารถสร้างสรรโครงการที่ช่วยให้การพัฒนานักเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง
6.5 ทุกโรงเรียนควรสร้างเครือข่ายการให้บริการ คลินิกให้การปรึกษา ตามศักยภาพ
ที่พอเหมาะพอควรกับโรงเรียนของตนเอง เพราะโครงการนี้เป็นกิจกรรมที่สามารถช่วยเหลือ ป้องกัน แก้ไข และพัฒนานักเรียนได้ในระดับหนึ่ง และยังรองรับการส่งต่อนักเรียนทั้งภายในและภายนอก
โรงเรียน ส่งผลให้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น
จากความสำเร็จดังกล่าวทำให้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนและคลินิกให้การปรึกษาเป็นที่กล่าวถึงในหลายโรงเรียน ส่งผลให้มีการทาบทามงานแนะแนวให้ไปเป็นวิทยากรรับเชิญในหลาย
โรงเรียน เช่น โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ โรงเรียนเซนโยเซฟคอนแวนต์ โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ เชียงใหม่ นอกจากนี้ยังมีผู้มาเยี่ยมชมระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนและคลินิกให้การปรึกษาจากหลายโรงเรียน เช่น โรงเรียนจากเขตพื้นที่การศึกษาเขต 1 และเขต 2 จังหวัดนนทบุรี
จำนวนกว่า 20 โรงเรียน โรงเรียนคริสต์ธรรมศึกษา โรงเรียนสามมุขคริสเตียน ฯลฯ

ข้อควรตระหนักและข้อพึงระวังในการประยุกต์ใช้ BP
1. การบริหารจัดการเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นทีมงานบุคลากรแนะแนวและสมาคมผู้ปกครองและครู ฯจะต้องร่วมมือร่วมใจอย่างแท้จริง ความสำเร็จจึงจะเกิดขึ้นได้ การจัดบริการคลินิกให้การปรึกษาจะมีส่วนใกล้เคียงกับการเปิดแผนกจิตเวชในโรงพยาบาล จึงมีภาระการงานปลีกย่อยมากมายที่ต้องอาศัยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ จึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
2. เนื่องจากเป็นภารกิจที่ต่อเนื่องตลอดปีการศึกษา ทีมงานแนะแนวควรจัดสรรเวลาให้เหมาะกับภารกิจอื่นๆด้วย เมื่อเปิดบริการคลินิกให้การปรึกษาจะต้องไม่กระทบกับงานประจำอย่างอื่นที่ต้องทำให้ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา อาชีพ ส่วนตัว และสังคม
3. ควรสำรวจทรัพยากรบุคคลภายในโรงเรียนและจัดบริการให้เหมาะสมกับโรงเรียนของตน
คลินิกให้การปรึกษาไม่ว่าจะดำเนินงานในสถานศึกษาใดควรใช้ทรัพยากรบุคคลให้สอดคล้องกับท้องถิ่นนั้นๆ วิทยากรผู้ให้บริการอาจจะไม่ใช่นักจิตวิทยา จิตแพทย์ แต่อาจเป็นบุคคลอื่นๆ ที่เป็นที่ยอมรับของคนในท้องถิ่น เช่น ผู้นำชุมชุน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้ปกครองที่มีความรู้ ตลอดจนนักบวช ก็ได้เช่นกัน
กล่าวโดยสรุประบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนจะสำเร็จลุล่วงลงได้ด้วยดี ย่อมต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ต้องอาศัยความอดทนและเอาใจใส่ของผู้ปฏิบัติอย่างแท้จริง และที่สำคัญ
ต้องมีโครงการดีๆที่มารองรับให้สอดคล้องกับระบบ และพบว่าโครงการ คลินิกให้การปรึกษา เป็น
โครงการที่ดีโครงการหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนให้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของ Best Practices ที่ควรสนับสนุนให้เกิดขึ้นในทุกโรงเรียนต่อไป

รายชื่อวิทยากรคลินิกให้การปรึกษา ปีการศึกษา 2547 - ปัจจุบัน
โรงพยาบาลกรุงเทพ
1. ผศ.ดร.นพ.ประกอบ ผู้วิบูลย์สุข
โรงพยาบาลราชานุกูล
1. พญ.มณีรัตน์ สุรวงษ์สิน
โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา
1. นพ.สินเงิน สุขสมปอง
ผู้พิพากษาสมทบ ศาลจังหวัดสมุทรสาคร แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
1. ผศ.พรศิริ อัญญานุภาพ
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (รพ.ศิริราช)
อาจารย์ภาควิชาสุขภาพจิตและพยาบาลจิตเวชศาสตร์
1. ผศ.ดร.วรรณา คงสุริยะนาวิน
2. ผศ.ศิริลักษณ์ เวชการวิทยา
3. ผศ.ดร.ประภา ยุทธไตร
4. อ.ดร.อทิตยา พรชัยเกตุ
5. ผศ.จรรยา ธัญญาดี
6. ผศ.วไลลักษณ์ พุ่มพวง
7. ผศ.ดร.วรรณา คงสุริยะนาวิน
8. ผศ.ภาศิษฎา อ่อนดี
9. ผศ.วารีรัตน์ ถาน้อย
10. ผศ.ถวิล นภาพงศ์สุริยา
11. ผศ.สมพร สุนทราภา
12. ผศ.นราวัลย์ กัมพลาศิริ
อาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
1. ผศ.ดร.นวลอนงค์ บุญจรูญศิลป์
2. ผศ.วิรัตน์ ใกล้บุปผา
3. ผศ.วีรยา จึงสมเจตไพศาล
อาจารย์ภาควิชาพยาบาลอายุรศาสตร์
1. อ.รัตนาภรณ์ คงคา

โรงเรียนคริสตศาสนศาสตร์แบ็บติสต์
1. อ.วีรนุช วงศ์คงเดช
2. อ.สกุณี เกรียงชัยพร
3. อ.วิลาวัลย์ หาญทวีวงศา
4. ศาสนาจาย์ ดร.อภิชาต พูลศักดิ์วรสาร


รายชื่ออดีตวิทยากรคลิกให้การปรึกษา ปีการศึกษา 2542 - 2546
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
1. รศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์
โรงพยาบาลทหารเรือ
1. น.อ.นพ.ธนรักษ์ เอี่ยวสานุรักษ์
โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล
1. นพ.เอกลาภ ทองบริสุทธิ์
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (รพ.ศิริราช)
1. ผศ.ดร.ชมชื่น สมประเสริฐ
2. อ.พวงเพชร เกษรสมุทร
3. อ.นพพร ว่องสิริมาศ
สหแพทย์ช่องนนทรีโพลีคลินิก
1. พญ.ฐิติยา คงสกนธ์

คุณค่าของการเป็นคน คือการรู้จักจัดการกับชีวิตตนเองให้มีความสุขตามอัตภาพ
โดยไม่เป็นที่เดือดร้อนของผู้อื่น
คุณค่าของการเป็นมนุษย์ คือการรู้จักดำเนินชีวิตให้มีความสุขตามอัตภาพ โดยไม่เป็นที่
เดือดร้อนของผู้อื่นและเผื่อแผ่ความสุขนั่นไปยังผู้ยากไร้ทั้งมวล

ท่านจะเลือกเป็นคนหรือเป็นมนุษย์




  • ชอบ