ข่าวสารด้านการแพทย์ ( คณะเภสัชศาสตร์ )

รายละเอียด


ฝากรูป ฝากไฟล์ upload.212cafe.com

เพื่อนๆๆๆๆๆๆๆมีข่าวคราวเกี่ยวกับการแพทย์ ไม่ว่า ด้าย ยา โรค อื่นๆ สามารถหาอ่านได้ที่ห้องนี้ครับ

โดย : O2 Xda lli [ 2006-06-17 15:31:10 ] 124.121.5.41 DELETE    แจ้งลบกระทู้

[ ( 1 ) ] [ ( 2 ) ] [ ( 3 ) ] [ ( 4 ) ] [ ( 5 ) ] [ ( 6 ) ] ( 7 ) [ ( 8 ) ] [ ( 9 ) ] [ ( 10 ) ]

ความคิดเห็นที่ : 301


ต้อหินกับคอมพิวเตอร์


เร็วๆ นี้มีข่าวในสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ หรือรายการในทีวีกล่าวถึงการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ
อาจนำไปสู่โรคต้อหินทำให้ตาบอดได้ ดูรายละเอียดแล้วเป็นผลงานของจักษุแพทย์ชาวญี่ปุ่น
คณะหนึ่งได้ศึกษาภาวะต้อหินในชาวญี่ปุ่นในวัยทำงานอายุ 40
ปีขึ้นไปที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำจำนวนหมื่นกว่าคน พบว่า เป็นต้อหินถึงหนึ่งร้อยหกสิบคน
หรือโดยอัตราส่วนเป็นร้อยละหนึ่งจุดหก
ในรายงานนั้นดูเหมือนว่าจะสรุปว่าต้องเป็นผู้ทำงานโดยใช้คอมพิวเตอร์หลายปี และใช้งานวันละหลายชั่วโมง
โดยเฉพาะผู้นั้นมีสายตาสั้นร่วมด้วย ยิ่งมีโอกาสเป็นต้อหินมากขึ้นด้วย


ต้อหินเป็นโรคที่มีการทำลายประสาทตาอย่างช้าๆ โดยผู้ที่เป็นมักมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือความดันในตาสูง
ทำให้ลูกตาแข็งกว่าปกติอันเป็นที่มาอันเป็นที่มาของชื่อที่ว่า “ต้อหิน” นอกจากดวงตาจะแข็งเหมือนหินแล้ว
ยังเป็นโรคที่การรักษาค่อนข้างจะยุ่งยากหรือค่อนข้างหินตามภาษาชาวบ้าน หากรักษาไม่ได้ตาจะบอดเกือบทุกราย
ซ้ำร้ายต้อหินบางชนิด นอกจากทำให้ตาบอดแล้วยังเจ็บปวดอีก
คือแม้ตาไม่เห็นแล้วเจ้าตัวยังมีอาการเจ็บปวดทุกข์ทรมานจนบางคนยอมให้แพทย์เอาตาออกเพื่อระงับความเจ็บปวด







การมองเห็นของคนปกติ การมองเห็นของคนเป็นต้อหิน



ต้อหินมีด้วยกัน 3 ชนิด ชนิดแรกเป็นต้อหินโดยไม่ทราบสาเหตุพบมากที่สุด
ชนิดที่สองเป็นต้อหินเนื่องจากมีโรคอื่นอยู่ก่อนแล้วเกิดแทรกซ้อนด้วยโรคต้อหินตามหลังพบรองลงมา
และชนิดที่สามพบน้อยที่สุดเป็นต้อหินในเด็กมาแต่กำเนิด คือเป็นโรคต้อหินตั้งแต่อยู่ในครรภ์เลยทีเดียว
เกิดเนื่องจากการกำเนิดลูกตาระหว่างที่เป็นตัวอ่อนในครรภ์มีความผิดปกติ
ทำให้น้ำภายในลูกตาไหลเวียนไม่สะดวก มีน้ำคั่งในลูกตาทำให้ความดันตาสูงขึ้น

ต้อหินที่สำคัญเป็นต้อหินชนิดแรกที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าเหตุใดจึงเกิดกับคนๆ
นั้นในขณะที่ผู้อื่นไม่เป็นกัน ต้อหินชนิดนี้เป็นโรคสำคัญที่ทำให้ประชากรของโลกตาบอด รองลงมาจากต้อกระจก
ต้อหินชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุนี้ยังแบ่งออกได้ 2 ลักษณะตามอาหารแสดงที่มาพบแพทย์ เรียกกันว่า
“ต้อหินมุมเปิดหรือต้อหินเรื้อรัง” และ “ต้อหินมุมปิดซึ่งมักจะเรียกกันว่าต้อหินเฉียบพลัน”
สำหรับต้อหินเฉียบพลันนั้นคนที่เป็นมักมีอาการอย่างกะทันหันโดยมีอาการปวดตา ปวดศีรษะ ตาแดง
และตามัวอย่างฉับพลัน จึงไม่ค่อยมีปัญหาในการมาพบแพทย์นัก เนื่องจากมักจะทนไม่ไหวกับอาการเจ็บปวด
ส่วนต้อหินเรื้อรังค่อนข้างจะเป็นปัญหาในบ้านเรา เพราะว่าเป็นต้อหินที่ค่อยเป็นค่อยไปไม่เจ็บปวด
อีกทั้งตาไม่แดงแต่สายตาจะมัวลงอย่างช้าๆ กว่าเจ้าตัวจะรู้ก็เกือบจะบอดแล้ว
เป็นต้อหินที่สัมพันธ์กับการใช้คอมพิวเตอร์ที่เป็นข่าวอยู่ขณะนี้

ต้อหินมุมเปิดหรือต้อหินเรื้อรังแม้เราไม่รู้สาเหตุของการเกิดอย่างแท้จริง
แต่ก็ได้พยายามศึกษาถึงลักษณะของโรค พยายามแก้ไขไม่ให้ผู้ที่เป็นต้อตาบอด
สิ่งที่เราทราบก็คือต้อหินชนิดนี้มักพบในคนสูงอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป มักพบในผู้ที่เป็นเบาหวาน
ผู้ที่เป็นโรคของต่อมไทรอยด์ ผู้ที่มีประวัติในครอบครัวที่เป็นโรคนี้ ผู้ที่นอกกรนมากจนหยุดการหายใจ
(sleep apnea) ความดันโลหิตสูง
และผู้ที่มีสายตาสั้นจนบางคนอาจกล่าวว่ายีนส์ของการถ่ายทอดโรคทางกรรมพันธุ์ของต้อหิน เบาหวาน
และสายตาสั้นคงจะอยู่ชิดกันมาก จึงพบโรคทั้ง 3 ในคนเดียวกันเสมอๆ

ต้อหินมุมเปิดหรือต้อหินเรื้อรังนี้สัมพันธ์กับการใช้คอมพิวเตอร์จากการศึกษาของแพทย์ชาวญี่ปุ่นอย่างไร
ตามที่กล่าวแล้วว่าต้อหินชนิดนี้พบในคนสูงอายุ
การศึกษานี้ก็ตรวจเฉพาะคนสูงอายุเช่นเดียวกันมีการศึกษาของหลายประเทศตามอุบัติการณ์ของต้อหินชนิดนี้ได้
1-2% อยู่ในตัวเลขที่ใกล้เคียงกัน ชาวญี่ปุ่นมีอุบัติการณ์สายตาสั้นค่อนข้างมาก
จึงน่าเชื่อว่าชาวญี่ปุ่นที่นำมาศึกษาน่าจะมีสายตาสั้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงอันหนึ่งของการเป็นต้อหิน
ส่วนอีกประการหนึ่ง การที่สายตาสั้นแม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้ชัดว่าเกิดจากอะไร
แต่เชื่อกันว่าผู้ที่ใช้สายตาเพ่งมองใกล้มาก พวกหนอนหนังสือ ผู้ที่มีไอคิวสูงมักจะมีสายตาสั้น
ทั้งหมดจึงอาจเกี่ยวพันกันเป็นลูกโซ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้กันมานานแล้ว
การศึกษาของจักษุแพทย์ชาวญี่ปุ่นนี้จึงเน้นย้ำให้สิ่งที่รู้กันมานานแล้ว
การศึกษาของจักษุแพทย์ชาวญี่ปุ่นนี้จึงเน้นย้ำให้ประชาชนระวังถึงโอกาสการเป็นต้อหิน
ซึ่งอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้คอมพิวเตอร์โดยตรงที่ยังพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดในปัจจุบัน
ภาษิตโบราณว่าถ้าจิ้งจกทักเรายังต้องระวัง ในกรณีนี้แนะนำให้ใช้คอมพิวเตอร์ในระยะที่เหมาะสม
แม้จะไม่ได้ป้องกันโรคต้อหินแต่ก็ทำให้ไม่มีภาวะสายตาเมื่อยล้า ตาแห้งจากการใช้คอมพิวเตอร์มากไป

อย่างไรก็ตามเราคงไม่ต้องตื่นกลัวการเป็นต้อหินจากการใช้คอมพิวเตอร์ตามข่าวนี้
แต่ก็ไม่ควรเพิกเฉยกับโรคนี้ ด้วยอุบัติการณ์ที่พบได้ 1-2% ในคนสูงอายุ 40 ปีขึ้นไป
โดยไม่มีอากรรอะไรนำมาก่อน ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปจึงควรได้รับการตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง
เพื่อที่ว่าหากพบโรคนี้ในระยะแรก การรักษาในระยะแรกจะทำให้คุณมีโอกาสสูญเสียสายตาน้อยที่สุด
และยิ่งถ้าคุณมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อีก เช่น เป็นโรคเบาหวาน มีความดันโลหิตสูง มีโรคหลอดเลือด
มีภาวะสายตาสั้น มีประวัติโรคต้อหินในครอบครัว คุณควรต้องเฝ้าระวังโดยการตรวจหาภาวะต้อหินอย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในโลกของข้อมูลข่าวสารปัจจุบันควรใช้คอมพิวเตอร์ครั้งละ
2 ชั่วโมง พักสายตาไปทำงานอื่น 15 นาที แล้วกลับมาทำใหม่
การจัดระบบของโต๊ะคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมทำให้คุณสบายตา ไม่เมื่อยล้า
และอาจจะชะลอมิให้คุณมีสายตาที่สั้นเพิ่มขึ้น ลดปัจจัยของการเป็นต้อหินก็เป็นได้

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-03 10:26:31 ] 124.121.3.226 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 302

ข้อแนะนำในการซื้อยา (ไม่แพง)
1. ซื้อยาใช้เมื่อจำเป็น โภชนาการและพฤติกรรมสุขภาพที่ดีจะลดความจำเป็นในการใช้ยาลงอย่างมากๆ
2. ซื้อยาใช้ให้ตรงกับอาการหรือโรค
3. ซื้อยาตามชื่อสามัญทางยา (Generic name) ไม่ซื้อยาโดยใช้ชื่อการค้า (Trade name) เพราะยา 1 ชื่อสามัญ
มีหลายๆ ชื่อการค้า ราคาแตกต่างกัน จึงสามารถเลือกซื้อในราคาที่เราพอใจได้
4. ซื้อยาที่มีราคามาตรฐานแน่นอน เช่น ยาขององค์การเภสัชกรรมเพราะผู้ขายไม่สามารถบวกเพิ่มได้ตามชอบใจ
และใช้เป็นราคากลางเปรียบเทียบกับการซื้อยาที่อื่นได้
5. ไม่ซื้อยาตามราคาข้างกล่องหรือข้างขวด ต้องต่อรองราคาลง เพราะราคานั้น
ผู้ผลิตได้ให้กำไรแก่ผู้ขายค่อนข้างจะมากทีเดียว
6. ซื้อยาขวดเปลือยจะถูกกว่าที่มีกล่อง หรือภาชนะบรรจุที่มีการตกแต่งสวยงาม
7. หากใช้ยาเป็นประจำ ควรซื้อยาเป็นจำนวนร้อยเม็ดหรือทั้งขวด ราคาจะถูกลง
8. ยาที่ผลิตได้ในประเทศ จะถูกกว่ายานำเข้าจากต่างประเทศ แต่ก็ควรสนใจเรื่องคุณภาพยาด้วย (อ่านเรื่อง
คุณภาพยาวัดกันด้วยอะไร ในนิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับ 299)
9. ยาที่ลงทุนโฆษณามากๆ ย่อมราคาแพงกว่ายาที่ไม่ได้โฆษณา
10. พึ่งตนเองอย่างทันสมัย โดยหันมาใช้ยาจากสมุนไพรไทย
11. ”ยาชุด” เป็นยาที่ให้กำไรกับผู้ขายมากที่สุด (และเป็นอันตรายที่สุดด้วย)
12. ซื้อ “ยาสูตรผสม” ใช้ อาจจ่ายแพงเกินความจำเป็น
13. ซื้อยาในปริมาณที่พอเพียงกับระยะเวลาในการรักษาโรค ไม่แบ่ง

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-03 10:41:41 ] 124.121.3.226 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 303

50 คำถามจากโครงการอบรบการใช้ยาในเด็ก
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2542 9.00-12.00น. ณ.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
โดย พญ.สุนทรี รัตนชูเอก และ ภญ.อ.นันทลักษณ์ สถาพรนานนท์

1. เด็กที่กินยาแล้วอาเจียน จะให้ยาซ้ำอีกหรือไม่
ตอบ ถ้าทานยาไปแล้วยังไม่ถึง 30 นาทีอาจต้องทานยาซ้ำ แต่ถ้าทานยานานประมาณ 30
นาทีขึ้นไปแล้วจึงอาเจียน ไม่จำเป็นต้องทานยาซ้ำ
2. เด็กเกิดมาแล้วลิ้นลายแผนที่เกิดจากอะไร มีวิธีรักษาอย่างไร (ตอนนี้อายุ 1 1/2 ขวบยังไม่หาย)
หมอบอกว่า ขาดวิตามิน ก็ให้วิตามินรับประทานแต่ยังไม่หาย
ตอบ ขาดวิตามิน อาจเป็น Vitamin B ได้จากผักหรือเนื้อสัตว์
3 อาการไซนัสอักเสบขั้นรุนแรงในเด็กมีอาการอย่างไร มีโอกาสหายขาดได้หรือไม่ มีความแตกต่าง
กับไซนัสในผู้ใหญ่อย่างไร
ตอบ ในเด็กและผู้ใหญ่ไม่แตกต่างกัน มีอาการปวดหัว น้ำมูกลงคอตลอด ไอเวลากลางคืน หายใจลำบาก
4. ลูกอายุ 3 ขวบครึ่ง ผิวแพ้ง่าย เวลายุงกัด มดกัด จะมีตุ่มเป็นหนองขึ้น เวลาหายจะเป็นแผลเป็น
ไปหาหมอเด็ก หมอบอกว่าผิวแพ้ง่ายให้ยาน้ำมาทานก่อนนอนทุกคืน วันละ 1/2 ช้อนชา บอกว่าเป็นยาแก้แพ้
ไม่ทราบว่า ยานี้เมื่อทานหมดขวดแล้ว สามารถไปซื้อยาที่ร้านทานต่อไปได้หรือไม่ หรือควรกลับไป
ปรึกษาหมอที่จ่าย
ตอบ ถ้าเป็นยาแก้คันก็ให้เฉพาะเวลาคันก็เพียงพอ
5. จากข้อ 4 ขอคำแนะนำในการไปซื้อยาทา
ตอบ ถ้าแพ้ธรรมดา ไม่มีหนอง แนะนำให้ใช้ Steroid cream แต่ถ้ายุงกัดแล้วเกาต่อมามีหนองไม่ควรใช้
Steroid cream ขอแนะนำให้ใช้ Betadine
6. ในความคิดเห็นของคุณหมอมีความจำเป็นแค่ไหน ในการให้วัคซีนป้องกันอีสุกอีใสในเด็ก
แล้วมีโอกาสที่เด็กได้รับ วัคซีนอีสุกอีใส แล้วจะเป็นอีสุกอีใสได้อีกหรือไม่
ตอบ ไม่ค่อยจำเป็นในยุค IMF เพราะโรคอีสุกอีใสไม่เป็นอันตรายและไม่รุนแรงในเด็ก แต่ถ้า
ต้องการฉีดวัคซีน โอกาสเป็นโรคหลังฉีดวัคซีนจะน้อยกว่าไม่ได้ฉีด
7. เด็กเป็นโรคภูมิแพ้ อายุ 9 เดือน แพ้อาหาร ปลา ไข่ ฯลฯ ทานแล้วเป็นลมพิษ ควรจะให้โปรตีนในประเภทใดแทน

ตอบ ไก่ หมู ถั่ว แต่ต้องคอยสังเกตว่าจะแพ้หรือไม่ ควรรับประทานทีละอย่าง
เพราะถ้ามีอาการแพ้จะได้รู้ว่าแพ้อะไร
8.จากข้อ 7 เด็กเป็นผื่นเป็นๆ หายๆ จะแพ้โปรตีนในนมวัวหรือไม่ แต่ไม่เคยมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร
ตอบ ไม่น่าใช่เพราะถ้าเป็นๆ หายๆ น่าจะแพ้อย่างอื่นมากกว่าโปรตีนในนม เพราะเด็กดื่มนมทุกวัน
ถ้าอาการแพ้เกิดจากนมน่าจะมีอาการตลอดเวลา
9.การโฆษณาของแป้งเด็กแคร์ ที่บอกว่า hypo-allergic แปลว่า ไม่แพ้ จริงๆ แล้ว น่าจะแปลว่า แพ้ต่ำ
มากกว่า ในฐานะที่อาจารย์เป็นแพทย์ จะช่วยแก้ไข้เรื่องนี้อย่างไร เพราะยังมีการโฆษณาอยู่
ผู้บริโภคอาจเข้าใจผิดได้
ตอบ ต้องแก้ไขผ่านทาง อย. งานคุ้มครองผู้บริโภคค่ะ
10. TA ครีม 0.02% ทาแก้การอักเสบของผิวหนัง ถ้าใช้บ่อยๆ กับเด็กจะมีผลข้างเคียงหรือไม่
บางทีเด็กเป็นผื่นเกือบทั้งตัวก็ทายาชนิดนี้
ตอบ เนื่องจาก TA ครีมเป็น steriod ดูดซึมได้ ต้องระวังเพราะผิวเด็กบาง การดูดซึมยาเข้าร่างกายมากๆ
อาจเกิดอาการข้างเคียงของ steriod ได้
11. เด็กอายุ 11 เดือนทานมังคุดมากๆ จะทำให้ท้องผูกหรือเกิดผลเสียกับสุขภาพอื่นๆ หรือไม่
ตอบ ทุกอย่างทานมากไปไม่ดีทั้งนั้นค่ะ
12. เด็กกินยาแก้ไข้หวัด ซึ่งมียาแก้อักเสบรวมอยู่ด้วย
เมื่อกินยาเกือบหมดขวดเกิดมีผื่นขึ้นเป็นเพราะยาใช่หรือไม่ และมีผลข้างเคียงต่อเด็กหรือไม่
ตอบ บอกไม่ได้ เพราะมีหลายสาเหตุที่ผื่นเกิดร่วมได้ ควรหยุดยาและไปพบแพทย์
13. ควรจะมียาอะไรบ้างที่จำเป็นสำหรับเด็กอนุบาลอายุ 3-5 ปี ที่ควรมีอยู่ในห้องพยาบาลแผนกอนุบาล
ตอบ - ยาลดไข้ ; ยาแก้แพ้ ;Calamine lotion ; ยาฆ่าเชื้อสำหรับใส่แผลสด ; น้ำเกลือล้างแผล
14. ยาหยอดจมูก แก้คัดจมูก เปิดใช้แล้ว เก็บไว้ใช้ได้อีกหรือไม่ เก็บได้นานเท่าไรค่ะ
ตอบ โดยทั่วไปยาจะมีวันหมดอายุที่ฉลากยา ดังนั้นเมื่อใช้ยาแล้วเก็บได้จนถึงวันหมดอายุของยา
15. เด็กควรจะเริ่มแปรงฟันเมื่อไร
ตอบ เมื่อฟันขึ้น
16. เด็กควรจะเริ่มใช้ยาสีฟันเมื่ออายุเท่าไร
ตอบ เมื่อเด็กบ้วนปากเป็น
17. เด็กทารก สามารถทานยา Antibiotic ได้หรือไม่
ตอบ ได้ ขึ้นกับข้อบ่งใช้ของแพทย์
18. ยาทาแก้แพ้ ผื่นคันเด็กเล็ก เช่น 0.1% TA cream ใช้ได้หรือไม่ ควรใช้ความเข้มข้นเท่าไหร่
ตอบ ควรใช้ความเข้มข้น 0.02% ก็เพียงพอ
19. เมื่อมีลมในท้อง ทำไมจึงเกิดอาการอาเจียน
ตอบ เด็กมักมีความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดอาการอาเจียน
20. ยาทากันยุงกัด ควรใช้ยาอะไร
ตอบ Steroid cream หรือ ยาหม่
21. ถ้าไม่ทราบว่าลูกโดนอะไร เห็นเป็นแต่ตุ่มแดงๆ และคัน ควรทายาอะไร
ตอบ ถ้าเป็นผื่นแดงแต่ไม่มีแผลเปิดและไม่มีหนองใช้ TA cream 0.02%
22. ลูกเป็นหวัด มีน้ำมูก แต่ลูกชอบกินน้ำต้มสุกแช่ตู้เย็น จะเป็นอะไรหรือไม่
ตอบ น้ำที่เย็นมากทำให้เด็กไอมากขึ้นได้
23. ลูกอายุ 2 ปี ควรใช้ยาใส่แผลสดชนิดใด
ตอบ Betadine
24. ลูกอายุ 2 ปี ยาละลายเสมหะ ควรให้ยาอะไรคะ
ตอบ ใช้ยาขับเสมหะ Glyceryl Guiacolate และดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ
25. เด็กอายุ 2-6 เดือน มีอาการสะอึกบ่อยๆ เวลาสะอึก แม่จะให้กินนมแม่
อาการสะอึกก็จะหายไม่ทราบจะมีวิธีอื่น ที่ทำให้หายสะอึกได้หรือไม่
ตอบ การกลืนของเด็กยังไม่สัมพันธ์กัน จะหายได้เมื่อโตขึ้
26. เด็กอายุ 2 เดือน 12 วัน เป็นผื่นที่หน้า เฉพาะที่แก้ม ต่อมาบวมขยายเป็นวงใหญ่ขึ้น
และเด็กมักจะเอามือถูหน้าด้วย ผื่นที่เป็นเกิดจากอะไรคะ
ตอบ ต้องตรวจดูเชื้อรา
27. ถ้าเด็กอายุไม่ถึง 1 ปี มีอาการท้องเสีย (ถ่ายเหลว) แต่ไม่อาเจียน ไม่มีไข้ ไม่ทราบว่า
ควรแนะนำให้ผู้ปกครองปฏิบัติต่อลูกอย่างไร และเภสัชกรประจำร้านขายยา ควรจ่ายยาหรือไม่
และยาใดที่ควรจ่ายให้
ตอบ ไม่ใช้ยา ให้น้ำเกลือและควรแบ่งนมให้ครั้งละน้อยๆ แต่ให้บ่อยๆ
28.เด็กอายุ 16 เดือน เคยเป็นโรคปอดชื้น และปอดบวม รักษาแล้วกลับมาอยู่บ้าน ตอนนี้ยังมีอาการ ไอ
ไข้ขึ้นสูงบ่อยๆ เบื่อนมและอาหาร น้ำหนักลด ควรดูแลเด็กอย่างไรคะ ต้องทานยาเจริญอาหาร และวิตามินหรือไม่

ตอบ เด็กหายจากปอดชื้นแล้ว อาการที่เป็นอยู่เป็นอาการของไข้หวัด ติดเชื้อไวรัส ให้รักษาตามอาการ
พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาเจริญอาหารและวิตามิน
29.เด็กอายุ 1-2 ปี เวลาไม่สบายมักจะมีอาการไข้ขึ้นสูงในตอนกลางคืน เวลาดึกๆ (ตั้งแต่ตี 1จนกระทั่งเช้า)
ไข้ก็ยังไม่ลด (เช็ดตัวตลอดเวลา) แต่พอกลางวันไข้ก็ลดและอาการก็ปกติดี จะมีการไข้ตอนกลางคืน 1-2
วันติดต่อกัน ไข้ไม่ลด ต้องพาให้หาหมอหรือไม่ ไม่ทราบว่าเกิดจากอะ
ตอบ ติดเชื้อ Virus เป็นส่วนใหญ่ ถ้า 2-3 วัน ไม่ดีขึ้นน่าจะไปพบแพทย์
30. เด็กอายุ 2 ขวบ มีไข้เล็กน้อย เล่นอยู่ดีๆ ก็เกิดชักขึ้น พ่อแม่ตกใจรับพาไปหาหมอ แต่ก็หยุดชักแล้ว
ไม่ตัวร้อนมากแต่ชัก น่าจะมีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง แล้วมีผลอะไรต่อสมองไหมคะ แต่เป็นแค่ครั้งเดียว
ไม่เป็นอีกหลังจากนั้น
ตอบ สาเหตุน่าจะเกิดจากมีไข้ทันทีทันใด ควรรีบเช็ดตัว ลดไข้ จะป้องกันการชักครั้งต่อไป
เด็กมีโอกาสชักได้อีก ควรมียาลดไข้ประจำบ้าน
31.เด็กอายุ 1-2 ขวบ ผิวหนังที่หลังจะแห้งเป็นขุย บางทีผิวก็แตกระแหง แต่ไม่มีอาการคันอย่างใด
(ขณะนี้ยังนอนเปลเฉพาะตอนกลางวัน) พออาบน้ำไปเรื่อยๆ ก็จะหลุดไปเอง แต่ไม่นานก็จะเป็นขุยอีก
ไม่ทราบว่าเกิดจากอะไร เกิดจากเหงื่อที่นอนเปลหรือเปล่า หรือเกิดจากการฟอกสบู่ เป็นมา 2 ครั้งแล้ว
ครั้งละประมาณ 2-3 อาทิตย์
ตอบ ควรฟอกสบู่วันละครั้งเดียว บริเวณที่เป็นผื่นงดฟอกสบู่ ถ้าผิวแห้งทา lotion วันละ 2-3 ครั้ง
32.เมื่อลูกร้อง แล้วปากเขียว ไม่ทราบว่า มีวิธีแก้ไขอย่างไร
ตอบ ควรหาสาเหตุแล้วแก้ไขเรื่องที่เด็กร้องไห้ มักพบในกรณีที่เลี้ยงตามใจ
พยายามเปลี่ยนเรื่องเบี่ยงเบนความสนใจของเด็ก หลีกเลี่ยงการตามใจที่มากเกินไป
33.เด็กนอนกัดฟันจะแก้ไขอย่างไร
ตอบ เด็กนอนกัดฟันเพราะเด็กเครียด แก้ไขโดยลดความเครียดของเด็ก
ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตจากการเลี้ยงดูของท่านด้วย
34. เด็กอายุ 15-17 ปี จะจามหลังจากตื่นนอน แล้วมีน้ำมูก พอสายแล้วจะไม่มีน้ำมูก เพราะเหตุใด
แก้ไขอย่างไร
ตอบ อาจแพ้อากาศ แพ้ฝุ่นจากหมอน นุ่นหรือที่นอน ควรสังเกตเพื่อหาสาเหตุแล้วหลีกเลี่ยง ถ้าทำได้
35. ยาภูมิแพ้ มีผลข้างเคียงต่อระบบประสาทหรือไม่
ตอบ อาจทำให้เด็กง่วงนอน ถ้าเด็กเล็ก(อายุ < 3 ขวบ)อาจจะกระตุ้นระบบประสาท ทำให้เด็กนอนไม่หลับ
36. ที่ว่าหมอมักจ่ายยาแรงหมายถึง ยากลุ่มไหน (ในกลุ่มยาปฏิชีวนะ) เช่น เด็กเป็นหวัด
ตอบ ในความคิดเห็นนะคะ กรณีนี้ยาแรงน่าจะหมายถึงยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ)
ที่ออกฤทธิ์ครอบคลุมเชื้อกว้างกว่าที่ควรเป็น
37. ยาขับเสมหะ ขยายหลอดลม ยาลดน้ำมูก และยาแก้ไอ ควรใช้อย่างไร โดยเฉพาะถ้าเด็กเป็นหอบหืด
ตอบ ควรใช้เมื่อมีอาการ และตามแพทย์สั่ง
38. ไข้ต่ำๆ ประมาณกี่องศา และกี่องศาจึงจัดว่ามีไข้สูง
ตอบ ไข้ต่ำ คือ คือมากกว่า 37.8 C ส่วนไข้สูง คือมากกว่า 39 C
39. น้ำเกลือล้างแผลใช้มี ความเข้มข้นเท่าไร
ตอบ เข้มข้น 0.9%
40. อาการท้องเสียที่ไม่ควรให้ยาหยุดถ่ายนั้น ถ้ายังไม่หายถ่าย สักกี่วันจึงจะให้ยาหยุดถ่ายไ
ตอบ ไม่ควรให้ยาหยุดถ่ายเลย
เพราะถ้าอาการท้องเสียเด็กเกิดจากการติดเชื้อจะทำให้เชื้ออยู่ในร่างกายนานขึ้น
และจะมีอาการรุนแรงขึ้นได้
41. ลำไส้กลืนกันจะเป็นอายุช่วงไหน
ตอบ 1-2 ปี
42. ที่ว่าใช้ไบโอ-ซี กินจะช่วยลดอาการหวัดได้ไหม ในเด็กควรทานไหมคะ
ตอบ ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าช่วยลดอาการหวัดได้
43. บุตรสาวอายุ 3 ขวบครึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ วินิจฉัยโดยแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราช
ปัจจุบันรักษาอยู่ที่คลีนิคโรคภูมิแพ้ โรงพยาบาลศูนย์นครปฐมปัญหาที่ขอถาม
1) แพทย์สั่งให้ใช้ยา Ventolin ซึ่งเป็นยาพ่นใส่กระบอกแล้วพ่นเข้าปาก และอีกชนิดหนึ่งคือ
ใช้พ่นโดยเครื่องพ่นของโรงพยาบาล ใช้เป็นประจำเมื่อเกิดอาการ อยากทราบว่าจะมีผลต่อร่างกาย
เด็กในอนาคตหรือไม่
ตอบ ในขณะนี้ยังไม่มีรายงานผลข้างเคียงจากการใช้ยา
แต่สำหรับการใช้ยาอย่างต่อเนื่องในเด็กที่ใช้ยาพ่น Ventolin คือ ระคายเคืองในปาก ลำคอและอาจมีอาการไอได้

2) ยาบางชนิดให้ทานหลังอาหารและก่อนนอน อยากทราบว่า แต่ละมื้อควรห่างกันกี่ชั่วโมง ปัญหาที่พบมากคือ
ช่วงหลังอาหารมื้อเย็น-ก่อนนอน
ตอบ ประมาณ 4-5 ชั่วโมง
44. เด็กกิน primrose oil capsule แก้ภูมแพ้ ซึ่งมี vitamin E ผสมอยู่ 5 มก.
ไม่ทราบว่าจะเป็นอันตรายต่อเด็กหรือไม่ อย่างไร
ตอบ Vitamin E สะสมได้ในไขมัน ถ้ารับประทานมากๆ จะเกิดอันตรายได้
45. วิตามินที่ผลิตขายทั่วไปมีผลดีผลเสียต่อเด็กอย่างไร
ตอบ วิตามินมี 2 ชนิดทั้งชนิดที่ละลายน้ำและละลายในไขมัน สำหรับวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่
วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค จะสะสมและเกิดพิษได้ถ้ารับประทานมากเกินความต้องการ
ดังนั้นการใช้วิตามินควรจะปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
46. ยาอมแก้เจ็บคอเหมาะจะใช้กับเด็กหรือไม่ อายุเท่าไหร่ที่ห้ามรับประทาน
ตอบ ถ้ารสชาติเด็กยอมรับได้ก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ต้องระวังการใช้มากเกินไป
ส่วนประกอบบางอย่างอาจทำลายฟันของเด็กได้
47. หลักจากดื่มนมแล้วทานยาทันทีเลย จะมีผลข้างเคียงหรือไม่ค่ะ
ตอบ ต้องขึ้นอยู่กับว่า นมมีผลกับยาหรือไม่ ยาบางตัวจะทำปฏิกิริยากับนมทำให้การออกฤทธิ์เสียไป
48. ถ้าเด็กไม่ทานอาหาร ให้ทานผลไม้หรือนมแล้วดื่มยา ได้หรือไม่
ตอบ ไม่เป็นไร ถ้ายานั้นเป็นยาที่ไม่มีปฏิกิริยากับผลไม้หรือนม
49. prednisolon crean จะใช้ในอาการอะไรบ้าง
ตอบ ยาทาแก้อักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อจะใช้ในกรณีที่มีตุ่มแดง คัน
50. น้ำเกลือล้างแผลกับน้ำเกลือที่ให้ทางสายยางใช่ชนิดเดียวกันหรือไ
ตอบ เป็นน้ำเกลือ 0.9% เหมือนกันแต่ระดับความสะอาดแตกต่างกัน
น้ำเกลือที่ให้ทางสายยางจะมีระดับความสะอาดมากกว่า

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-03 20:09:37 ] 124.121.1.245 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 304

โรคความดันโลหิตสูง(Hypertension)
โรคนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงโรคที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของทั้งโรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ
และโรคหัวใจวายในผู้สูงอายุ สำหรับผู้สูงอายุที่มีความดันโลหิตสูง คือ
ผู้ที่มีแรงดันโลหิตในขณะที่หัวใจบีบตัว (systolic) สูงเกิน 140 มิลลิเมตรปรอท
และมีแรงดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว (diastolic) สูงเกิน 90 มิลลิเมตรปรอท
หรือมีแรงดันโลหิตในขณะที่หัวใจบีบตัวสูงเกิน 140 มิลลิเมตรปรอทแต่อย่างเดียวก็ได้
จากการศึกษาของหลายสถาบันได้มีหลักฐานชัดเจนว่า
อัตราป่วยและอัตราตายเนื่องจากโรคหลอดเลือดสมองจะลดลงอย่างชัดเจนในผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงแล้วได้รับก
ารรักษาอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคนี้มากขึ้น เช่น
การรับประทานอาหารเค็ม การขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น
การออกกำลังกายที่ถูกต้องเหมาะสมและสม่ำเสมอจะช่วยบริหารกล้ามเนื้อ เอ็นข้อต่าง ๆ
และช่วยให้หัวใจสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้ดี ช่วยชะลอการเสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ
ที่จะต้องเกิดขึ้นในผู้สูงอายุได้

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-03 20:10:31 ] 124.121.1.245 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 305

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโลหิต

โลหิตเป็นอวัยวะชนิดหนึ่ง เป็นของเหลวสีแดงที่ไหลเวียนอยู่ภายในหลอดโลหิตทั่วร่างกาย
โดยมีหัวใจทำหน้าที่สูบฉีดโลหิต อวัยวะสำคัญของร่างกายที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดโลหิต ได้แก่ ไขกระดูก เช่น
กระดูกหน้าอก กระดูกแขน กระดูกซี่โครง กระดูกเชิงกราน กระดูกไขสันหลัง เป็นต้น ในร่างกายมนุษย์
(ผู้ใหญ่) จะมีโลหิตประมาณ 4,000 - 5,000 ซี.ซี. หรือ ปริมาณตามน้ำหนักของแต่ละคน คิดโดยประมาณคือ 80
ซี.ซี. ต่อน้ำหนัก 1 กิดลกรัม
เม็ดโลหิตที่สร้างจากไขกระดูก มี 3 ชนิด คือ


1. เม็ดโลหิตแดง

2. เม็ดโลหิตขาว

3. เกร็ดโลหิต
โลหิตแบ่งได้ 2 ส่วน คือ


1. ส่วนของเม็ดโลหิต

2. ส่วนพลาสม่า (Plasma)
1. ส่วนของเม็ดโลหิต มีประมาณ 45 เปอร์เซนต์ ของโลหิตทั้งหมด

เม็ดโลหิตแดง มีหน้าที่ในการลำเลียงอ๊อกซิเจนไปให้เซลส์อวัยวะต่าง ๆ ใช้สันดาบ อาหารเป็นพลังงาน
อายุการทำงานของเม็ดโลหิตแดง ประมาณ 120 วัน

เม็ดโลหิตขาว มีหน้าที่ป้องกันและทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย

เกร็ดโลหิต มีหน้าที่ช่วยทำให้โลหิตแข็งตัว ตรงจุดที่มีการฉีดขาดของหลอดโลหิต
2. พลาสม่า (Plasma) เป็นส่วนของเหลวของโลหิตที่ทำให้เม็ดโลหิตลอยตัว มีลักษณะเป็นน้ำเหลืองมีอยู่ประมาณ
55 เปอร์เซนต์ ของโลหิตทั้งหมดในร่างกาย

หน้าที่ของพลาสม่า
- ควบคุมความดัน และปริมาตรของโลหิต

- ป้องกันเลือดออก

- เป็นภูมิคุ้มกันโรคติดต่อที่จะเข้าสู่ร่างกาย

ส่วนพลาสม่าประกอบด้วย
1. ส่วนน้ำ ประมาณ 92 เปอร์เซนต์

2. ส่วนโปรตีน มีประมาณ 8 เปอร์เซนต์ โปรตีนส่วนนี้จะมีความสำคัญคือ

2.1 แอลบูมิน มีหน้าที่รักษาความสมดุลของน้ำในหลอดเลือด และเนื้อเยื่อ

2.2 อินมูโนโกลบูลิน มีหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันโรคติดต่อต่าง ๆ ที่จะเข้าสู่ร่างกาย
ประเภทของโลหิต
โลหิตของมนุษย์สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ดังนี้


1. หมู่โลหิตระบบ ABO

2. หมู่โลหิตระบบ Rh
1. หมู่โลหิตระบบ ABO
หมู่โลหิตเริ่มค้นพบใน คศ. 1900 โดย Karl Landsteiner พบหมู่โลหิต A, B, และ O ส่วนหมู่โลหิต AB พบโดย
Von Decastello และ Sturli ในปี คศ. 1902

สถิติหมู่โลหิต ABO ของคนไทย มีดังนี้
หมู่โลหิต A 21.1 %
หมู่โลหิต B 34.0 %
หมู่โลหิต O 37.6 %
หมู่โลหิต AB 7.3 %
2. หมู่โลหิต ระบบ Rh
ปี คศ. 1939 Levine และ Stetson รายงานการค้นพบหมู่โลหิต ระบบ Rh ประกอบด้วยหมู่โลหิต 2 ชนิดคือ

2.1 หมู่โลหิต ระบบ Rh บวก พบในคนไทยประมาณ 99.7 %

2.2 หมู่โลหิต ระบบ Rh ลบ พบในคนไทยประมาณ 0.3 % หรือใน 100 คน จะพบเพียง 3 คนเท่านั้น
การถ่ายทอดหมู่โลหิต ระบบ ABO ของพ่อ - แม่ - ลูก ที่เป็นไปได้


หมู่โลหิตของพ่อ หมู่โลหิตของแม่ หมู่โลหิตของลูกที่อาจจะเป็นไปได้
O O O
O A O,A
0 B O,B
O AB A,B
A A A,O
A B O,A,B,AB
A AB A,B,AB
B B B,O
B AB A,B,AB
AB AB A,B,AB

การบริจาคโลหิต


- ปกติแล้วมนุษย์จะมีโลหิตอยู่ประมาณ 4,000 - 5,000 ซี.ซี. และการบริจาคโลหิตแต่ละครั้งจะบริจาคเพียง
300
- 400 ซี.ซี. หรือ ประมาณ 6 - 7 % ของโลหิตทั้งหมดในร่างกาย
การบริจาคโลหิตเท่ากับการกระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเม็ดโลหิตใหม่ ๆ ออกมาชดเชยให้มีระดับเท่าเดิม ภายใน 7
- 14 วัน

- การบริจาคสามารถบริจาคโลหิตได้ทุก ๆ 3 เดือน ไม่ควรบริจาคก่อนครบกำหนด จะทำให้ร่างกายขาดเหล็ก
อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง
คุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิต


- บริจาคได้ทั้งชาย และหญิง ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

- อายุ 17 - 60 ปี

- น้ำหนัก 45 กิโลหรัม ขึ้นไป

- ฮีโมโกลบิน หญิงสูงกว่า 80% ชายกว่า 90% ของคนปกติ

- ความดันโลหิต ซีสโตริกไม่ต่ำกว่า 100 มม.ปรอท

- ไม่มีประวัติเป็นผู้เสพยาเสพติด (ชนิดฉีด)

- ต้องไม่เป็นโรคเอดส์, โรคไวรัสตับอักเสบ บี และซี

- ไม่เป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคเอดส์

- ไม่มีประวัติเป็นมาเลเรียภายใน 3 ปี

- มีสุขภาพสมบูรณ์ ไม่เป็นโรคหัวใจ โรคปอด โรคไต และโรคติดต่ออื่น ๆ
ข้อควรปฏิบัติ ก่อนบริจาคโลหิต


- ควรนอนหลับพักผ่อนอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง

- ไม่ควรอยู่ระหว่างรับประทานยา ประเภทปฏิชีวนะ และฉีดยา

- สตรีต้องไม่อยู่ในระหว่างมีรอบเดือน

- ควรรับประทานอาหารมาให้เรียบร้อย ก่อนมาบริจาคโลหิต แต่อาหารนั้นไม่ควรมีไขมันมาก
ขั้นตอนการบริจาคโลหิต
ขั้นตอนที่ 1 สำหรับผู้บริจาคโลหิตครั้งแรก เขียนใบสมัครบริจาคโลหิต

กรอกข้อความ ตามแบบใบสมัครให้ชัดเจน เช่น ชื่อ - นามสกุล, วัน เดือน ปี เกิด สถานที่ทำงาน, สถานศึกษา,
ที่อยู่ที่บ้าน เป็นต้น

กรอกข้อความตามแบบสอบ-ถาม ลงในใบสมัครตามความเป็นจริง

ลงนามผู้บริจาคโลหิต
สำหรับผู้บริจาคเดิม ให้ยื่นบัตรประจำตัวผู้บริจาคโลหิตกับเจ้าหน้าที่ได้ทันที
ขั้นตอนที่ 2 ตรวจสอบความเข็มข้นของโลหิต
ขั้นตอนที่ 3 ตรวจร่างกายโดยแพทย์ และให้ความเห็นว่ามีสุขภาพแข็งแรง พร้อมบริจาคโลหิต
ขั้นตอนที่ 4 บริจาคโลหิต โดยพยาบาลทำหน้าที่เจาะเก็บโลหิต ซึ่งเป็นผู้มีความชำนาญ
การเจาะโลหิตจะฉีดยาชาบริเวณผิวหนังที่เจาะโลหิตก่อนทำการเจาะเก็บโลหิต
และอุปกรณ์ในการเจาะเก็บโลหิตเป็นของใหม่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว และจะใช้เพียงครั้งเดียว
แล้วทิ้งไม่นำมาใช้อีก
ขั้นตอนที่ 5 พร้อมบริจาคโลหิต จะมีการกินอาหารว่างพร้อมเครื่องดื่ม และทำแผลบริเวณเจาะโลหิต
ข้อความปฏิบัติหลังการรับบริจาคโลหิต


ควรนอนพักบนเตียงสักครู ห้ามลุกจากเตียงทันทีเพราะอาจทำให้เวียนศีรษะเป็นลมได้

ควรรับประทานอาหารว่าง และเครื่องดื่มที่จัดเตรียมไว้

รับบริการทำแผลบริเวณเจาะเก็บโลหิต

หากมีอาการวิงเวียศีรษะ หรือรู้สึกจะเป็นลม ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที หรือนอนลง
เพื่อป้องกันการล้มศีรษะฟาดพื้น
บัตรประจำตัวผู้บริจาคโลหิต


ผู้บริจาคโลหิตจะได้รับบัตรประจำตัวผู้บริจาคโลหิต ซึ่งภายในบัตรจะระบุรายละเอียด ดังนี้

ชื่อ-นามสกุล พร้อมด้วยที่อยู่ของผู้บริจาคโลหิต

เลขประจำตัวผู้บริจาคโลหิต

หมู่โลหิต ระบบ เอบีโอ (ABO) และระบบ อาร์เอช (Rh)

วัน เดือน ปี และจำนวนครั้งการบริจาคโลหิต

บัตรประจำตัวสีเหลือง คือบัตรประจำตัวผู้บริจาคโลหิต หมู่ A

บัตรประจำตัวสีชมพู คือบัตรประจำตัวผู้บริจาคโลหิต หมู่ B

บัตรประจำตัวสีฟ้า คือบัตรประจำตัวผู้บริจาคโลหิต หมู่ O

บัตรประจำตัวสีขาว คือบัตรประจำตัวผู้บริจาคโลหิต หมู่ AB
ผลที่ได้รับจากการบริจาคโลหิต


ความภาคภูมิใจที่ได้เสียสละโลหิตในร่างกาย เพื่อเป็นสาธารณะประโยชน์ต่อผู้อื่น

รับทราบหมู่โลหิตของตนเอง

ได้รับการตรวจสุขภาพ ทุก 3 เดือน (กรณีมาบริจาคโลหิต)

ได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ไวรัสตับอักเสบ ซี เชื้อไวรัสเอดส์ และเชื้อซิฟิลิส (กามโรค)
การตรวจคุณภาพโลหิต


โลหิตที่ได้รับจากการบริจาคโลหิต
ก่อนนำไปให้กับผู้ป่วยเพื่อการรักษาทุกหน่วยต้องผ่านการตรวจจากห้องปฏิบัติการตามลำดับขั้นตอน
เพื่อผู้ป่วยจะได้รับโลหิตที่ปลอดภัยตามมาตรฐาน การตรวจโลหิตทางห้องปฏิบัติการจะกระทำการตรวจดังนี้ คือ

1. ตรวจหาหมู่โลหิต ระบบ เอบีโอ และระบบ อาร์เอช

2. ตรวจหาเชื้อไวรัสเอดส์ (Anti HIV และ HIV Ag)

3. ตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี (Abs Ag)

4. ตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี (Anti Hbc)

5. ซิฟิลิส (VDRL)

6. ทดสอบความเข้ากันได้ของโลหิตครบทุกขั้นตอนตามมาตรฐาน

การบริจาคโลหิตนับว่าเป็นกุศลอันสูงสุดเพราะเป็นการให้ส่วนหนึ่งของชีวิตไปช่วยต่อชีวิตให้ผู้อื่น
ผู้ให้ย่อมเกิดความปิติ บังเกิดความสุขใจจากผลบุญของการให้
ขณะนี้โลหิตที่ได้รับการบริจาคยังขาดแคลนไม่เพียงพอ
ท่านผู้บริจาคโลหิตจึงนับว่าเป็นส่วนสำคัญในการบริจาคโลหิต เพื่อสำรองไว้ใช้กับเพื่อนมนุษย์ผู้เจ็บป่วย
ท่านที่สนใจติดต่อขอรับบริจาคโลหิตได้ที่ กองบริการโลหิต รพ. ภูมิพลอดุลยเดช พอ. บนอ.
สาขาบริการโลหิตของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร. 531-1970-99 ต่อ 27651 ในวันเวลาราชการ

"บริจาคโลหิต ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์"

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-04 07:49:35 ] 124.121.2.69 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 306

แพทย์บุกทำเนียบฯ ขอขึ้นค่าแรงครึ่งแสน! ระบุปัญหาแพทย์ลาออกถึงจุดวิกฤติ
วันที่: 12 พฤศจิกายน 2546
รายละเอียด: นายกแพทยสภาบุกทำเนียบฯ ขอขึ้นค่าแรงหมออีกครึ่งแสน ระบุปัญหาแพทย์ลาออกถึงจุดวิกฤติ
ถ้าไม่คิดแก้ล่มทั้งระบบแน่ แฉหมอ ร.พ.ใหญ่ใน กทม.เผ่นเกลี้ยงแล้ว ที่เหลือคือพวกไม่มีทางไป

น.พ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่าในสัปดาห์นี้จะเข้าพบนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี
ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือถึงปัญหาของแพทย์ ในหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
โดยเฉพาะเรื่องค่าตอบแทนของแพทย์ ที่ตนเคยยื่นหนังสือถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้พิจารณา
เนื่องจากปัญหาดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้แพทย์ลาออกจากราชการ
ทั้งนี้ไม่ใช่การเรียกร้องเพื่อขอขึ้นเงินเดือน แต่ขอให้ปรับเพิ่มค่าตอบแทนอื่นๆ ดังนี้ 1.ค่าวิชาชีพ
2.ค่าความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง 3.ค่าภาระงาน 4.ค่าเข้าเวร

นายกแพทยสภากล่าวว่า ค่าตอบแทนที่ระบุมานั้น ไม่ใช่แพทย์ทุกคนจะได้รับเหมือนกันหมด
แต่แพทย์คนไหนจะได้รับค่าค่าตอบแทนด้านใดบ้าง ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถ
และภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เนื่องจากแพทย์แต่ละคนมีความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน
จึงไม่ถูกต้องที่จะได้รับค่าตอบแทนเหมือนกัน โดยตนไม่ได้มุ่งหวังให้แพทย์มีรายได้เท่ากับการทำงานใน
ร.พ.เอกชน แค่ต้องการให้ได้สัก 70%-80% ก็พอแล้ว เพราะตอนนี้น้อยกว่า ร.พ.เอกชนถึง 10 เท่า
ส่วนค่าตอบแทนด้านต่างๆ ที่เสนอไป มีจำนวนเท่าใดนั้นจะยังไม่เปิดเผย เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณา
แต่ถ้าแพทย์คนใดมีความสามารถทำได้ทุกด้าน จะได้ค่าตอบแทนพิเศษอีกประมาณ 4-5 หมื่นบาท

"ปัญหาแพทย์ลาออกมาถึงจุดวิกฤติแล้ว เพราะมีการลาออกตลอดเวลาซึ่งน่ากลัวมาก
ต่อไปคนไข้จะเจอแต่ตึกไม่เจอหมอ ตอนนี้ ร.พ.ใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ หมอแห่ลาออกกันเยอะมาก เนื่องจาก
ร.พ.เอกชนต่างอ้าแขนรับ ขณะที่บางคนก็เปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น
ส่วนคนที่อยู่ถ้าไม่ใช่เพราะมีใจรักวิชาชีพแพทย์จริงๆ ก็เกิดจากไม่มีทางไป
ซึ่งถ้าทุกอย่างยังเป็นแบบนี้ต่อไปจะล่มทั้งระบบ" น.พ.สมศักดิ์ระบุ

น.พ.สมศักดิ์กล่าวว่า จะได้หารือเรื่องกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบวิชาชีพแพทย์ด้วย อาทิ มาตรา 42
ที่ว่าด้วยเรื่องการฟ้องไล่เบี้ยแพทย์ กรณีที่วินิจฉัยหรือรักษาผิดพลาด
ในพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้แพทย์รู้สึกเหมือนเป็นผู้ร้าย
ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ตัดมาตราดังกล่าวออกแล้ว
แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้นำเรื่องเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร รวมถึงร่าง พ.ร.บ.ยา
ที่อยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกา มีรายละเอียดหลายมาตราที่ทำให้ขัดแย้งระหว่างแพทย์และเภสัชกร
โดยเฉพาะการห้ามแพทย์ในคลินิกจ่ายยา ที่จะทำให้ประชาชนได้รับความเดือนร้อนมากที่สุด
เพราะต้องจ่ายสองต่อเสียค่าตรวจและเสียค่ายาอีกต่างหาก จึงควรที่จะเร่งหาข้อสรุปก่อนปัญหาจะบานปลาย
นอกจากนี้ยังมี พ.ร.บ.ชันสูตรพลิกศพ ที่สร้างความลำบากใจให้กับแพทย์
เนื่องจากบางครั้งต้องเสี่ยงอันตรายเกินไป เช่น ต้องเดินทางไปในที่ที่มีกับระเบิดหรือในป่า
และยิ่งถ้าเป็นแพทย์ผู้หญิง หากต้องออกไปตอนกลางคืนก็น่าเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย
จึงคิดว่าบางกรณีก็ไม่จำเป็นต้องไปด้วยตนเอง จะใช้เป็นวิธีถ่ายภาพมาก็ได้

ข่าวจาก นสพ. ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 10 พ.ย. 2546

ความคิดเห็นที่ 43 : (203.144.236.211)
แทนที่จะเรียกร้องให้เพิ่มค่าจ้างหมอ ทำไมไม่เรียกร้องให้มีการควบคุมค่าจ้างหมอแทน
แพทยสภาไม่ทราบหรือว่าหมอเป็นนักธุรกิจไปแล้ว ต้นทุนยา 5 บาท ตั้งราคาเป็น 500 บาท ฉันเคยเป็นไข้
อาการเหมือนไข้จับสั่น ไปตรวจที่โรงพยาบาลตอนอาการเป็นปกติ หมอบอกไม่ได้เป็นอะไร แต่จัดยามาให้เพียบ อีก
3 วันต่อมาไปหาหมออีกเพราะอาการไม่ดีขึ้น ไปหาหมออีก หมอก็บอกไม่เป็นอะไร แล้วก็จัดยาชุดใหม่มาให้ ทั้ง
ๆ ที่ยาชุดเดิมก็ยังเหลืออยู่ ถ้าไม่เป็นอะไรแล้วจัดยาให้ทำไม
ผลสุดท้ายต้องหาตำรามานั่งเปิดเพื่อศึกษาโรคเองแล้วไปหาหมอใหม่อีกรอบเพื่อตรวจเลือด
หมอก็จะจัดยามาให้อีก ทั้ง ๆ ที่เอายาชุดเดิมไปให้ดูว่ายังเหลืออยู่ ทานแล้วก็ไม่ได้ผล
ทำไมแพทยสภาไม่เข้าไปควบคุมพฤติกรรมของแพทย์ จัดอบรมจริยธรรมให้หมอแทนที่จะขึ้นเงินให้
ใครมีเงินหมอก็มาให้เห็นหน้า ใครไม่มีเงินก็มีแต่ชื่อหมอติดอยู่หน้าห้องว่าดูแลอยู่ ฉันเฝ้าไข้พ่ออยู่ 3
เดือนเศษ ยังไม่เคยเห็นหน้าหมอเลย ส่งแต่หมอฝึกหัดมา ส่วนหมอก็ชวนคนไข้มีเงินไปอยู่โรงพยาบาลเอกชน
พ่อฉันอยู่ไอซียู 2 อาทิตย์ ฉันแอบรู้ว่าผลตรวจออกมาว่าพ่อขาดเลือด หมอก็ไม่สั่งเลือดให้
เข็มที่เจาะเข้าหัวใจโดยตรงก็โดนทำหลุดจนเลือดอาบตัว ยังไม่รู้ว่ามีอะไรที่ไม่เห็นอีกบ้าง
สรุปแล้วห้องไอซียูก็คือโรงฆ่าสัตว์ชั้นเลว แล้วยังกล้าที่จะขอขึ้นเงินอีกหรือ
น่าจะลดเงินมากกว่าทั้งโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน

จากคุณ : คนหมดศรัทธาหมอ- [25 สิงหาคม 2549]


ความคิดเห็นที่ 42 : (208.147.1.1)
รับสมัคร หัวหน้าแผนกห้องปฏิบัติการทางการแพทย์1 ตำแหน่ง
มีประสบการณ์ทางด้านห้องปฏิบัติการและระบบคุณภาพ 3 ปี, นักเทคนิคการแพทย์ 2 ตำแหน่ง มีประสบการณ์ในLAB
รพ. , ผู้ช่วยนักเทคนิคการแพทย์ 1 ตำแหน่ง มีประสบการณ์ในการเจาะเลือด ทุกตำแหน่งทำงานที่ รพ.ลาดพร้าว
สนใจติดต่อได้ที่ 361/1-2 ซ.ลาดพร้าว 122 ถ.ลาดพร้าว วังทองหลาง กทม.10310 โทร.029342381



จากคุณ : ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์และการเกษตรแ- [21 สิงหาคม 2549]


ความคิดเห็นที่ 41 : (124.121.81.15)
ไม่เห็นด้วยที่จะขอขึ้นเงิน เที่เป็นอยู่ทำงานคุ้มเงินเดือนแล้วหรือ

จากคุณ : สอ- [13 กรกฎาคม 2549]


ความคิดเห็นที่ 40 : (58.147.76.79)
รัฐให้ที่เรียน รัฐให้ที่ทำงาน รัฐให้เงินเดือน(มากกว่าวิชาชืพอื่น) รัฐให้ที่อยู่ รัฐอุ้มชู
สุดท้ายก็จากรัฐไป สัจธรรมของสัตว์โลกย่อมหาสิ่งที่ดีกว่า

จากคุณ : - [11 กรกฎาคม 2549]


ความคิดเห็นที่ 39 : (58.147.76.79)
งงอ่ะรัฐก็ให้ค่าตัวสูงกว่าวิชาชืพอื่นอยู่แล้วยังจะเรียกร้องอะไรอีกไม่พอกินหรือไงสงสารพวกพยาบาลจังและ
ขอเป็นกำลังใจให้กับแพทย์ที่ไม่เห็นแก่เงินทองรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน ไม่โกงเวลาราชการ

จากคุณ : เด็กช่าง- [11 กรกฎาคม 2549]


ความคิดเห็นที่ 38 : (203.157.160.6)
หมอเทวดา.....ไง... ดูคนไข้ บ้างหรือเปล่า นอนอย่างเดียว ค่าตอบแทนต่างกันเห็นได้ชัด

จากคุณ : หมูตุ๋น- [6 กรกฎาคม 2549]


ความคิดเห็นที่ 37 : (203.157.14.246)
ถ้ารัฐเส้นตื้นตามหมอปากไวที่ชอบโวยวายพวกนี้ก็เส้นตื้นตามหมอสมศักดิ์ที่เห็นแก่ตัว
เอาความจริงมาพูดกันดีกว่า พยาบาลทำ Job งานของหมอชนบททั้งหมด ภาครัฐมาดูบ้างซิ
ผลิตแพทย์ออกมาอย่าสักแต่ว่าให้จบๆ ขนาดจบบอร์ดออกมายังผ่าผิดผ่าถูก คนไข้ดมยาไปแล้วหมอขอออกCase
ไปอ่านตำราก่อนก็มี

จากคุณ : พยาบาลชนบท- [27 มิถุนายน 2549]


ความคิดเห็นที่ 36 : (203.113.16.250)
เกลียดหมอมีแต่เห็นแก่ตัว ชอบดูถูกคนอื่น ยังมีหน้าจะขอเงินเพิ่ม ความจริงพยาบาลควรจะได้มากกว่าอีก


จากคุณ : aa- [14 พฤษภาคม 2549]


ความคิดเห็นที่ 35 : (203.156.147.162)
หมอทุกวันนี้เงินก็ซื้อคุณได้แล้วแล้วเอาคุณธรรมไว้ที่ไหนคุณบอกว่าทำงานหนัก เท่าที่เจอมา ทำงานไม่ถึง 4
ชั่วโมงต่อวันแล้วจะเรียกร้องค่าอะไรอีกปัจจุบันก็ทำงานไม่คุ้มเงินอยู่แล้ว
พยาบาลทำงานหนักกว่าคุณอีกแถมพวกหมอชอบวีนแตกเวลาทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ ตัวเองทำผิดก็ไม่เคยรับผิด
ไม่รู้ว่าเสียเวลาเรียนก็นาน มีการสอนให้มีจิตสำนึกและมารยาทในสังคมหรือไม่ โดยเฉพาะแพทย์จาก มช.
นิสัยแย่มากให้จบมาได้ยังไง ทำอะไรแทบจะไม่เป็นเลยเสียชื่อสถาบันไปอยู่ที่ไหนเขาก็ด่ากันทั้งนั้น
จนจะไม่มีที่อยู่อยู่แล้ว

จากคุณ : พยาบาล- [15 เมษายน 2549]


ความคิดเห็นที่ 34 : (124.121.161.86)
มันอยู่ที่ความเสี่ยงมากกว่านะคุณ

หมอหนะ ถ้าพลาดเค้ารับผิดทุกอย่างเลยนะ
อาชีพที่อยู่กับความเสี่ยง ความรับผิดชอบ กับงานหนักโดยที่ความเสี่ยงน้อยหนะ เทียบกันไม่ได้หรอก
เมื่องั้น กรรมกรแบกหามไม่ต้องเรียนก็เอาไปเลยเงินเดือน 3 หมื่น

จากคุณ : กรรมกร- [2 เมษายน 2549]


ความคิดเห็นที่ 33 : (203.113.60.75)
ขอแสดงความยินดีกับคุณหยาดนภาลัย

จากคุณ : ณัฐวุฒิ- [1 มีนาคม 2549]


ความคิดเห็นที่ 32 : (203.113.60.75)
อยากให้คุณหยาดนภาลัยร้องเพลงอีกต่อไป

จากคุณ : ณัฐวุฒิ- [1 มีนาคม 2549]


ความคิดเห็นที่ 31 : (203.170.228.172)
ไม่ต้องลาออกไม่ต้องให้เงินเพิ่มขอเพียงส่งเสริมให้หมอทำธุรกิจเครือข่ายรายได้ไม่มีขีดจำกัด ประหยัดเวลา
ไม่ต้องมาปวดหัวเรื่องการลงทุน อุดหนุนคนไทย ส่งเสริมสมุนไพรไทยก้าวไกลสู่ตลาดโลก

ทำธุรกิจเครือข่าย หมอเส็ง ดีกว่าครับ

จากคุณ : chan_chaw@hunsa.com- [20 กุมภาพันธ์ 2549]


ความคิดเห็นที่ 30 : (58.9.15.115)
ขอให้กำลังใจในการทำงานในการรักษาต่อไปนะครับถือเสียว่าความผิดพล่าดคือหน้าที่เราต้องแก้ให้มันดีขึ้นคุณ
เลือกที่จะทำงานในอาชีพนี้ยังงัยผมก็ขอกำลังใจน้อยๆขอผมให้คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบให้มีความสุขนะครับ
easy_enjoyflim@hotmail.com

จากคุณ : - [11 กุมภาพันธ์ 2549]


ความคิดเห็นที่ 29 : (203.147.24.99)
นั่นสินะทำไมไม่นึกถึงคนที่มีเงินเดือนน้อยบ้างนะ บางคนจนแทบแย่
ไม่มีเงินค่ารักษาด้วยซ้ำแพทย์น่าจะมีจิตสำนึกมากกว่านี้นะ
...แต่ถ้าไม่อยากเสียเงินทองเพราะต้องไปรักษาโรคเมื่อไม่สบายแล้วล่ะก้อต้องดูแลสุขภาพของคุณเองตั้งแต่วั
นนี้นะ สุขภาพดีไม่ต้องไปหาหมอจริงไม๊ ....อ่านดูข้อความข้างล่างนี้ดูสิเผื่อคุณจะสนใจ
มาแล้ว !!! มาแล้ว !!! นวัตกรรมใหม่สุดยอดแห่งโภชนาการ อันดับ 1 ของโลก ด้วยสารอาหารครบ 5 หมู่
ยืนยันว่าปลอดภัยและใช้ได้ผล ทั้งคนอ้วนอยากผอม คนผอมอยากอ้วน
หรือคนที่มีปัญหาสุขภาพอันเนื่องมาจากความอ้วน คุณสนใจไหม ที่จะมีสุขภาพดีจากข้างใน
เมื่อสุขภาพดีมาจากข้างในแล้ว โรคภัยก็ไม่ถามหาอย่างแน่นอน... สุขภาพดีไม่มีขาย แต่
ถ้าอยากได้สุขภาพดีด้วยโภชนาการที่ดีที่สุดแล้วล่ะก็ ติดต่อเราได้ที่ Mind & Care International
Center ทุกคนได้ผล .... 09-6355718 หรือ สอบถามข้อมูลได้ที่ information@opportunity2you.com
แล้วพบกันค่ะ

จากคุณ : grace 09-6355718- [14 ธันวาคม 2548]


ความคิดเห็นที่ 28 : (203.172.255.150)
แก้ไขปัญหาง่ายนิดเดียว รัฐบาลต้องผลิตแพทย์ให้มาก รัฐควรลงทุนก่อนจะได้ไม่เสียค่าใช้จ่ายที่หลัง
เมื่อแพทย์มีมากปัญหาการเล่นตัวของแพทย์ก็น้อยลง เบื่อพวกมีความรู้สูงแต่เห็นแก่ตัว

จากคุณ : samguaim@thaimail.com- [11 ธันวาคม 2548]


ความคิดเห็นที่ 27 : (203.172.255.150)
แก้ไขปัญหาง่ายนิดเดียว รัฐบาลต้องผลิตแพทย์ให้มาก รัฐควรลงทุนก่อนจะได้ไม่เสียค่าใช้จ่ายที่หลัง
เมื่อแพทย์มีมากปัญหาการเล่นตัวของแพทย์ก็น้อยลง เบื่อพวกมีความรู้สูงแต่เห็นแก่ตัว

จากคุณ : samguaim@thaimail.com- [11 ธันวาคม 2548]


ความคิดเห็นที่ 26 : (203.151.140.112)
หมอทำไมถึงเห็นแก่ตัวอย่างนี้ คิดว่าตัวเองเป็นอะไรพระเจ้าหรือไง วันๆคอยแต่จะกดขี่คนอื่นให้ต่ำลง
คิดว่าตัวเองวิเศษนักหรือไง ทำงานก็น้อยกว่าแถมยังไม่ได้คุณภาพ วินิจฉัยโรคก็ทำอย่างลวก ๆ พูดก็ไม่ดี
อย่าคิดว่าคนอื่นไม่รู้นะ ชาวบ้านที่เค้าไปตรวจกลับมาเล่าให้ฟัง
จนคนเค้าไม่อยากจะไปหาหมอที่โรงพยาบาลกันแล้วทำให้ภาระมาหนักที่สอ.วัน
ๆหนึ่งคนมาตรวจเกือบร้อยตรวจคนเดียวอีกต่างหาก ขอคนจากโรงพยาบาลมาช่วย
หมอยังไม่ปล่อยมาเลยกลัวเหลือเกินที่จะต้องทำงานหนักไม่มีใครมาแบ่งหน้าที่ คนจบใหม่มากี่คน
กี่คนก็เอาไปอยู่โรงพยาบาลหมด ถ้าอย่างงั้นแน่จริงก็รับผิดชอบดูแลคนไข้ที่จะตรวจของสอ.ให้หมดเลยซิ
ส่วนทางสอ.จะรับเฉพาะลงพื้นที่อย่างเดียวเท่านั้น

จากคุณ : พยาบาลสอ.- [5 พฤศจิกายน 2548]


ความคิดเห็นที่ 25 : (203.151.140.112)
หมอทำไมถึงเห็นแก่ตัวอย่างนี้ คิดว่าตัวเองเป็นอะไรพระเจ้าหรือไง วันๆคอยแต่จะกดขี่คนอื่นให้ต่ำลง
คิดว่าตัวเองวิเศษนักหรือไง ทำงานก็น้อยกว่าแถมยังไม่ได้คุณภาพ วินิจฉัยโรคก็ทำอย่างลวก ๆ พูดก็ไม่ดี
อย่าคิดว่าคนอื่นไม่รู้นะ ชาวบ้านที่เค้าไปตรวจกลับมาเล่าให้ฟัง
จนคนเค้าไม่อยากจะไปหาหมอที่โรงพยาบาลกันแล้วทำให้ภาระมาหนักที่สอ.วัน
ๆหนึ่งคนมาตรวจเกือบร้อยตรวจคนเดียวอีกต่างหาก ขอคนจากโรงพยาบาลมาช่วย
หมอยังไม่ปล่อยมาเลยกลัวเหลือเกินที่จะต้องทำงานหนักไม่มีใครมาแบ่งหน้าที่ คนจบใหม่มากี่คน
กี่คนก็เอาไปอยู่โรงพยาบาลหมด ถ้าอย่างงั้นแน่จริงก็รับผิดชอบดูแลคนไข้ที่จะตรวจของสอ.ให้หมดเลยซิ
ส่วนทางสอ.จะรับเฉพาะลงพื้นที่อย่างเดียวเท่านั้น

จากคุณ : พยาบาลสอ.- [5 พฤศจิกายน 2548]


ความคิดเห็นที่ 24 : (203.113.71.166)
พยาบาลก็ทำงานหนักเหมือนกัน เฝ้าคนไข้ตลอดเวลา ส่วนหมอมาตรวจเป็นเวลา ที่เหลือตรวจคนไข้ OPD ไม่กี่คน
แล้วก็ไปคลีนิก เวลาอยู่เวรหลับกันสบาย รอเวลา พยาบาลที่เฝ้าตลอดโทรรายงาน Case เจอหมอขี้เกียจก็สั่ง
Order by tel แล้วยังจะมาอ้างลาออกเรียกร้องค่าตอบแทนเพิ่ม แน่จริงพร้อมใจกันลาออกให้หมดไปเลย
ทีพยาบาลขอเพิ่มคิดแล้วคิดอีก คิดจนไม่ได้อะไรเลย ค่าตอบแทนก็ห่างกันมาก ตอนนี้เลยไม่ค่อยอยากทำงาน
เบื่อหมอ.......

จากคุณ : พยาบาลวิชาชีพ รพ.ชุมชน- [29 ตุลาคม 2548]


ความคิดเห็นที่ 23 : (203.113.71.4)
ไปทำงายสาย
ให้คนไข้รอ
ตรวจครึ่งวัน
ไปทำงานคลินิค
นี่คือนิสัย
ยังมาเรียกค่าแรงอีก

จากคุณ : เบื่อหมอ- [29 ตุลาคม 2548]


ความคิดเห็นที่ 22 : (210.246.77.119)
น่าเบื่อจริงๆ เห็นแต่ความสำคัญชองหมออ่ะ พยาบาลก็เรียนมาสี่ปี งานก็หนักกว่าเป็นไหนๆ ทำงานก็เป็นเวลา
ถึงแม้ว่าปริมาณคนเยอะกว่า แต่ค่าตอบแทนที่ได้มันก็ไม่น่าจะแตกต่างกันขนาดนี้นะ แย่จริง

จากคุณ : พยาบาลวิชาชีพ- [18 ตุลาคม 2548]


ความคิดเห็นที่ 21 : (61.91.223.63)
เภสัชก็เรียน 5 - 6 ปีเหมือนกันทำไมเงินเดือนน้อยกว่าหมอเป็นเท่า แล้วหมอจะเอาอะไรอีก
ขึ้นก็ควรขึ้นทุกตำแหน่ง บางตำแหน่งเหนื่อยกว่าหมอเยอะ

จากคุณ : da- [24 กันยายน 2548]


ความคิดเห็นที่ 20 : (202.183.229.100)
ตอนเรียนก็อาศัยเงินหลวง-เงินภาษีประชาชน แต่ตอนจบมายังรับใช้หลวงไม่คุ้ม ไหงมาขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองละ
คิดถึงประชาชนที่เขาเสียภาษีบ้างสิ หรือไม่ก็ใช้ทุนตัวเองเรียนสิ จะไม่มีใครว่า

จากคุณ : หัวหมอจริงๆ- [23 สิงหาคม 2548]


ความคิดเห็นที่ 19 : (61.90.10.251)
ไม่รู้หรือว่า นักการเมืองหญ่ายกว้านซื่อรพ.เอกชน
ไว้เกือบหมดแล้ว มันก็ต้องกว้านหมอเข้าไปอยู่รพ.
เอกชน และหนึ่งในรพ.เอกชนก็ของหมอสมศักดิ์ รพ.ลาดพร้าวไง

กรรมการแพทยสภาเป็นเจ้าของโรงพยาบาลเอกชน
ทั้งนั้น ดังนั้นหมอสมศักดิ์จะแก้ปัญหานี้ได้ ก็ให้เงิน
เดือนหมอโรงพยาบาลเอกชนเท่ากับของรพ.รัฐสิ จะได้ไม่ต้องมีหมอลาออก เริ่มที่ลาดพร้าวก่อนเป็นไง

จากคุณ : ไม่บอก เกลียดหมอสมสาก- [9 สิงหาคม 2548]


ความคิดเห็นที่ 18 : (61.19.16.9)

จากคุณ : - [27 มิถุนายน 2548]


ความคิดเห็นที่ 17 : (58.10.157.199)
สุรจิตร สมิทธิ์นราเศรษฐ์ 09-0745795 รับดูดวง รับรักษาโรคแผนโบราณ surajit42@hotmail.com



จากคุณ : garu- [24 พฤษภาคม 2548]


ความคิดเห็นที่ 16 : (203.155.94.129)
ท่านทั้งหลายจงมองในสิ่งที่ท่านทำ มองสิ่งที่ท่านมี หากท่านมีเท่านี้แล้วท่านยังไม่พอ
ก็จงมองไปที่คนทุกข์ยากซึ่งเป็นชนชั้นที่เยอะที่สุดในประเทศไทย แล้วลองถามใจท่านดู
ว่าท่านเรียนแพทย์มาเพื่ออะไร และถามหาจรรยาบรรณในวิชาชีพของท่าน
แล้วท่านก็ตัดสินใจเองเทิดว่าท่านจะเลือกทางใด

จากคุณ : นาย 30 บาท- [11 พฤษภาคม 2548]


ความคิดเห็นที่ 15 : (161.200.255.161)

จากคุณ : - [26 เมษายน 2548]


ความคิดเห็นที่ 14 : (203.151.140.119)
ทำไมพูดอย่างกับว่าอ้างอิงจากหมอในกทม.อย่างเดียวล่ะ ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยทำไมไม่ลองดูเรื่อง หมอเจ็บ
เพราะหมอที่ทำงานหนักก็มีอีกเยอะ

จากคุณ : i-doratee- [14 มีนาคม 2548]


ความคิดเห็นที่ 13 : (203.146.143.254)
ขึ้นเงินเดือน แล้ว ทำงานให้คุ้มกับเงินเดือนน่ะ
ไปโรงพยาบาล ชาวบ้านต้องรอหมอ ทั้ง ๆ ที่ชาวบ้านได้ค่าแรงงานขั้นต่ำ แต่หมอได้มากกว่า และได้หลายทางด้วย

จรรยาบรรณ และความรับผิดชอบก็น้อยลงทุกที
ความตั้งใจในการเป็นแพทย์ เพื่อช่วยชีวิตคนคงไม่มีแล้ว มีแต่ถ้าใครเป็นหมอ จะหาเงินได้มากๆๆๆๆ มั้ง

จากคุณ : ชาวบ้าน- [21 กุมภาพันธ์ 2548]


ความคิดเห็นที่ 12 : (203.150.217.11
การขึ้นค่าตอบแทนควรจดสรรคให้ทุกวิชาชีพ เพราะการดูแลผู้ป่วยต้องใช้สหสาขาวิชาชีพ ทำงานกันคนละหน้าที่
ระยะเวลาในการปฏิบัติงานไม่เท่ากันนะอย่างที่รู้อยู่ เปิดคลินิคเช้า กว่ามาตรวจที่ รพใของรัฐ 09.00
น.เป็นอย่างเร็ว ตอนเย็น 15.00 น.ก็ต้องโทรตามให้วุ่น แล้วทำไหมต้องอ้างแต่จะลาออก
เพราะอาชีพท่านทำอะไรก็ต้องเบิกเงินได้อยู่แล้ว ให้เปิดโลกให้กว้างเพราะบางอาชีพทำงานมากกว่า 8
ชั่วโมงก็ไม่เคยเบิกค่านอกเวลาเลยนะจะบอกให้

จากคุณ : cattaliyas@yahoo.com- [11 มกราคม 2548]


ความคิดเห็นที่ 11 : (203.150.217.111)
เทคนิคการแพทย์ ขอความเห็นใจด้วยครับท่าน..พวกเราก็เป็นกลุ่มหนึ่งที่
ทุ่มเทพลังขับเคลื่อนด้านการสาธารณสุขไทยเหมือนกัน

จากคุณ : วิทย์- [5 มกราคม 2548]


ความคิดเห็นที่ 10 : (203.156.42.236)
สกัดสารอัลลิซินออกจากกระเทียมอย่างไร

จากคุณ : y1smile@thaimail.com- [9 ธันวาคม 2547]


ความคิดเห็นที่ 9 : (203.156.42.236)
สกัดสารอัลลิซินออกจากกระเทียมอย่างไร

จากคุณ : y1smile@thaimail.com- [9 ธันวาคม 2547]


ความคิดเห็นที่ 8 : (202.28.25.41)

จากคุณ : - [2 กันยายน 2547]


ความคิดเห็นที่ 7 : (203.150.4.27)
www.doolstudio.com

จากคุณ : r031@chaiyo.com- [26 สิงหาคม 2547]


ความคิดเห็นที่ 6 : (203.150.217.114)

จากคุณ : - [24 สิงหาคม 2547]


ความคิดเห็นที่ 5 : (202.133.131.39)
โลกกว้างของ Optometry
http://www.aoanet.org
http://www.worldoptometry.org
http://www.aaopt.org
http://www.opt.indiana.edu/programs/interntl/index.htm

สถาบันวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ในสาขา Optometry หลักสูตร Doctor
of Optometry ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยอินเดียน่า (www.indiana.edu) สหรัฐอเมริกา
โดยรับสมัคร

1. แผนการศึกษา 6 ปี สำหรับผู้ที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 6
2. แผนการศึกษา 4 ปี สำหรับผู้ที่จบการศึกษาในระดับ ปริญญาตรี

เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้
อนึ่งหากผู้สมัครสนใจที่จะขอรับทุนการศึกษาในสาขาวิชานี้ก็สามารถแสดงความจำนงได้เมื่อยื่นใบสมัครตั้งแต่
บัดนี้เป็นต้นไป ผู้สนใจกรุณาติดต่อที่

สถาบันวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
อาคารสุโขทัย ชั้น 2 ห้อง 0212
หัวหมาก บางกะปิ กรุงเทพฯ 10240
โทรศัพท์: 02-3108906-8
โทรสาร : 02-3108907
E-mail Address : ihs@ram1.ru.ac.th
Website: http://www.ru.ac.th/ihs

จากคุณ : สายด่วน OD- [25 มีนาคม 2547]


ความคิดเห็นที่ 4 : (202.59.244.120)
หนังสือพิมพ์ “ตลาดวิเคราะห์”
วันที่ 1-15 สิงหาคม 2543

หยาดฟ้า ( หยาดนภาลัย กาลวิบูรณ์ )

โรคที่เป็นมาก่อนบริโภค เป็นโรคเส้นโลหิตในสมองตีบตัน ทำให้เป็นอัมพฤกษ์มือซ้าย ระยะเวลาปีครึ่ง
ได้ออกอากาศช่อง ITV บริษัทและทีมงาน จึงนำผลิตภัณฑ์ “เซียมย้งเจ็ง” มามอบให้ ปัจจุบันดื่มมาแล้ว 3 ขวด
อาการดีขึ้นมาก

“หยาด นภาลัย” หรือ นายหยาดฟ้า บุญไพบูลย์ ปัจจุบันได้ป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
ต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่บ้าน อาการในอดีตที่ผ่านมาไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ถึงแม้ว่าจะรักษาทุกวิถีทางจนแทบจะหมดหวังแล้วก็ตาม ทำให้รู้สึกท้อแท้และสิ้นหวังที่จะหายจากโรคร้ายนี้

แต่โชคชะตายังไม่สิ้นหวังเสียทีเดียว เมื่อข่าวนี้รู้ถึงหูผู้บริหาร บ.กราฟเธอร์ คือ คุณอารักษ์
ประยูรอนุเทพ ประธานบริหารบริษัท ฯ ซึ่งมีสินค้าที่เป็นเครื่องดื่มสมุนไพร “เซียมย้งเจ็ง”
อยู่ในครอบครอง ประจวบเหมาะกับความนิยมชมชอบในตัวนักร้องรุ่นเก่าอย่าง “คุณหยาด” เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
จึงทนไม่ไหวที่จะเห็นคนที่ตัวเองชื่นชอบ ต้องมาทนทุกข์อยู่อย่างนี้
จึงได้จัดส่งสินค้าไปให้รับประทานในทันที

นางอุไรวรรณ บุญไพบูลย์ ภรรยานายหยาดฟ้า (หยาด นภาลัย) กล่าวว่า
หลังจากดื่มเซียมย้งเจ็งและยาแผนปัจจุบันควบคู่ไปด้วย ทำให้อาการของ “คุณหยาด”
เริ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าอาการป่วยของโรคร้ายนี้จะไม่ได้หายเป็นปกติก็ตาม
แต่หลังจากได้ดื่มสมุนไพรนี้เข้าไป อาการของผู้ป่วยรู้สึกว่า มีปฏิกริยาที่ตอบสนองต่อเครื่องดื่มดีขึ้น
จะสังเกตเห็นได้จากที่เมื่อก่อน มือจะแกว่งไม่ได้ การเคลื่อนไหวเป็นไปค่อนข้างจะลำบาก
ลักษณะการพูดจะพูดไม่ชัด แต่ในปัจจุบันเริ่มเดินไหนมาไหนได้บ้าง และการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ดีขึ้น
มือที่เคยขยับไม่ได้ กลับเริ่มเคลื่อนไหวได้แล้ว

“คุณหยาด นภาลัย” ได้ดื่มเครื่องดื่มเซียมย้งเจ็งมาเป็นเวลา 5 เดือน พร้อมกับการรักษาตามวิธีการของแพทย์
และทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้อาการดีขึ้น นางอุไรวรรณเล่าว่า
ยอมรับว่าเครื่องดื่มเซียมย้งเจ็งมีสรรพคุณที่ดีจริง คุณสมบัติเป็นที่น่าเชื่อถือ
เนื่องจากสังเกตจากอาการของผู้ป่วยที่ดีขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะระบบหมุนเวียนของเลือดมีการทำงานดีขึ้น
ทำให้อาการต่าง ๆ ดีตามไปด้วย

โรคร้าย เรื้อรัง รักษาได้..ด้วยตัวคุณเอง

สุดยอดสมุนไพรจีน สูตรฮ่องเต้ จากประเทศจีน

ลด : ความดันโลหิต, โคเลสเตอรอล, น้ำตาลในเลือด, ความเครียด, อาการซึมเศร้า, นอนไม่หลับ, ภูมิแพ้,
ปวดเอว/หลัง, ไขข้อต่าง ๆ , ปวดท้องเวลามีรอบเดือน, ปวดศีรษะ/ไมเกรน ฯลฯ

เพื่มประสิทธิภาพ : การทำงานของไต, ปอด, หัวใจ, สมอง, ประสาท, กระตุ้นประสาทไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ
ของร่างกาย ทำให้หายเหน็บชา, ขยายหลอดเลือด, เพิ่มเม็ดเลือดแดง

คืนความหนุ่มสาว : ร่างกายแข็งแรงขึ้น, ทำงานได้มากขึ้น, ไม่เหนื่อยง่าย

สินค้าของคนไทย เครื่องดื่มสมุนไพรที่สามารถส่งออกไปตีตลาดที่ อเมริกา รับประทานได้ทุกเพศ ทุกวัย
ตั้งแต่เด็กอายุ 5 ขวบจนถึงคนแก่คนชรา

2,900 บาท แพงเกินไปหรือเปล่า กับ ชีวิตและสุขภาพ ของคนที่คุณรักและห่วงใย

คุณ ยง แซ่โล้ว 0-1550-5784 : ตัวแทนจำหน่ายอิสระ

ด่วน...ติดต่อกลับภายใน 7 วัน ได้ราคาพิเศษ

จากคุณ : เซียมย้งเจ็ง 0-1550-5784- [15 กุมภาพันธ์ 2547]


ความคิดเห็นที่ 3 : (203.113.62.4)
จงยึดประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน แพทย์ทั้งหลายก่อนที่ท่านจะดังจะเก่งก็ผ่านงานจาก
รพ.ของรัฐทั้งนั้นเพื่อฝึกฝน มีประสบการณ์ แล้วท่านก็ไป ไม่เป็นไหรสิทธิส่วนบุคคล
กรุณาอย่าเอาการบริการของรัฐเปรียบกับเอกชน มันวัดกันไม่ได้ต้นทุนไม่เท่ากัน เป้าหมายไม่เหมือนกัน
รัฐไม่ได้มุ่งหวังกำไร เวลามีเรื่องกับรัฐท่านตีข่าวรุนแรงโดยไม่ดูข้อเท็จจริงเลย
เวลาเอกชนเกิดเรื่องก็เงียบ

จากคุณ : ae2511@hunsa.com- [22 มกราคม 2547]


ความคิดเห็นที่ 2 : (203.113.45.137)
ยังมีข้าราชการที่ปฏิบัติงานด้านการรักษาพยาบาลที่อยู่ในสถานีอนามัย ต้องทำงานหนักมาก แทบไม่มีวันหยุด
วันหนึ่งไม่ตำ 12 ชม. ไม่มีค่าวิชาชีพ ค่าตอบแทนตำกว่าค่าแรงขั้นตำ ทำไมไม่พูดถึง

จากคุณ : สสอ.- [1 มกราคม 2547]


ความคิดเห็นที่ 1 : (210.86.178.139)

จากคุณ : - [1 ธันวาคม 2546]


โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-06 09:34:59 ] 124.121.4.51 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 307

มะเร็งกระเพาะอาหาร อาจเริ่มจากเซลที่ไม่ใช่กระเพาะอาหาร!
Posted on จันทร์ 29 พ.ย. 04 @ 15:54

advertisement
ข่าวเล็ก ๆ แต่ไม่ธรรมดาจากการวิจัย พบว่า "มะเร็งกระเพาะ อาจเกิดจากเซลที่มาจากไขกระดูก(stem
cell) ก็ได้" และจากผลการทดลองนี้ นำมาซึ่งหนทางสู่ความเข้าใจในมะเร็งอื่น ๆ
ที่ตั้งต้นเกิดจากการอักเสบเรื้อรัง


สมัยก่อนเราเชื่อว่า มะเร็งของอวัยวะอะไร ก็น่าจะเกิดจากเซลตั้งต้นของอวัยวะนั้น ๆ เช่นมะเร็งกระเพาะ
ก็น่าจะเกิดจากเซลกระเพาะ มะเร็งปอด ก็น่าจะเกิดจากเซลปอด และนาน ๆ
ครั้งมะเร็งจะเกิดจากเซลตั้งต้นที่อยุ่ในอวัยวะนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาใหม่ล่าสุด ตีพิมพ์ลงวารสาร science ฉบับ 26 พย. พบว่า ในหนู่ที่นำมาทำการทดลอง
และกระตุ้นให้กระเพาะอาหารอักเสบอยู่เรื่อย ๆ จากเชื้อแบคทีเรียตัวหนึ่งที่เรียกว่า H.Pylori
ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ปัจจุบันเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับมะเร็งกระเพาะอาหาร พบว่า เซลมะเร็งที่เกิดขึ้น
เป็นเซลที่มาจากไขกระดูกเป็นจำนวนมาก เมื่อเทียบกับเซลมะเร็งในหนูที่ไม่ได้มีการติดเชื้อ H.Pylori

คณะผู้วิจัย กล่าวว่า ในระยะ 5 ปีมานี้ ความรู้เกี่ยวกับเซลตั้งต้น(stem
cell=เซลตัวอ่อนที่สามารถพัฒนาเป็นเซลใด ๆ ก็ได้)มีมากขึ้น โดยเฉพาะเซลตั้งต้นที่เกิดจากไขกระดูก
(ไขกระดูกเป็นสถานที่สร้างเม็ดเลือดและระบบภูมิคุ้มกัน)สามารถวิ่งไปยังแหล่งที่มีการทำลายของเซลเยื่อบุ
เช่นกระเพาะอาหาร และเอาเซลตั้งต้นเหล่านั้น
แปลงตัวเป็นเซลกระเพาะอาหารเพื่อซ่อมแซมเยื่อบุกระเพาะอาหารที่เสียไป ดังนั้น
จึงมีความเป็นไปได้ที่เซลที่วิ่งมาจากไขกระดูกเหล่านั้นจะพัฒนาอย่างควบคุมไม่ได้และกลายเป็นมะเร็ง

"การศึกษานี้เป็นการตอบคำถามว่า เซลมะเร็งกระเพาะอาหาร มาจากที่ใด"ดร. หว่อง
จากมหาวิทยาลัยแพทย์ แมทซาจูเซตต์ กล่าว

เขาและคณะพบว่า เซลที่มาทดแทนเซลเยื่อบุกระเพาะที่โดนเชื้อโรคทำลาย ก็คือเซลที่มาจากไขกระดูก
ซึ่งเมื่อมาแทนเยื่อบุกระเพาะ แต่กลับโดนทำลายจากเชื้อโรคและกลายพันธ์ กลายเป็นมะเร็งเสียเอง

เขาเชื่อว่า ด้วยการวิจัยนี้ จะนำทางสู่การเข้าใจในธรรมชาติของมะเร็งมากขึ้น
อันจะนำไปสู่การวินิจฉัยและรักษามะเร็งที่คร่าชีวิตชาวอเมริกันกว่า 24000 คนต่อปี

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-07 09:48:22 ] 124.121.5.236 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 308

โคเลสเตอรอลอาจสัมพันธ์กับมะเร็งเต้านม
Posted on พุธ 04 ส.ค. 04 @ 10:25

advertisement
การศึกษาจากนอรเวย์ ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of the National Cancer Institute เมื่อวานนี้ พบว่า
ระดับของไขมันโคเลสเตอรอลตัวที่ดี (HDL )สัมพันธ์กับอัตราการเกิดมะเร็งเต้านมในสตรี


ไขมันโคเลสเตอรอล มีทั้งตัวดีและตัวร้าย ไขมันตัวดีหรือ เอชดีแอล(HDL)
จะช่วยป้องกันจากโรคหลอดเลือดถ้ามีระดับสูง ในทางกลับกัน ตัวร้ายหรือ
แอลดีแอล(LDL)จะทำให้เรามีปัญหาเส้นเลือดอุดตันได้

เราพบว่า ไขมัน ไม่มีส่วนโดยตรงกับมะเร็ง การศึกษาเพียงแต่พบความสัมพันธ์ว่า ยิ่งมีไขมันตัวดีสูงเท่าไร
ก็จะมีอัตราการเป็นมะเร็งน้อยลง มากสุดคือเหลือ 1 ใน 3

การศึกษานี้เป็นเพียงการนำเอาสถิติมาวิเคราะห์ย้อนหลัง จากจำนวนกลุ่มตัวอย่าง 30000 คน
ทางคณะผู้วิจัยเชื่อว่า สาเหตุที่ทำให้ ไขมันตัวดีต่ำลง คือระดับฮอร์โมนเพศชาย
ซึ่งจะสูงกว่าปกติในหญิงที่หมดประจำเดือน ยิ่งระดับฮอร์โมนเพศชายสูงเท่าไร ไขมันดีก็ยิ่งน้อยลง
และโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมก็ยิ่งสูงขึ้น

คงต้องมีการศึกษาเพื่อหาความสัมพันธ์จริงๆ กันต่อไป ในระดับประชาชน
คงต้องสำรวจตรวจตราดูน้ำหนักและไขมันของพวกเราและควบคุมให้อยู่ในระดับเหมาะสมต่อไป

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-07 09:48:40 ] 124.121.5.236 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 309

รับประทานอัลมอนด์ บล๊อคโคลี ได้วิตามินอีป้องกันมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
Posted on พุธ 07 เม.ย. 04 @ 10:52

advertisement
รับประทานอาหารประเภทบล๊อคโคลี ถั่วอัลมอนด์ มีวิตามินอีช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากและกระเพาะปัสสาวะ




ผลจากการวิจัยที่ได้นำเสนอในการประชุมมะเร็งแห่งชาติสหรัฐเมื่อเดือนที่แล้ว
จากการศึกษาในฮุสตันในกลุ่มตัวอย่างประมาณ 1000 คน พบว่า ในคนที่รับประทานถั่ว ถั่วอัลมอนด์
และอาหารที่มีวิตามินอีมาก มีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะน้อยกว่าอย่างชัดเจนถึงประมาณครึ่งหนึ่ง

แต่ก่อนเราเคยเชื่อว่า การกินวิตามินอีมากๆ ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ แต่การศึกษาไม่พบผลดังกล่าว
การศึกษาใหม่ ๆ มีความเชื่อว่าวิตามินอี สามารถป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากโดยการลดผลกระทบจากอนุมูลอิสระ
การศึกษาจะเสร็จในอีกปีสองปี และจะได้นำผลมาให้ดูกัน

จากการศึกษายังไม่ได้แนะนำว่าควรกินวิตามินอีเพิ่มเท่าไร การทดลองจะใช้ประมาณ 200 ไมโครกรัม
ซึ่งจากคำแนะนำทั่วไป คนควรจะได้รับประมาณ 15 ไมโครกรัมต่อวัน คงต้องรอดูการศึกษาต่อไป

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-07 09:49:14 ] 124.121.5.236 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 310

การศึกษา พบการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ไม่ได้ช่วยให้รอดชีวิตมากขึ้น
Posted on อาทิตย์ 21 มี.ค. 04 @ 10:11

advertisement
การศึกษาใหม่ล่าสุดจากยุโรป พบว่า การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยการคลำด้วยตนเอง
ไม่ได้ช่วยให้โอกาศรอดจากมะเร็งเต้านมมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เลิกตรวจด้วยตนเอง
เนื่องจากวิธีนี้ยังเป็นวิธีที่ประหยัดที่สุด อย่างไรก็ตามชี้ให้เห็นว่า
เรายังต้องการวิธีการตรวจมะเร็งที่ดีกว่านี้






ข่าวจาก webMD รายงานจากการวิจัยจากประเทศรัสเซีย โดยศึกษากลุ่มตัวอย่างประมาณ 200000 คน ที่มหาวิทยาลัย
เซนต์ ปีเตอร์สเบอร์ก รัสเซีย พบว่า ผู้หญิงที่แม้ได้รับการฝึกฝนให้ตรวจเต้านมอย่างคล่องและถูกต้อง
แม้จะพบมะเร็งเต้านมในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ แต่พบว่า เมื่อตัดชิ้นเนื้อมาตรวจ
มีมะเร็งในอัตราใกล้เคียงกัน และเมื่อติดตามต่อไป พบว่า ในสองกลุ่ม ไม่มีความแตกต่างกันในอัตราการตาย

แม้ว่าการตรวจด้วยตนเอง จะไม่เพิ่มอัตราการรอดชีวิต แต่มันก็ยังเป็นวิธีที่สะดวก และเร็วที่สุด
ที่จะทำได้ด้วยตนเอง และเมื่อสงสัย การตรวจเพิ่มเติมจะสำคัญกว่า

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-07 09:49:35 ] 124.121.5.236 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 311


อาหารกับการจัดการโรคนอนไม่หลับ







โรคนอนไม่หลับคืออะไร

โรคนอนไม่หลับเป็นอาการที่ร่างกายรู้สึกอยากจะนอนแต่ไม่สามารถหลับได้
อาจจะใช้เวลานานกว่าปกติที่ควรจะเป็น หรือหลับไปแล้วก็จะตื่นเร็วกว่าที่เป็น
แล้วไม่สามารถนอนหลับต่อไปได้ ทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่ได้พักผ่อนเต็มที่

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาที่เฉพาะเจาะจงวิธีใดวิธีหนึ่งสำหรับโรคนอนไม่หลับ
การรักษาจะแตกต่างกันไป โดยต้องสอบถามและค้นหาสาเหตุด้วยเพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพ

เราจะเริ่มใช้อาหารมาช่วยได้อย่างไร
โดยทั่วไปแล้ว เรามักจะใช้การรักษาด้วยอาหารเสริมหลาย ๆ แบบมาช่วยในการจัดการกับอาการนอนไม่หลับ
และเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุดควรจะใช้หลาย ๆ วิธีมาใช้ร่วมกันเพื่อบรรเทาอาการนอนไม่หลับ
โดยอาจจะใช้สลับกันไปก็ได้ อย่าใช้ตัวใดตัวหนึ่งจนเกิดการดื้อยาหรือจนใช้ต่อไปแล้วไม่ได้ผล

เป็นต้นว่า คืนแรกใช้ melatonin คืนที่สองใช้ Valerian คืนต่อไปใช้ 5-HTP คืนต่อไปใช้ GABA
แต่น่าเสียดายที่ทุกตัวที่กล่าวมายังไม่มีจำหน่ายในเมืองไทย
อย่างไรก็ตามหากเราทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ แนะนำให้รักษาที่ต้นเหตุเป็นหลัก

ทุก ๆ ตัวที่กล่าวมาสามารถที่จะออกฤทธิ์ได้ทันทีที่เริ่มใช้
ดังนั้นจึงแนะนำให้ใช้เฉพาะกรณีที่มีอาการเท่านั้น ไม่ควรรับประทานต่อเนื่องเป็นประจำหรือ
อย่ารับประทานร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วง เช่น ยาแก้แพ้ที่มักจะมีฤทธิ์ทำให้ง่วงนอน
เพราะจะทำให้มีอาการง่วงมากเกินไปและเมื่อตื่นมาอาจจะทำให้รู้สึกไม่สดชื่นได้

ข้อแนะนำพิเศษ

หากมีมักจะมีอาการเป็นตะคริวที่ขาบ่อย ๆ จนทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้ ก็แนะนำให้รับประทาน Calcium
และ Magnesium (อย่างละ 600 มิลลิกรัม) ก่อนนอนจะช่วยได้ดีทีเดียว

แต่หากทีอาการซึมเศร้า เบื่อ ๆ ตั้งแต่น้อยมากจนถึงปานกลาง และคิดว่าอาการดังกล่าวรบกวนจนนอนไม่หลับได้
แนะนำลอง St. John's wort (450 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง หรือ 300 มิลลิกรัม วันละ 3 ครัง
อย่างใดอย่างหนึ่ง) แต่ตัวนี้ต้องรับประทานติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือนจึงจะเห็นผลอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ Chamomile จะมีฤทธิ์ทำให้ง่วงแบบอ่อน ๆ และยังช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวได้ดีอีกด้วย
ดังนั้นเจ้า Chamomile จะช่วยให้คนที่มีอาการนอนไม่หลับ ง่วงและหลับได้ง่ายขึ้น
โดยทั่วไปจะนิยมรับประทานเป็นแบบชงเป็นน้ำชา Chamomile ซึ่งมีวิธีชงคือ นำดอก Chamomile มา 2 ช้อนชา
สำหรับน้ำ 8 ออนซ์ (250 ซีซี) ชงโดยวิธีใช้น้ำร้อนเทใส่ลงบนดอก Chamomile อย่านำไปต้มด้วยกันนะ รอสัก 5
นาที แล้วเทน้ำออกมาดื่ม

ส่วนอาหารเสริมที่ได้แนะนำตั้งแต่แรก คือ 5-HTP, melatonin, valerian, GABA ยังไม่มีจำหน่ายในเมืองไทย
และก่อนรับประทานควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน และควรจะใช้สลับกันไป
ไม่ควรใช้ตัวใดตัวหนึ่งติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และสิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาคือ
พยายามหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ และพยายามแก้ไขที่สาเหตุจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด




โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-07 10:26:01 ] 124.121.5.236 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 312

โรคไข้กาฬหลังแอ่น มีชื่อภาษาอังกฤษที่รู้จักกันทั่วไป คือ Meningococcal Meningitis
ส่วนชื่ออื่นที่อาจจะพบในตำราหรือเอกสารทางวิชาการต่างประเทศ ได้แก่ Cerebpospinal Fever, Cerebrospinal
Meningitis, Meningococcal infection, Meningococcemia โรคนี้เป็นโรคเยื่อหุ้มสมอง
อักเสบที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย ความสำคัญทางด้านสาธารณสุขของประเทศ คือ เป็นโรคประ
จำถิ่นชนิดหนึ่งที่พบได้ประปรายในประเทศไทยและเป็นโรคติดต่ออันตรายถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการ
รักษาอย่างทันท่วงที ในประเทศไทยอุบัติการณ์ของโรคไข้กาฬหลังแอ่นค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบ
เทียบกับโรคติดต่ออื่น ๆ โดยมีอัตราป่วยอยู่ระหว่าง 0.03-0.19 ต่อแสนประชากร และมีอัตราป่วย ตาย (Case
Fatality Rate) ประมาณร้อยละ 15-20 โดยมรประเด็นที่น่าสนใจต่อการศึกษาโรคนี้ 4 ประการ คือ
1. เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่ทำให้ผู้ป่วยตายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยเด็ก
2. แนวโน้มการรายงานโรคมีมากขึ้น โดยพิจารณาจากสถิติการรายงานย้อนหลัง 12 ปี
3. เชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคนี้มีอัตราดื้อต่อยารักษาในกลุ่มซัลฟาค่อนข้างสูง
4. เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้ความสนใจต่อการเกิดและการกระจายของโรคนี้น้อย อาจเนื่อง
มาจากจำนวนที่รับรายงานมีน้อยและโรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน


โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-08 20:56:18 ] 124.121.9.16 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 313

โรคซิฟิลิส

โรคซิฟิลิสหรือที่เรียกว่า "โรคเข้าข้อออกดอก" เป็นโรคที่มีความร้ายแรงมากที่สุด
โรคนี้ในขั้นแรกจะ ปรากฏแผลเล็ก ๆ ที่อวัยวะเพศ หลังจากได้รับเชื้อโรคแล้วประมาณ 10 - 20 วัน
แผลลักษณะเรียบขอบแข็งไม่รู้สึกเจ็บ ปล่อยไว้ก็อาจ หายไปเองได้แต่โรคยังไม่หาย
เชื้อโรคนี้จะผ่านไปตามทางเดินของเส้นเลือดและท่อน้ำเหลืองแล้วกระจายไปทั่วร่างกาย ต่อไปจะปรากฏผื่น
ขึ้นตามตัวเรียกว่า "ออกดอก" หรือบางครั้งเกิดอาการแบบอื่น เช่น คอเจ็บ ปวดเมื่อยตามข้อ
ผมร่วง ฯลฯ เมื่อเจาะเลือดไปตรวจจะพบเลือดบวกถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอาจถึงตาบอด หูหนวก
สติปัญญาเสื่อม หรืออาจเป็นบ้าก็ได้
หญิงที่ตั้งครรภ์ เชื้อซิฟิลิส
จะถ่ายทอดจากแม่ไปสู่ทารกที่อยู่ในครรภ์ทำให้แท้งตายในครรภ์หรือคลอดออกมาแล้วตาย หรือเป็นเด็กพิการก็ได้

โรคหนองใน

หนองในเป็นกามโรค เกิดจากเชื้อโรคชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการอักเสบในท่อปัสสาวะมีหนองซึมไหลออกมา
ปัสสาวะขัด แสบกะปริดปะกรอย
สำหรับหญิง นอกจากจะเกิดการอักเสพในท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะแล้ว เชื้อโรคยังลุกลาม
ไปทำให้มดลูกและรังไข่อักเสบเป็นสาเหตุให้เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือเป็นหมันได้
แผลริมอ่อน

ต้นเหตุของแผลริมอ่อนเกิดจากเชื้อโรคชนิดหนึ่งทำให้เกิดแผลเล็ก ๆ ที่อวัยวะเพศหรือบริเวณใกล้เคียง
แผลขอบอ่อน ไม่เรียบร้อยคล้ายแผลเปื่อยมีเลือดออกง่าย
เจ็บต่อมาต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณขาหนีบบวมโตเป็นหนองแล้วแตกในที่สุด
Back to Top


กามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลือง
โรคนี้อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ฝีมะม่วง" เกิดจากเชื้อโรคชนิดหนึ่งทำให้เป็นแผลเล็ก ๆ
ตรงเฉพาะอวัยวะสืบพันธุ์ และบริเวณใกล้เคียง ทำให้มีต่อมบริเวณที่ขาหนีบอักเสบโตขึ้นเรื่อย ๆ
คล้ายมะม่วงต่อจากนั้นจะแตกเป็นแผลมีรูเล็ก ๆ แล้วมีน้ำเหลืองไหลกลายเป็นแผลเรื้อรัง
แผลกามโรคเรื้อรังที่ขาหนีบ

กามโรคชนิดนี้เกิดจากเชื้อชนิดหนึ่งทำให้เกิดแผลหรือตุ่มหรือผื่นเล็ก ๆ ที่บริเวณขาหนีบ
ต่อมาตุ่มหรือผื่นนี้จะเป็นแผล ลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียงขยายกว้างออกไปเรื่อย ๆ
ตามบริเวณผิวหนังที่ชื้นและมีเหงื่อ หรือบริเวณที่เสียดสีโดย เฉพาะที่ขาหนีบและอัณฑะของชาย
โรคหนองในเทียม

หนองในเทียมเป็นกามโรคอีกชนิดหนึ่งเกิดจากเชื้อโรคชนิดอื่น ๆ นอกเหนือจากกามโรคชนิดต่าง ๆ
ดังกล่าวมาแล้ว อาจเป็นพวกบัคเตรี พยาธิ เชื้อรา หรือไวรัส ก็ได้
นอกจากนั้น อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น การระคายเคือง การอักเสบการแพ้สารเคมี และจากการแพ้อาหารบางชนิด
เป็นต้น อาการของโรคหนองในเทียมนั้นทำให้มีของเหลวคล้ายหนองไหลทางท่อปัสสาวะ หรือเป็นเมือกลื่นออกมาเป็น
ประจำ ปัสสาวะแสบ ขัดมีอาการระคายเคืองในท่อปัสสาวะ
ผู้ป่วยเป็นโรคหนองในเทียมถ้าได้รับการรักษาไม่ถูกวิธีจะทำให้เป็นโรคไม่หายขาดและอาจมีอาการเช่นนี้เรื้อ
รังต่อไป
การป้องกันกามโรค


ละเว้นการสัมผัสทางเพศกับผู้ป่วยกามโรค
ไม่ใช้เสื้อผ้าสิ่งของร่วมกับผู้ป่วยกามโรค
ตรวจเลือดก่อนแต่งงาน และเมื่อมีครรภ์ (ไม่เกิน 4 เดือน)
ผู้ที่เป็นกามโรคต้องรับการรักษาอย่างถูกต้องเสียแต่แรกเริ่มโดยเร็ว จะได้ไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่นต่อไป


Back to Top


ข้อเสนอแนะ
กามโรคเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ ถ้ารีบไปพบแพทย์
ทายา ยารับทาน ถุงยางอนามัยไม่ได้ป้องกันกามโรคได้ครบ 100% ฉะนั้น หลังจากมีการสัมผัสทางเพศแล้ว
เกิดอาการผิดปกติขึ้นควรรีบปรึกษาแพทย์
กามโรคเกิดจากเชื้อโรคหลายชนิด เมื่อเป็นแล้วไม่ทำให้ร่างกายเกิดความต้านทานโรคเป็นแล้วเป็นอีกได้

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-09 09:08:45 ] 124.121.3.42 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 314

โรคถุงลมโป่งพอง

สาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเหนื่อยง่าย หรือการหอบในคนสูงอายุ คือ
"โรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง" ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจาก การมีถุงลมโป่งพอง
ทางเดินหายในประกอบด้วย 2 ส่วนคือ
1. ทางเดินหายใจส่วนต้น เริ่มจากจมูก, หลอดลม (Trachea) และแขนงย่อยของหลอดลม (Bronchus)
ทางหายใจส่วนต้นนี้โตและแข็ง แรงกว่าส่วนปลายเพราะมีกระดูกเป็นโครง ทำให้เป็นท่อหลอดลม ซึ่งไม่แฟบง่าย
2. ทางเดินหายใจส่วนปลาย เริ่มจากหลอดลมขนาดเล็ก ซึ่งเป็นส่วนที่ต่อจากแขนงหลอดลมส่วนต้น
แต่ทางเดินหายใจส่วนนี้เป็นท่อ เล็กและค่อนข้างบางไม่แข็งแรง มีกล้ามเนื้อเรียบ
เป็นโครงประกอบทำให้ขยายเข้าและออกขณะหายใจ ปลายสุดของหลอดลมขนาดเล็กนี้ จะมีถุงลม (Alveolus)
ซึ่งเป็นส่วนที่ปอดเก็บลมไว้สำหรับการแลกเปลี่ยนหรือฟอกเลือด
โดยที่หัวใจจะสูบเลือดเสียมาที่ปอดเพื่อขับถ่าย
คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ทางการหายใจออกและรับอ๊อกซิเจนจากปอดทางการหายใจเข้า

ดังนั้น เมื่อมีโรคหรือพยาธิสภาพจากสาเหตุใดก็ตาม (เช่นที่กล่าวไว้ใน "สาเหตุ" ข้างล่างนี้)
จะทำให้การแลกเปลี่ยนก๊าซเป็นไปไม่ได้ ดี
ร่างกายจะมีการขาดอ๊อกซิเจนและมีการคั่งของก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์
ถ้าโรคหรือพยาธิสภาพอยู่นานและเป็นที่หลอดลมก็ทำให้เกิด โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
และถ้าพยาธิสภาพเกิดที่ถุงลมปอด จะทำให้เป็น โรคถุงลมโป่งพอง
และถ้ารุนแรงจะทำให้มีการทำลายผนังกั้นระหว่างถุงลมปอด ถุงลมปอดหลายๆ
ถุงกลายเป็นถุงเดียวกันและมีขนาดโตขึ้น แต่การแลกเปลี่ยนก๊าซจะผิดปกติอย่างรุนแรง
เพราะไม่มีพื้นผิวการแลกเปลี่ยน ที่ดี
โรคทั้งสองอย่างข้างต้นดังกล่าวนี้ มีสาเหตุ และการเกิดพยาธิสภาพเหมือนๆ กัน และมักเป็นร่วมกัน
โดยจะแยกออกจากกันว่า เป็นอย่างหนึ่งอย่างใดได้ยาก ทางการแพทย์เรียกรวมๆ ว่า
โรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง
อาการของโรค


อาการของโรคนี้คือ เหนื่อยง่าย, ไอเรื้อรัง, มีเสมหะ
อาการจะมากน้อยขึ้นอยู่กับการทำลายของถุงลมและหลอดลม ถ้าเป็นน้อย ผู้ป่วย อาจมีอาการเพียงเหนือยง่าย
เมื่อขึ้นบันไดหรือที่ลาดสูงเดินเร็วหรือวิ่ง ถ้าพยาธิสภาพมากขึ้นอาการรุนแรงมากจนแม้จะอยู่เฉยๆ
ก็เหนื่อย เนื่องจากมีหลอดลมตีบตันและถุงลมโป่งพอง การแลกเปลี่ยนของก๊าซเป็นไปไม่ได้ดี
ผู้ที่เป็นโรคนี้แล้ว อาการมักจะค่อย ๆ มากขึ้น อาจใช้เวลานานหลายปีกว่าจะมีอาการเหนื่อย แม้อยู่เฉย ๆ
เพราะร่างกายมีการปรับตัว ได้ดีพอสมควรตามธรรมชาติ
สาเหตุที่ทำให้เป็นโรค


1. การสูบบุหรี่ เพราะในควันบุหรี่มีสารเคมีหลายอย่างที่เป็นพิษต่อหลอดลมและถุงลมอย่างมากมาย
เมื่อสัมผัสกับควันอยู่นานๆ จะทำให้ผนังของหลอดลมและถุงลมถูกทำลายไปเกิดอุดกั้นของทางเดินหายใจขึ้น
2. มลภาวะอากาศเป็นพิษ ผู้คนที่อาศัยในเมืองอุตสาหกรรมมักสูดหายใจเอาควันเสีย เช่น
ซัลเฟอร์ไดอ๊อกไซด์เข้าไปในปอด ทำให้มี โอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนในชนบท
ถ้าสิ่งระคายเคืองหลอดลมลดลงหรือหายไป เช่น เลิกสูบบุหรี่ พยาธิสภาพในหลอดลมก็จะลดลงด้วย
แต่มักจะไม่กลับเป็นปกติทีเดียว เพราะบางส่วนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรไปแล้ว
3. เชื่อว่าการติดเชื้อในหลอดลมจากไวรัสอาจมีบทบาทในการทำให้เกิดโรคได้
การตรวจและการรักษา


เมื่อเกิดอาการเหนื่อย ไอมีเสมหะ และไปหาแพทย์
แพทย์จะทำการตรวจร่างกายที่สำคัญคือใช้เครื่องฟังลักษณะหายใจ หรือใช้นิ้วเคาะ ดูความโป่งของทรวงอก
ซึ่งบางครั้งก็ตรวจยากอาจไม่พบสิ่งปกติได้ แพทย์ก็จะทำเอ็กซเรย์ทรวงอก
ซึ่งอาจเห็นฟิล์มมีเงาปอดสีดำกว่าธรรมดา หลอดเลือดในปอดลดลง หัวใจเล็กกะบังลมแบนและต่ำลง
หรือส่งตรวจสมรรถภาพปอด โดยการให้คนไข้สูดหายใจ เข้าออก แล้ววัดค่าต่างๆ
ประกอบการพิจารณาประสิทธิภาพของปอดว่า มีการอุดตัน
หรือจำกัดการนำส่งอากาศภายในหลอดลมมากน้อยเพียงใดหรือไม่ อาจต้องเจาะเลือดแดงหาระดับแรงดันของอ๊อกซิเจน
และคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ซึ่งอ๊อกซิเจนอาจต่ำและคาร์บอนไดอ๊อกไซด์อาจสูง แสดงถึงผิดปกติในการ
"ฟอกโลหิต" ของปอดที่เกิดจากโรคนี้
นอกจากนี้อาจตรวจคลื่นหัวใจไฟฟ้า เพื่อดูว่าหัวใจซีกขวาโตหรือไม่
ถ้าโตอาจแสดงถึงความรุนแรงของโรคที่มีภาวะแซกซ้อนทาง หัวใจเกิดขึ้น

สำหรับการรักษานั้นแพทย์จะให้ยากำจัดเสมหะ ยาขยายหลอดลม ยาปฏิชีวนะ สเตียรอยด์ อ๊อกซิเจน แต่ที่สำคัญคือ
ผู้ป่วยต้องช่วย ตัวเองโดย
1. หลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคืองต่อทางเดินหายใจ โดยการหยุดสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด
แม้จะไม่ทำให้สมรรถภาพของปอดดีขึ้น แต่ก็จะทำให้ เสื่อมช้าลงและไอน้อยลงได้
2. ออกกำลังกายเบาๆ โดยสม่ำเสมอ เช่นการเดินหรือว่ายน้ำ จะทำให้เหนื่อยน้อยลง เพราะกล้ามเนื้อต่างๆ
ทำงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น
3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ เสมหะจะได้ไม่ข้นมาก ง่ายแก่การขับออกมา
4. ฝึกการหายใจ โดยหายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ พยายามให้ปอดส่วนล่างขยายตัวด้วยการสูดอากาศเข้าจนซี่โครงล่าง ๆ
ขยายออกเต็มที่ หน้าท้องออก
5. ปรึกษาแพทย์เมื่อเสมหะมีสีเหลืองหรือเขียวเลือดปน เหนื่อยหอบมากขึ้น เล็บมือเขียวหรือเท้าบวม เป็นต้น

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-10 09:39:50 ] 124.121.6.30 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 315

หมอชี้ทำออรัลเซ็กซ์โอกาสติดเอดส์สูง










เมื่อวันที่ 10 ก.ย. นายแพทย์สมบัติ แทนประเสริฐสุข ผอ.สำนักโรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
กรมควบคุมโรค เปิดเผย เกี่ยวกับปัญหาโรคเอดส์ว่า
การป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ถือเป็นนโยบายระดับชาติที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี 34
ทั้งการให้ความรู้ความเข้าใจกับ เด็ก เยาวชน และการรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของประชาชน
โดยใช้ถุงยางอนามัยป้องกัน ตั้งเป้าในปี 49 จะลดผู้ติดเชื้อเอดส์รายใหม่ไม่เกิน 16,000 คน
โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีเพศสัมพันธ์แบบฉาบฉวย รวมทั้งเยาวชน จะเพิ่มการใช้ถุงยางอนามัยจากร้อยละ 30
เป็นร้อยละ 60 ส่วนในกลุ่มผู้ให้บริการทางเพศ จะสนับสนุนให้ใช้ถุงยางอนามัยร้อยละ 100 ต่อไป
โดยเตรียมถุงยางอนามัยไว้แล้ว 24 ล้านชิ้น

นายแพทย์สมบัติ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตามแม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัยใส่
ป้องกันการติดเชื้อในขณะที่เพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ไม่ใช่สามีภรรยาก็ตาม
แต่ในปัจจุบันรสนิยมทางเพศสัมพันธ์มีความหลากหลายมากขึ้นในเรื่องของเพศปฏิบัติ
ซึ่งส่วนหนึ่งอาจมาจากการได้รับอิทธิพลจากสื่อลามกต่างๆ และเกิดพฤติกรรมเลียนแบบขึ้น
โดยเฉพาะการทำรักด้วยปากหรือที่เรียกว่า ออรัลเซ็กซ์ (Oral Sex)
ซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่เป็นความเบี่ยงเบนหรือความผิดปกติแต่อย่างใด แต่ก็มีโอกาสติดโรคเอดส์ โรคเริม
โรคซิฟิลิสและหนองในได้เช่นกัน หากฝ่ายกระทำมีแผลที่ปากหรือในคอ
และมีการหลั่งน้ำอสุจิในปากหรือผู้ถูกกระทำมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อยู่แล้วก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นสูงต่อกา
รติดเชื้อเอดส์ได้เช่นกัน โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้ทางเยื่อบุบริเวณที่ปลายท่อปัสสาวะชาย ช่องคลอด
ทวารหนักและบาดแผล

‘เดิน วิ่งเฉลิมพระเกียรติมหัศจรรย์สุวรรณภูมิ’ วุ่นผู้มาร่วมงานโวย!







เมื่อเวลา 06.12 น.(9 ก.ย.49) ที่สนามบินสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกลุ่มธุรกิจโรงแรม พร้อมด้วย กลุ่มธุรกิจรีสอร์ทในเครือเซ็นทรัล
ร่วมกันจัดการแข่งขัน “เดิน วิ่งเฉลิมพระเกียรติมหัศจรรย์สุวรรณภูมิ” เพื่อเปิดสนามบินสุวรรณภูมิโดย มี
ฯพณฯ พงษ์ศักดิ์ รัตพงษ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน

สำหรับบรรยากาศช่วงเช้าของงานเดิน-วิ่ง เทิดพระเกียรติครั้งนี้ เป็นไปอย่างคึกคัก
มีผู้สนใจเข้าร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
โดยมีผู้มาเข้าคิวซื้อบัตรที่หน้างานตั้งแต่เวลา 21.00 น.ของวันที่ 8 ก.ย. จนกระทั่งถึงเช้ามืดของวันที่
9 ก.ย. จากบุคคลหลากหลายอาชีพ ทั้งดารา นักแสดง พ่อค้า ประชาชน และกลุ่มนักวิ่งจากสมาคมต่างๆ
ทั้งทีมชาติและสมัครเล่น ไม่เว้นแม้แต่คนสูงอายุ หรือ แม้แต่ผู้ที่มีวันเกิดตรงกับวันนี้มาร่วมในงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเปิดงาน “เดิน วิ่งเฉลิมพระเกียรติมหัศจรรย์สุวรรณภูมิ” เป็นระยะทาง 9.9
กม.มีคลื่นมหาชนแห่กันมาร่วมงานจนแน่นสนามบิน ซึ่งทางผู้จัดงานเดิน-วิ่ง ครั้งนี้ได้เตรียมอาหาร
เครื่องดื่มเอาไว้
แต่ไม่พอเพียงกับความต้องการของคลื่นมหาชนที่หลั่งไหลมาร่วมงานจึงสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ที่มาร่วมงาน
อย่างมาก รวมทั้งเหรียญรางวัลที่จัดเตรียมให้กับผู้มาร่วมงานก็ไม่เพียงพอ ผนวกกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว
และความเหนื่อยล้าจากการวิ่ง จึงทำให้ประชาชนที่มาร่วมงานลุกฮือประท้วงจนเกิดความวุ่นวาย

แต่อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ผู้ที่ออกเดิน-วิ่ง กลับถึงเส้นชัยตามหมายกำหนดการ
เจ้าหน้าที่ของสนามบินสุวรรณภูมิ
ออกมาแจ้งว่าพร้อมคืนเงินค่าสมัครให้กับประชาชนที่มาร่วมงานและไม่ได้เหรียญรางวัลคนละ 99
บาทเท่ากับค่าสมัคร จึงทำให้ประชาชนไม่พอใจอย่างมาก ต่างใช้ถ้อยคำหยาบคายด่าทอ จนเหตุการณ์เริ่มบานปลาย
จนเจ้าหน้าที่การท่าออกมายอมรับพร้อมขอโทษกับประชาชนทุกคนถึงความไม่พร้อมเหตุไม่คาดคิดว่าจะมีผู้มาร่วมง
านเป็นจำนวนมากขนาดนี้ โดยจะจัดส่งเหรียญรางวัลตามไปให้ทีหลังทางพัสดุไปรษณีย์ ทำให้เหตุการณ์เริ่มสงบลง


จากการสัมภาษณ์นักวิ่งจากสมาคมแต้จิ๋ว และนักวิ่งจากสมาคมสวนหลวง ร.9 กล่าวว่า
ทุกคนที่มาวิ่งในครั้งนี้ต่างต้องการเหรียญกันทั้งนั้น
แต่ทางเจ้าหน้าที่การท่ากลับออกมายืนยันว่าจะคืนเงินนั้น ตนถือเป็นการดูถูกอย่างร้ายแรง
ถึงแม้จะเอามาคืนเป็นพัน ตนเองก็ไม่ขอยอมรับโดยเด็ดขาด
หากสนามบินสุวรรณภูมิยังไม่มีการเตรียมความพร้อมก็ไม่ควรที่จะจัดงานนี้ขึ้นมาซึ่งอย่างไรก็ดีหากมีการจัด
งานครั้งหน้าคงไม่มีผู้ใดมาร่วมงานแน่นอนเนื่องจากนักวิ่งทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าเจ็บแล้วจำ
นักวิ่งกล่าวในที่สุด

ด้านนายพงษ์ศักดิ์
หลังเห็นภาพความไม่พอใจของกลุ่มที่มาร่วมงานได้แอบย่องไปขึ้นรถและเดินทางกลับโดยไม่ยอมตอบข้อซักถามกับสื
่อมวลชนแต่อย่างไรเพียงแต่ยิ้มให้เล็กน้อยและรีบเดินทางกลับอย่างรีบด่วน

ทั้งนี้ รายได้จากการขายบัตร “เดิน วิ่งเฉลิมพระเกียรติมหัศจรรย์สุวรรณภูมิ” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่
บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เตรียมทูลเกล้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
โดยเสด็จพระราชกุศลตามอัธยาศัย เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชย์สมบัติครบ 60 ปี

พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ทรงร่วมสร้าง ‘บ้านอาสากู้ภัยร่วมใจฯ’หลังแรกที่แพร่







นับตั้งแต่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ เสด็จทรงเยี่ยมราษฎรผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่
จ.อุตรดิตถ์ และแพร่ เมื่อครั้งเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ทรงพบเห็นความทุกข์ยากของประชาชนที่หิวโหย ไร้บ้าน
จึงมีพระดำริแบ่งเบาความทุกข์ยากของเหล่าราษฎร และช่วยเหลืออำนวยความสะดวกด้านต่าง ๆ
แก่ผู้ประสบภัยผ่านศูนย์ปฏิบัติการในพระองค์ต่อเนื่องเรื่อยมา

ด้วยพระกรุณาพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ในฐานะองค์ประธานศูนย์ปฏิบัติการบินอาสาอนุรักษ์
และกู้ภัยสิริภาจุฑาภรณ์ เสด็จสู่พื้นที่ที่ประสบอุทกภัย หมู่บ้านนาตอง ต.ช่อแฮ่ อ.เมือง จ.แพร่
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ ผ่านมา เพื่อทรงดูแลควบคุมและทรงร่วมก่อสร้าง “บ้านอาสากู้ภัย ร่วมใจ
สิริภาจุฑาภรณ์” หลังแรกด้วยพระองค์เอง โดยประทานข้อมูลเกี่ยวกับตัวบ้าน และรับสั่งถึงวิธี
การสร้างบ้านแก่ผู้ประสบภัย โดยพระประสงค์ให้ราษฎรสามารถสร้างบ้านที่มั่นคงได้ด้วยตนเอง ตามวัสดุอุปกรณ์
ที่จัดเตรียมไว้ให้

“บ้านอาสากู้ภัย ร่วมใจ สิริภาจุฑาภรณ์” เป็นโครงการพระดำริในพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์
พระประสงค์ช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบภัยในเขตพื้นที่ จ.แพร่ ที่ต้องสูญเสียบ้านจากเหตุการณ์อุทกภัย
น้ำป่าไหลหลาก โดยสร้างจากวัสดุวีว่าบอร์ด โครงสร้างเหล็ก ขนาดพื้นที่ใช้สอย 50 ตารางเมตร
ราคาประมาณหลังละ 80,000 บาท กำหนดสร้างจำนวนทั้งสิ้น 18 หลังคาเรือน

ในการเสด็จทรงควบคุมและทรงร่วมก่อสร้าง บ้านอาสากู้ภัย ร่วมใจ สิริภาจุฑาภรณ์ โดยพระเจ้าหลานเธอ
พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ยังความสำนึกในพระกรุณาแก่เหล่าประชาชน ผู้ประสบภัยยิ่งนัก
พระมหากรุณาธิคุณที่พระ องค์ทรงมีต่อเหล่าผู้ประสบภัย โดย “บ้านอาสากู้ภัย ร่วมใจ สิริภาจุฑาภรณ์”
หลังแรก เมื่อแล้วเสร็จจะประทานแก่ นางปิ่น แก้วมณี อายุ 77 ปี ประกอบอาชีพทำไร่
ซึ่งประสบอุทกภัยน้ำพัดบ้านเรือนหายไป ในขณะอยู่ในบ้านเพียงลำพัง ช่วงเวลา 01.00 น. ของวันที่ 23
พ.ค.ที่ผ่านมา.

สำหรับประชาชนผู้ประสงค์ร่วมบริจาคเงินสมทบทุนเพื่อสร้าง “บ้านอาสากู้ภัย ร่วมใจ สิริภาจุฑาภรณ์”
แก่พี่น้องผู้ประสบอุทกภัยใน จ.แพร่ สามารถบริจาคได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสวนจิตรลดา
บัญชีออมทรัพย์ หมายเลขบัญชี 067-2-10402-8 ในนามพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ (กู้ภัย)
หรือบริจาคสิ่งของ เครื่องบริโภค อุปโภคได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการบินอาสา อนุรักษ์และกู้ภัยสิริภาจุฑาภรณ์
อาคารมูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทยฯ ถนนพหลโยธิน ดอนเมือง กรุงเทพฯ โทร. 0-2534-5012-3,
0-2523-8725 และที่มูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทยฯ กองบิน 41 กองพลบินที่ 3 อ.เมือง จ.เชียงใหม่
ติดต่อ น.ต.วีรชาติ ปาลี โทร. 0-81028-4663.
สธ.แฉ"อ้วนพุงพลุ้ย"ระบาดคนไทย







หนุ่ม – สาวตุ้ยนุ้ย พึ่งระวัง สธ. แฉภัยโรคระบาดใหม่ของคนไทย “ อ้วนลงพุง “
ตะลึงพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 50% ล่าสุดยอดพุ่งถึง 12 ล้านคนที่จ้ำหม้ำ
เป็นบ่อเกิดโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือด และเบาหวาน เจอมากในผู้สูงอายุ ประสาน สสส.
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รณรงค์ ดีเดย์ เดือนธันวานี้


เมื่อวันที่ 3 ส.ค. นายสง่า ดามาพงษ์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า
ขณะนี้ปัญหาสุขภาพของคนไทยและคนทั่วโลกนอกจากกำลังเผชิญกับการระบาดโรคไข้หวัดนกแล้ว
ยังต้องเผชิญกับโรคภัยที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตของตัวเองด้วย
เมื่อเป็นแล้วจะรักษายากและมักรักษาไม่หายขาด โรคที่ว่านั้น ทางการแพทย์เรียกว่า โรคเมตะบอลิค ซินโดรม
(Metabolic syndrome) เป็นโรคใหม่ที่กำลังมาแรงในศตวรรษที่ 21นี้
ลักษณะเด่นของโรคดังกล่าวคือการอ้วนลงพุง หรือที่ชาวบ้านว่า พุงพลุ้ย
หรือหุ่นอาเสี่ยที่คนสมัยก่อนชอบพูดกัน ซึ่งสมัยนี้ความอ้วนไม่ใช่สิ่งบ่งบอกถึงฐานะอีกต่อไปแล้ว
แต่ความอ้วนจะเป็นตัวทำนายอายุและสุขภาพในอนาคตได้ด้วย

นายสง่า กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่าคนไทยอายุ 35 ปีขึ้นไปล่าสุดพบว่าในรอบ 5-6 ปีมานี้
พบว่าอ้วนลงพุงเกือบร้อยละ 30 หรือประมาณ 12 ล้านคน โดยผู้หญิงพบสูงถึงร้อยละ 50 ส่วนชายพบร้อยละ 21
กล่าวได้ว่าในกลุ่มคนไทยวัยนี้ ทุก 3 คนจะมีคนอ้วนลงพุง 1 คน พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นวัยที่ลูกหลานมักให้พักผ่อน
โดยการอ้วนลงพุงจะเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง
โรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดตีบตัน เนื่องจากเซลล์ไขมันส่วนเกิน
จะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนต่างๆเข้าสู่กระแสเลือดผิดปกติ ส่งผลให้การทำงานของอวัยวะผิดปกติ
โรคนี้มักพบร่วมกันและเป็นต้นเหตุให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว
ทำให้กล้ามเนื้อโดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจนอาจทำให้เสียชีวิตได้

โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อไปว่า สาเหตุสำคัญที่สุดของการอ้วนลงพุง
เกิดจากการที่คนไทยมีพฤติกรรมการกินการอยู่เปลี่ยนไปตามกระแสสังคม ชอบรับประทานอาหารที่มีเนื้อล้วนๆ
เช่นไก่ย่าง หมูย่าง หมูอบ หรือกินคู่กับขนมปัง มีผักกาดหอมใส่แค่ใบเดียว หรือกินอาหารรสจัด
และกินผักผลไม้น้อย หันไปใช้ยวดยานที่ใช้เครื่องยนต์และสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น
ระยะทางในการเดินน้อยลง และขาดการออกกำลังกาย ดังนั้นวิธีป้องกันไม่ให้อ้วนลงพุง
ต้องหันกลับมาใช้ชีวิตที่ตรงกันข้ามคือเพิ่มการกินอาหารประเภทผักผลไม้ให้มากขึ้น ลดการกินอาหารรสหวาน
มัน ออกกำลังกายทุกวันๆวัน โดยเฉพาะผู้อ้วนลงพุงและมีโรคเบาหวานแฝงอยู่
หากออกกำลังกายควบคู่กับการปรับพฤติกรรมการกิน จะสามารถยับยั้งไม่ให้โรคเบาหวานกำเริบได้

ทั้งนี้โรคอ้วนลงพุงเป็นภาวะที่ร่างกายมีไขมันสะสมในบริเวณช่องท้องมากกว่าปกติ
ซึ่งสามารถที่จะทราบได้โดยใช้เส้นรอบเอวเป็นตัวชี้วัด ในผู้ชายเอเชียรวมทั้งคนไทยมาตรฐานไม่ควรเกิน 90
ซม. หรือ 36 นิ้ว และในผู้หญิงไม่ควรเกิน 80 ซม. หรือ 32 นิ้ว และในการแก้ไขปัญหาอ้วนลงพุงของคนไทย
กระทรวงจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ สสส. รณรงค์ให้คนไทยทั้งคนที่ยังไม่เป็น
และคนที่เป็นโรคแล้ว ตระหนักถึงภัยร้ายของกลุ่มโรคดังกล่าว โดยได้ประชุมผู้เชี่ยวชาญ
นักวิชาการกำหนดแนวทางการรณรงค์ในคน 4 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มคนที่ยังไม่อ้วน กลุ่มคนที่มีรอบเอวเกิน80 – 90
ซม.หรือกลุ่มที่อ้วนลงพุงแต่ยังไม่เกิด กลุ่มคนที่มีรอบเอวเกิน 80 – 90 ซม.และเป็นโรคเรื้อรังดังกล่าว
และ กลุ่มคนที่อ้วนลงพุงมานานและมีโรคแทรกซ้อน ซึ่งการรณรงค์จะเริ่มในเดือนธันวาคม 2549
มุ่งเน้นที่การปรับพฤติกรรมการกินอาหารให้สมดุลกัน และการกระตุ้นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ














โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-10 20:26:10 ] 124.121.5.250 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 316

การผ่าตัดขากรรไกร
mandible กราม จัดฟัน คางยื่น maxillo facial

การแก้ไขขากรรไกรผิดรูปของคนนั้น ทำได้หลายวิธีขึ้นกับลักษณะของการผิดรูปของกระดูกขากรรไกรครับ
แต่สรุปได้ง่ายๆคือ
แก้ไปที่สาเหตุที่ทำให้เกิดการผิดรูป โดยอาจต้องจัดฟันร่วมด้วยหรือไม่ก็ขึ้นกับว่า การผ่าตัดแก้ไขนั้น
จำต้องไปเกี่ยวข้องกับฟัน ที่เสียบติดอยู่กับขากรรไกรหรือไม่
หากการผ่าตัดต้องเกี่ยวกับฟัน ส่วนใหญ่ต้องจัดฟันก่อนครับ หากไม่เกี่ยวเช่น การผ่าตัดมุมคาง 2
ข้างที่กางออก ก็ผ่าตัดได้เลย โดยไม่ต้องจัดฟัน

หากต้องการแก้ไขขากรรไกรล่างยื่นหรือที่เรียกว่าคางยื่น
ก็ต้องผ่าตัดขากรรไกรแล้วถอยหลังไปอยู่ในตำแหน่งใหม่ ที่วางแผนไว้แต่ต้น
การถอยเช่นนี้แปลว่าต้องถอยฟันล่างทั้งหมดตามขากรรไกรไป จึงต้องจัดฟันตามแผนเสียก่อนผ่าตัด หลังผ่าตัด
ก็ต้องมาจัดฟันให้สบกับฟันบนได้ดี อย่างนี้เป็น

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-11 09:51:19 ] 124.121.5.161 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 317

โรคเท้าแบน


โรคเท้าแบน ที่จะพูดในที่นี้จะพูดเฉพาะโรคเท้าแบนที่เรียกว่าเท้าแบนแบบยืดหยุ่น (FLEXIBLE FLATOOT)
คือมีลักษณะที่อุ้งเท้าจะหายไปเวลายืนลงน้ำหนัก แต่เวลานั่งและนอนจะมีอุ้งเท้ากลับคืนมา
หรือถ้ามองเห็นอุ้งเท้าไม่ชัดในท่าที่นั่งหรือนอนอยู่ให้ยืนเขย่งปลายเท้าก็จัเห็นอุ้งเท้าได้ชัดเจน
โรคนี้ไม่มีสาเหตุที่แน่นอน แพทย์บางท่านเชื่อว่าโรคนี้
เกิดขึ้นจากการที่เอ็นที่ยึดกระดูกฝ่าเท้าไม่แข็งแรงทำให้เท้าแบนราบเวลารับน้ำหนัก เด็กแรกคลอดจนถึง 2
ขวบเท้าอาจจะดูแบนโดยที่ไม่ได้เป็นโรคเท้าแบน โรคเท้าแบนแบบยืดหยุ่นนี้อาจจะดีขึ้นเอง
ตามการเจริญเติบโตของเท้า สำหรับในรายที่โรคเท้าแบนไม่หายไปก็ไม่เป็นไร
เพราะคนที่เป็นโรคเท้าแบนส่วนใหญ่จะไม่มีอาการอะไร
การรักษา


1. ไม่ต้องรักษา ส่วนใหญ่ของคนที่มีโรคเท้าแบนจะไม่มีอาการอะไร เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องการการรักษา
2.
การใส่รองเท้าที่มีหมอนหนุนตรงบริเวณอุ้งเท้าทำได้ง่ายโดยดัดหมอนหนุนเข้ากับรองเท้าอะไรก็ได้ที่ผู้ป่วยช
อบใส่ การใส่รองเท้าแบบนี้อาจช่วยให้คนที่มีอาการเมื่อยหรือปวดฝ่าเท้าสามารถบรรเทาอาการลงได้
3. การผ่าตัด ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดเท้า อันมีเท้าแบนเป็นสาเหตุและมีความรุนแรงของอาการมาก
และไม่ดีขึ้นด้วยวิธีอื่น ๆ

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-12 09:15:07 ] 124.121.2.73 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 318

โลน

โลน คล้ายๆ เห็บ ตัวแบนๆ ชอบอยู่บริเวณที่มีขนมากๆ เช่น โคน อวัยวะเพศ รักแร้
จะรู้สึกคันมากตลอดเวลาเพราะกัดกินเลือดจากผิวหนัง บริเวณนั้นๆ
ติดต่อทางการสัมผัสโดยตรงในบริเวณที่เป็น หรือการมีเพศ สัมพันธ์
ถ้าเป็นแล้วควรไปพบแพทย์ ให้ยาทาติดต่อกัน 3 วันก็จะหายค่าใช้จ่ายไม่แพงเลย
แต่อย่าลืม ต้องพาแฟนไปรักษาพร้อมๆ กัน ไม่งั้น หายแล้วอาจจะติดจากแฟนอีก โรคนี้ คงไม่เกี่ยวกับ AIDS
ครับ

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-14 10:05:11 ] 124.121.5.236 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 319

ยาคุมกำเนิดที่สามารถรักษาสิว

ยาคุมกำเนิดที่สามารถรักษาสิวได้ จะต้องมีส่วนผสมของ Cyproterone acetate ซึ่งมีฤทธิ์ต่อต้าน
Hormone เพศชาย ดังนั้นการที่ผู้ชายทานยาคุมกำเนิด สรีระทางร่างกายอาจเปลี่ยนแปลงได้ เช่น
หน้าอกอาจโตขึ้น ไขมันใต้ผิวหนังเพิ่มมากขึ้น แต่ผลเสียก็มีอย่างที่น่ากลัว คือมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม

มากขึ้น ผลเสียอีกอย่างที่อันตรายกว่า คือ คนที่มีประวัติเป็น Migraine หรือมีการอุดต้นของเส้นเลือด
ต้องห้ามทานยาคุมเด็ดขาด อาจมีการอุดตันของเส้นเลือดในบริเวณอวัยวะสำคัญ ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิตไ

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-14 10:05:37 ] 124.121.5.236 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 320

สตรีไทยจะมีช่วงอายุถึง 1 ใน 3 ของชีวิตอยู่ในวัยหมดระดู ซึ่งเรียกกันว่า วัยทอง
สตรีบางท่านยังมีความสามารถทำคุณประโยชน์ได้ บางท่านประสบความสำเร็จในชีวิต บางท่านยังไม่เริ่มทำอะไรเลย
แต่ทุกคนย่อมต้องการมีสุขภาพดี คุณภาพชีวิตที่ดีต้องเริ่มต้นจากการมีสุขภาพที่ดี

การเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจในสตรีวัยทองนั้น ไม่ว่าจะเป็นผิวหนังเหี่ยวย่น รอยตีนกา
อารมณ์หงุดหงิด เหงื่อออกตอนกลางคืน นอนไม่หลับ เป็นต้นนั้น มักได้รับการอบรมสั่งสอน อิทธิพลวาทศิลป์
ประเพณีสังคมและวัฒนธรรมไทย ว่าเป็นภาวะเลือดจะมา ลมจะไป หรือสังขารนั้นไม่เที่ยง เป็นต้น
โดยปราศจากความเข้าใจในช่วงชีวิตวัยทองว่า สตรีท่านนั้นสามารถดำเนินชีวิตในวัยนี้อย่างปกติได้อย่างไร

ขอเริ่มต้นที่อาหาร เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่า อาหารมังสวิรัติ
เป็นอาหารที่เหมาะสมกับวัยสูงอายุและวัยทอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุณาลดพวกโปรตีน ไขมัน
เพื่อการควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม และกรุณาเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น งาดำ ปลาตัวเล็ก ๆ
นมสด เป็นต้น การควบคุมและเลือกรับประทานให้ถูกต้องจะช่วยควบคุมและป้องกัน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง
โรคหัวใจและหลอดโลหิต ซึ่งมักจะถามหาสตรีวัยทอง เป็นกรณีพิเศษ

การได้อยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่ดีเหมาะสมแก่วัยนั้น เป็นมงคลแก่ชีวิต
ภาวะเครียดเป็นปัจจัยเริ่มต้นที่บั่นทอนทั้งสุขภาพกายและใจ การได้ท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ เพื่อพักผ่อน
และว่างเว้นจากการงานนั้น เป็นยารักษาภาวะเครียดที่ได้ผล นอกเหนือจากการสงบจิตใจ กาย ตามหลักพุทธศาสนา

ในปัจจุบัน มลภาวะเป็นปัจจัยที่ทุกคนยอมรับว่าควรจะหลีกเลี่ยง
สตรีวัยทองควรเลือกที่อยู่อาศัยในสภาพที่ดี อากาศบริสุทธิ์ เช่น ตามชายทะเล เชิงเขา และชนบท เป็นต้น

ปัจจัยสุดท้ายที่จะเน้นคือกิจวัตรประจำวัน สตรีใดมัวแต่ทำการ ทำงาน โดยละเลยการออกกำลังกาย
ขอให้เริ่มต้นตั้งแต่บัดนี้ อาหารที่ดีและการออกกำลังกายที่เหมาะสมสามารถป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้
การออกกำลังกายที่พอเหมาะแก่วัยทอง เช่น การเดิน วิ่งจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน เป็นต้น
ในระยะเวลาที่เหมาะสมคือประมาณ 30 นาที 2-3 ครั้ง ในหนึ่งสัปดาห์ จะช่วยลดประปริมาณไขมันในเลือด
กระตุ้นหัวใจ และป้องกันภาวะกระดูกพรุน

กิจวัตรประจำวันที่จะขอเน้นอีกอย่างคือการพักผ่อน
เป็นที่ยอมรับกันว่าการนอนจะหลับหรือไม่หลับเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด และควรเฉลี่ยอย่างน้อยวันละ 6-8
ชม. สตรีวัยทองจำนวนมาก ประสบปัญหาเกี่ยวกับการนอน เช่น นอนไม่หลับเลย นอนหลับยากแต่ตื่นง่าย
หรือวันหนึ่งหนึงนอนหลับพักผ่อนได้ไม่กี่ชั่วโมง เป็นต้น

การพักผ่อนที่ดีอีกอย่างคือ งานอดิเรก สตรีวัยทองควรมองหางานอดิเรกทำ
โดยขอเน้นว่าต้องเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจส่วนบุคคล เวลาว่างที่มีอยู่และสภาพของครอบครัว
สตรีวัยทองหลายท่านคิดเองว่า ถูกครอบครัวทอดทิ้ง จากการที่ลูกเจริญเติบโตเป็นวัยรุ่น
สามีมีอาชีพการงานก้าวหน้ามั่นคง ทุกคนจึงมีเวลาให้แก่กันและกัน และแก่ครอบครัวน้อยลง
สตรีวัยทองจึงควรพบปะเพื่อนฝูงและหางานอดิเรกทำบ้าน เมื่อคิดว่าตัวเองเหงา

ผู้เขียนเพียงหวังในสตรีทุกคนเข้าใจว่า "สตรีวัยทอง เป็นวัยที่ยังสามารถทำคุณประโยชน์แก่ตนเอง
ครอบครัว สังคม และประเทศชาติได้ไม่น้อยกว่าวัยทำงานเลย"

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-17 11:50:40 ] 124.121.6.60 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 321

ในยุคของการแข่งขัน ที่เรากำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน ชีวิตมีความรีบเร่งมากขึ้น
จนไม่ค่อยมีเวลาที่จะให้ความสำคัญกับเรื่อง
ความสมดุลของอาหารที่รับประทานรวมทั้งค่านิยมการรับประทานอาหารแบบตะวันตก ซึ่งประกอบด้วย เนื้อสัตว์
ไขมัน นม เนย เป็นส่วนใหญ่ ทำให้คนไทยมีโรค ซึ่งเกิดจากการกินดีเกินไป เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
โรคหัวใจ โรคอัมพาต ซึ่งโรคเหล่านี้ล้วนเกี่ยวกับความเสื่อมของหลอดเลือด

ในปัจจุบันชาวตะวันตกเริ่มตระหนักถึงพิษภัยของการกินอาหาร ซึ่งไม่สมดุลได้มีการชัดชวนให้ลดการรับประทาน
เนื้อสัตว์ นม เนย ให้เพิ่มการรับประทาน พืช ผัก และธัญญพืช ซึ่งอุดมด้วยเส้นใยจากธรรมชาติ และไวตามิน

ในวันเด็ก เนื้อสัตว์และนม ยังเป็นสิ่งจำเป็น
เนื่องจากร่างกายมีการเจริญเติบโตในวัยผู้ใหญ่ร่างกายต้องการโปรตีนลดลง การรับประทานเนื้อสัตว์
และนมมากเกินไปยังทำให้ร่างกายได้รับไขมันเพิ่ม เนื่องจากในเนื้อสัตว์และนมจะมีปริมาณไขมันค่อนข้างสูง
นอกจากนั้นยังพบว่า ผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์มาก ๆ
มีโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้สูควรเปลี่ยนแปลงมารับประทานโปรตีนจากพืชพวกถั่วแทน

อาหารอีกกลุ่มซึ่งไม่ควรรับประทานมากเกินไป คือ น้ำตาล พบว่าน้ำตาลทำให้หลอดเลือดมีความเสื่อมเร็วขึ้น
ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีน้ำตาลสูงจะพบว่าหลอดเลือดแก่ก่อนวัย ไขมันก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ควรจำกัด
และใช้น้ำมันจากพืชแทน น้ำมันจากสัตว์ ยกเว้นน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันปาล์มควรหลีกเลี่ยง
เนื่องจากมีโคเรสเตอรอลสูง

อาหารที่ควรรับประทานคือ ผัก ผลไม้ ธัญญพืช เช่น ข้าวซ้อมมือ ถั่ว เพราะอุดมไปด้วย กากใยธรรมชาติ
ไวตามิน และเกลือแร่

สุขภาพของเราขึ้นกับกรรมพันธุ์ การออกกำลังกายและอาหาร
เราควรเริ่มเอาใจใส่กับอาหารที่รับประทานเสียแต่วันนี้ รอให้เกิดโรคก่อนอาจไม่ทันการ

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-17 11:51:20 ] 124.121.6.60 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 322

ความรู้เรื่อง ไวรัสตับอักเสบ บี ครับ


ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบจากไวรัสชนิดบีในเมืองไทยจำนวนมาก
โดยที่ผู้ป่วยเหล่านี้อาจไม่แสดงอาการใด ๆ ผู้ป่วยเหล่านี้
บางคนอาจจะยังไม่เคยทราบมาก่อนว่าตัวเองเป็นโรคนี้ จนกระทั่งไปตรวจเลือด จึงพบว่าเป็นโรคนี้ก็มี
หรือบางคนไปบริจาคโลหิต แล้วจึงทราบว่าเป็นโรคนี้
ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จำนวนหนึ่งจะกลายเป็นโรคร้ายแรงซึ่งจะได้กล่าวต่อไป
โรคไวรัสตับอักเสบชนิดติดต่อกันได้อย่างไร


ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ส่วนมากไม่ทราบว่าติดโรคนี้มาได้อย่างไร การติดต่อของโรคนี้ติดต่อกันได้ ที่สำคัญมี
4 ทาง คือ

1. ติดต่อทางเลือด โดยได้รับเชื้อจากการได้รับเลือดจากผู้ที่เป็นโรคนี้
ปัจจุบันเราพบการติดต่อทางนี้น้อยลง เพราะเรามีการตรวจเลือดก่อนที่จะนำมาให้คนไข้

2. ติดต่อทางน้ำลาย การรับประทานอาหารร่วมกับคนที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี
มีโอกาสจะติดต่อกันได้ง่าย เพราะการรับประทานอาหารของคนไทยมักจะลืมใช้ช้อนกลาง
ทำให้มีโอกาสติดโรคนี้ได้ง่าย

3. ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับคนที่เป็นโรคนี้ มีโอกาสจะติดโรคนี้ได้

4. ติดต่อจากมารดาสู่บุตร การติดต่อนี้จะมีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อได้ในระหว่างคลอด
จึงควรมีการตรวจเลือดมารดาในตอนที่ฝากครรภ์ ถ้าพบว่ามารดามีเชื้อโรคนี้อยู่
ควรให้วัคซีนแต่ทารกตั้งแต่แรกเกิด เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้
อาการของโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี เป็นอย่างไร


อาการของโรคนี้ แบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ คือ

1. มีอาการน้อย จนผู้ที่ได้รับเชื้อเข้าไปแทบจะไม่ทราบว่าตัวเองเป็นโรคนี้
ผู้ป่วยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มาทราบทีหลัง โดยการเจาะเลือด หรือไปบริจาคโลหิตจึงทำให้ทราบว่าเป็นโรคนี้

2. มีอาการชัดเจน ได้แก่ มีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหารนำมาก่อน ต่อมามีอาการตาเหลือง
ตัวเหลือง ปัสสาวะเหลืองเข้ม เมื่อมีอาการตาเหลืองตัวเหลืองเกิดขึ้นแล้ว อาการอ่อนเพลีย
เบื่ออาหารก็มักจะดีขึ้นหรือหายไป ผู้ป่วยจะมีระยะเวลาที่ตาเหลืองตัวเหลืองไม่เท่ากัน
บางคนอาจเป็นเพียงไม่กี่อาทิตย์ แต่บางคนอาจนาน 2-3 เดือน

3. ผู้ป่วยบางรายมีอาการรุนแรงมาก จนมีอาการซึม ตาเหลือง ตัวเหลือง ไม่รู้สึกตัว ตับมีขนาดเล็กลง
ผู้ป่วยเหล่านี้จะมีโอกาสสูงที่จะเกิดภาวะตับวายและเสียชีวิตในที่สุด
แต่โชคดีมีผู้ป่วยจำนวนน้อยมากที่จะเป็นแบบนี้ ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง
ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาใด ๆ ได้ผลดีที่สุด วิธีที่ได้ผลดีในขณะนี้ก็คือ การเปลี่ยนตับ
ซึ่งก็มีปัญหาหลาย ๆ อย่างดังนี้

3.1 มีผู้บริจาคตับจำนวนน้อย ทำให้ไม่เพียงพอที่จะนำมาให้กับผู้ป่วยส่วนใหญ่
ตับที่จะนำมาให้กับผู้ป่วยโรคนี้มักจะได้มาจากผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต แต่ตับยังดีอยู่
ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากญาตผู้ป่วยด้วย

3.2 เนื้อเยื่อของตับที่จะนำมาให้กับผู้ป่วยต้องเข้ากันได้กับเนื้อเยื่อของผู้ป่วยด้วย

3.3 ผู้ป่วยที่มีภาวะตับวาย มักจะมีโรคแทรกซ้อนหลายอย่าง เช่น สมองบวม, ปอดบวม,
เลือดออกในระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น ทำให้ไม่สามารถจะเปลี่ยนตับให้แก่ผู้ป่วยได้

3.4 ผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนตับ จำเป็นต้องได้รับการรับประทานยากดภูมิต้านทาน
เพื่องป้องกันไม่ให้ร่างกายนั้น มีปฏิกิริยากับตับที่นำมาเปลี่ยนให้ การได้รับยาชนิดนี้นาน ๆ
ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
ผู้ป่วยที่มีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง หรือที่เรียกอีกอย่างว่า อาการดีซ่าน
ทุกคนต้องเป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี หรือไม่


ผู้ป่วยที่มีอาการดีซ่านคือ ตาเหลือง ตัวเหลือง ไม่จำเป็นต้องเป็นไวรัสตับอักเสบบี
เพราะสาเหตุของอาการดีซ่าน มีได้หลายอย่าง ได้แก่
1. จากการทำลายของเม็ดเลือดแดงมากเกินปกติ ทำให้เกิดภาวะดีซ่านขึ้นได้ เช่น
การให้เลือดผิดหมู่เลือดหรือดรค G-6, P-D เป็นต้น

2. จากภาวะตับอักเสบซึ่งมีสาเหตุได้หลายอย่าง เช่น

2.1 จากไวรัส เช่น ไวรัสตับอักเสบ ชนิด A, B, C, D และ E

2.2 จากยาบางชนิด ยาหลายตัวที่มีพิษต่อตับ เช่น ยาปฏิชีวนะบางชนิด เช่น ยาซัลฟา, ยาเตตราซัยคลิน,
ยาอีรีโทรมัยซิน เป็นต้น ยารักษาโรควัณโรคหลายตัวก็มีพิษต่อตับ
นอกจากนี้ยังมียาอีกหลายชนิดซึ่งทำให้เกิดอาการดีซ่านขึ้นได้ ดังนั้นก่อนที่จะรับประทานยาชนิดใด
ถ้าไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพราะยานั้นอาจมีพิษต่อร่างกายได้

2.3 จากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ทุกชนิด เช่น เบียร์
วิสกี้ เหล่า ไวน์ เป็นต้น มีโอกาสจะเกิดภาวะตับอักเสบได้ เพราะแอลกอฮอลล์นั้น
เมื่อดื่มเข้าไปแล้วจะมีพิษต่อตับทำให้เกิดอาการดีซ่านขึ้นได้
ทั้งนี้ขึ้นกับปริมาณและระยะเวลาที่ดื่มด้วย
ถ้าดื่มปริมาณมากและระยะเวลานานก็มีโอกาสจะเกิดตับอักเสบได้มากขึ้น

2.4 จากสารพิษบางชนิด ในปัจจุบันมีการใช้สมุนไพรกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งสมุนไพรบางชนิดอาจมีพิษต่อตับได้
ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ ดังนั้นการที่จะรับประทานสมุนไพร ไม่ว่าจะเป็นยาลูกกลอน ยาหม้อ, ยาดองเหล้า ฯลฯ
จึงควรต้องระมัดระวังว่า อาจมีโอกาสที่จะเกิดอาการดีซ่านขึ้นได้
ผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี เมื่อเป็นแล้วจะเป็นเรื้อรังทุกราย หรือไม่


- ไม่เป็นตับอักเสบเรื้อรังทุกราย ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสลชนิดบีเข้าไปครั้งแรก
จะมีอาการน้อยจนถึงมีอาการรุนแรงดังที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่ผู้ป่วยเหล่านี้ประมาณ 10% เท่านั้น
ที่จะเป็นตับอักเสบเรื้อรังหรือพาหะของโรค ส่วนใหญ่ประมาณ 90% จะหายเป็นปกติ
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นโรคไวรัสตับบีเรื้อรัง หรือพาหะของโรคนี้ หรือเปล่า


- ถ้าเราไม่เคยมีอาการใด ๆ มาก่อน เราอาจจะไปพบแพทย์ เพื่อขอเจาะเลือดตรวจ
ซึ่งแพทย์จะตรวจการทำงานของตับ และตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีด้วย
ถ้าผู้ป่วยมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและมีภาวะตับอักเสบด้วย น่าจะเป็นตับอักเสบเรื้อรัง
แต่ถ้าจะให้แน่ใจแพทย์จะนัดผู้ป่วยมาเจาะเลือดอีก 6 เดือน ถ้ายังพบเชื้อและยังมีภาวะตับอักเสบอยู่
ก็แสดงว่าผู้ป่วยเป็นโรคตับเรื้อรังจากไวรัสชนิดบี แต่ถ้าเจาะเลือดแล้วมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
แต่ไม่พบภาวะตับอักเสบก็น่าเป็นพาหะของโรคนี้ ถ้าอีก 6 เดือนต่อมา เจาะเลือดแล้วยังพบเชื้อเหมือนเดิม
แต่ไม่พบภาวะตับอักเสบ ก็แสดงว่าผู้ป่วยเป็นพาหนะของไวรัสตับอักเสบชนิดบี

ผู้ป่วยที่มีอาการดีซ่าน ผู้ป่วยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะไปพบแพทย์
ซึ่งก็จะทราบว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่ จากการตรวจและเจาะเลือดของแพทย์
ผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบีเรื้อรัง หรือพาหะของโรคนี้มีอันตรายอย่างไร


ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มนี้ มีโอกาสจะเกิดโรคตับแข็ง หรือโรคมะเร็งของตับหรือทั้ง 2 อย่าง
ได้สูงกว่าคนที่ไม่เป็นโรคนี้ โรคตับแข็งและโรงมะเร็งของตับเป็นโรคที่ยังรักษาไม่หายในขณะนี้
โรคตับแข็งจะเป็นโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยจะมีภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ
และภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารได้บ่อย
ส่วนโรคเนื้องอกหรือมะเร็งของตับนั้นเมื่อเป็นแล้ว ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้
การรักษาในขณะนี้ที่พอจะได้ผล ก็ได้แก่การผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกออก และการใช้ยาฉีดทำลายเซลล์มะเร็ง
โดยผ่านสายฉีด เข้าไปทางเส้นเลือดที่ไปสู่ก้อนเนื้องอกของตับโดยตรง แต่ไม่ว่าเราจะรักษาด้วยวิธีใด ๆ
ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ ก็มีอายุไม่ยืนยาว ส่วนใหญ่จะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 1 ปี
หรือน้อยกว่าถ้าไม่รักษาก็อยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน
เราจะมีวิธีป้องกันโรคนี้ได้อย่างไร


ในปัจจุบัน วิธีป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้โดยการฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่ดีที่สุดการเลือกฉีดวัคซีน จะแบ่งเป็น
2 ลักษณะคือ

1. ในเด็ก การฝากครรภ์จะทำให้ทราบว่ามารดามีเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีหรือไม่
ถ้าเป็นโรคนี้ควรให้วัคซีนแก่ทารก ตั้งแต่แรกคลอดให้เร็วที่สุด
เพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งถ้าเด็กได้รับเชื้อตั้งแต่แรกเกิดแล้ว
จะมีโอกาสเป็นตับแข็ง หรือเนื้องอกของตับตั้งแต่อายุยังน้อย ส่วนในเด็กที่คลอดจากมารดาที่ปกติ
ในปัจจุบันก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนตั้งแต่เด็กด้วยเช่นกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อเมื่อเด็กโตขึ้น

2. ในผู้ใหญ่ ขึ้นอยู่กับคน ๆ นั้น จะเสี่ยงต่อการติดโรคได้มากน้อยเพียงใด ถ้าเสี่ยงต่อการติดโรคนี้
ก็ควรได้รับการฉีดวัคซีน แต่ก่อนฉีดวัคซีนควรได้รับการเจาะเลือดตรวจก่อนว่ามีภูมิต้านทานโรคนี้หรือยัง
เพราะว่ามีคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งเมื่อเจาะเลือดดูจะพบว่ามีภูมิต้านทานอยู่แล้ว
หรืออาจมีเชื้ออยู่ในร่างกายแล้ว ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องฉีดในคนสูงอายุ อาจไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน
ก่อนฉีดวัคซีนควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ
เราจะปฏิบัติอย่างไร เมื่อสงสัยว่าจะเป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี


ถ้าหากมีอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร มีไข้ต่ำ ๆ หรือมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง
ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคตับอักเสบหรือเปล่า และเป็นชนิดไหน
ในกรณีที่มีอาการดังกล่าวข้างต้น ควรพักผ่อนให้มาก ควรงดรับประทานมัน
เพราะจะทำให้แน่นอืดท้องและคลื่นไส้เพิ่มมากขึ้น
ควรงดดื่มสุราอย่างเด็ดขาดในระหว่างที่เป็นโรคนี้อยู่และไม่ควรรับประทานยาที่มีอันตรายต่อตับ



โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-18 09:04:02 ] 124.121.4.143 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 323

การคุมกำเนิด

วิธีการคุมกำเนิดที่ใช้ในผู้หญิง
- ยากินคุมกำเนิด
- ยาฉีดคุมกำเนิด/การฝังยาคุมกำเนิด
- ห่วงอนามัย
- ถุงยางอนามัยสำหรับผู้หญิง (ยังไม่นิยมใช้)
ซึ่งแต่ละวิธีถ้าใช้ถูกต้องจะสามารถคุมกำเนิดได้ดี ปลอดภัย และผลข้างเคียงไม่มาก

ผลข้างเคียงของยาฉีดคุมกำเนิดที่พบบ่อยๆ คือ ประจำเดือนขาดหายไป หรือ
ออกกระปริบกระปรอย, น้ำหนักเพิ่มขึ้น, อารมณ์แปรปรวน, เจ็บคัดหน้าอก ฯลฯ
ส่วนอาการคลื่นไส้-อาเจียน เวียนหัว มักจะเป็นในกรณีที่กินยาคุมกำเนิด
การใช้ถุงยางอนามัย ถ้าใช้อย่างถูกต้องสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ นอกจากนี้
ยังสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน ซิฟิลิส เอดส์ ฯลฯ
ได้อีกด้วย

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-19 10:44:13 ] 124.121.6.77 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 324

เด็กเตี้ยมีผลทางสังคมหรือไม่
Pediatrics 2004;114:744-50 : การอนุมัติรับรองให้ใช้ฮอร์โมนการเจริญเติบโต (growth hormone)
ในเด็กที่มีร่างกายเตี้ยชนิดไม่ทราบสาเหตุ
ได้ทำให้เกิดความขัดแย้งในเรื่องความจำเป็นที่จะให้การรักษาเด็กกลุ่มนี้
ความยุติธรรมเหมาะสมในการใช้ฮอร์โมนการเจริญเติบโตสำหรับเด็กร่างกายเตี้ยไม่ทราบสาเหตุตั้งอยู่บนพื้นฐาน
ความเชื่อที่ว่าร่างกายเตี้ยอย่างมาก (Extremely short stature) มีผลต่อสุขภาพของจิตใจ
ในการศึกษาที่จะกล่าวต่อไปนี้ คณะนักศึกษาวิจัยได้ประเมินความสัมพันธ์ระดับเดียวกัน
และการปรับทางสังคมในตัวอย่างชุมชนข้ามภาคตัด (cross sectional community)
ที่ได้มาจากเด็กในวัยเรียนในระดับชั้นปีที่ 6 ถึงชั้นปีที่ 12 จำนวน 65 รายที่มีร่างกายเตี้ย
(ความสูงเท่ากับหรือน้อยกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 5 สำหรับอายุและเพศ) จำนวน 68 รายที่มีร่างกายสูง
(มากกว่าหรือเท่ากับเปอร์เซ็นไทล์ที่ 95) และ 123 รายที่มีความสูงของร่างกายเฉลี่ย (เปอร์เซ็นไทล์ที่ 25
ถึงที่ 75)
นักเรียนตอบคำถามในแบบสอบถามด้วยการประเมินตนเอง และแบบ
สอบถามที่เน้นระดับเดียวกันที่ใช้ในการประเมินความเป็นมิตร ความนิยม ชื่อเสียง และการยอมรับทางสังคม
ผลปรากฏว่าไม่พบความสัมพันธ์ร่วมกันอย่างมีความสำคัญทางสถิติ
ระหว่างความสูงและความสัมพันธ์ระดับเดียวกันใด ๆ ที่กล่าวมา หรือหน้าที่ทางสังคม
แม้ว่าจะทำการวิเคราะห์ที่จำกัดเฉพาะในเด็กที่มีร่างกายเตี้ย อย่างมากและสูงอย่างมาก
เปอร์เซ็นไทล์เท่ากับหรือน้อยกว่าที่ 1 หรือเท่ากับหรือ มากกว่าที่ 99
ผลการตรวจก็ไม่พบความแตกต่างระหว่าง เพศทั้งสอง
ข้อสังเกตจากการศึกษาวิจัยนี้ก็คือ
แม้ว่าผลการศึกษานี้จะไม่ได้ตอบว่าร่างกายเตี้ยจะมีผลต่อความสำเร็จในช่วงชีวิตของแต่ละ
บุคคลหรือไม่ก็ตาม แต่กระนั้นการค้นพบนี้ก็เสนอแนะว่าร่างกายเตี้ยอย่างมาก
ไม่มีผลลบต่อความสัมพันธ์ในระดับเดียวกันในเด็กวัยเรียน

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-19 10:49:56 ] 124.121.6.77 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 325

การที่จะทราบว่าการกินยาก่อนอาหาร
หรือหลังอาหารสำคัญอย่างไรนั้นเราต้องทราบก่อนว่าขั้นตอนที่ยาจะไปออกฤทธิ์นั้นเป็นอย่างไร
เวลาเรากินยาเข้าไป ถ้าเป็นยาเม็ดหรือแคปซูล ยานั้นจะแตกออกเป็นส่วนเล็ก ๆ ก่อน แล้วละลายในน้ำ
ซึ่งอยู่ในกระเพาะและทางเดินอาหาร หลังจากนั้นก็จะถูกดูดซึมเข้าผนังทางเดินอาหาร
เข้าสู่กระแสเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายต่อไป แต่ถ้าเป็นยาน้ำขบวนการนี้ก็จะเร็วขึ้น

ยาจะออกฤทธิ์เมื่อได้เข้าไปอยู่ในกระแสเลือดแล้ว และต้องมีปริมาณสูงพอด้วย
อาหารบางอย่างมีผลต่อการดูดซึมของยา ยาบางตัวก็มีผลต่อกระเพาะอาหาร เช่น ทำให้เกิดการระคายเคือง ดังนั้น
การกินยาก่อนหรือหลังอาหาร จึงมีความสำคัญขึ้นกับว่าต้องการผลการของยาในแง่ใด
ปกติเมื่อกระเพาะมีอาหารอยู่เต็ม ยาจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้น้อยกว่า
และใช้เวลามากกว่าเมื่อกระเพาะว่าง

จากที่กล่าวมาแล้ว ถ้าเรากินยาก่อนอาหารทันที, หลังอาหารทันที หรือกินยาพร้อมอาหาร
จะมีความหมายแทบจะไม่แตกต่างกัน ซึ่งถือว่ากินยาในห้วงเวลาที่กระเพาะอาหารไม่ว่างเหมือนกัน
ดังนั้นเราจะกำหนดเวลาไปด้วยว่ากินก่อนอาหารหรือหลังอาหารนานเท่าใด จึงจะได้ผลตามที่ต้องการ

จะขอแบ่งวิธีการกินยา ประกอบเหตุผล พอเป็นสังเขปดังนี้
กินก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง


เพราะเราต้องการให้ได้รับยาขณะที่ท้องว่าง เพื่อให้ยาดูดซึมได้ดีที่สุด ยาพวกที่ต้องกินแบบนี้ได้แก่
เพนนิซิลลิน, แอมพิซิลิน, ไรแฟมพิซิล เป็นต้น บางทีเราก็ต้องการให้ยาออกฤทธิ์ก่อนอาหารตกถึงกระเพาะ
(จะกินก่อนอาหารนานเท่าใดขึ้นกับเวลาตั้งแต่เริ่มกินจนถึงเวลาที่ยาออกฤทธิ์
ซึ่งยาแต่ละตัวจะแตกต่างกันบ้าง) เช่น ยาที่ลดการเกร็ง
หรือบีบตัวของกระเพาะและทางเดินอาหารคนที่เป็นโรคกระเพาะนั้นมักจะปวดท้อง เมื่ออาหารตกไปถึงกระเพาะ
เพราะอาหารเป็นตัวกระตุ้นให้กระเพาะลำไส้บีบตัวมากขึ้น จึงต้องให้ยาออกฤทธิ์ ลดการบีบตัวของกระเพาะลำไส้
โดยกินยาก่อนอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้ยาออกฤทธิ์พอดีเวลาอาหาร ซึ่งจะบรรเทาอาการปวดท้องได้
ยังมียาที่กระตุ้นให้เกิดการอยากอาหาร ก็ต้องกินก่อนอาหารประมาณ 1/2 ชั่วโมง พอยาออกฤทธิ์
จะกินอาหารได้มากขึ้น
กินหลังอาหารทันที = กินก่อนอาหารทันที = กินพร้อมอาหาร


ยาบางตัวหากกินตอนท้องว่างจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารมาก ทำให้คลื่นไส้อาเจียน
แต่ถ้ากินพร้อมอาหารจะช่วยลดการระคายเคืองได้ ยาพวกนี้ได้แก่ ยาแก้ปวดชนิดต่าง ๆ เช่น แอสไพริน,
ยาแก้ปวดข้อ เช่น เพนนิลบิวทาโซน, ไอบูโปรเฟน, อินโดเมดทาซิน เป็นต้น
นอกจากกินพร้อมอาหารแล้วยาที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น แอสไพริน การกินน้ำตามมาก ๆ เพื่อไปเจือจาง
หรือลดความเป็นกรดให้น้อยลง ก็ช่วยลดการระคายเคืองได้
กินยาหลังอาหาร 1 ชั่วโมง


ยาบางชนิดจะออกฤทธิ์นาน เมื่อกินหลังอาหาร เช่น ยาลดกรดซึ่งมีผู้ทดลองได้ผลว่า ถ้าให้ยาในขณะที่ท้องว่าง
ยาจะออกฤทธิ์นานประมาณ 30 นาที แต่ถ้าให้ยาหลังอาหาร 1 ชั่วโมง ยาจะออกฤทธิ์นาน 4 ชั่วโมง
ดังนั้นจึงกำหนดให้กินหลังอาหาร 1 ชั่วโมง

ไหน ๆ ก็พูดถึงยาก่อนอาหาร, หลังอาหาร, พร้อมอาหารมาแล้ว ขอพูดถึงยากินก่อนนอนสักเล็กน้อย
ยาบางชนิดกินแล้วทำให้ง่วงมึนงง เช่น ยาคลายกังวล, ยาแก้แพ้ซึ่งเป็นส่วนผสมของยาแก้หวัด ลดน้ำมูก
จึงควรกินก่อนนอน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ปลอดภัยในขณะทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร หรือขับรถในเวลากลางวันแล้ว
ยังทำให้หลับได้อย่างสบายในเวลากลางคืนอีกด้วย

จึงขอสรุปได้ว่า จะกินยาก่อนอาหาร หรือหลังอาหารขึ้นกับวัตถุประสงค์ในการให้ยานั้น ๆ
ออกฤทธิ์ให้ได้ผลมากที่สุด มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด ส่วนจะก่อน - หลังนานเท่าใดนั้น
ขึ้นกับเวลาตั้งแต่เริ่มกินยาจนถึงเวลาที่ยาถูกดูดซึมเข้าผนังทางเดินอาหารหมด
หรืออาจเลยไปถึงเวลาที่ยาออกฤทธิ์แล้วแต่ว่าเราต้องการผลอันไหน

คงจะเห็นแล้วว่า เวลากินยาก่อนหรือหลังอาหารมีความสำคัญเพียงใด ดังนั้นเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด
ผู้ป่วยควรกินยาตามเวลาที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ผลดีก็จะตกอยู่กับตัวของผู้ป่วยเอง

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-20 06:28:10 ] 124.121.3.27 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 326

เคมีบำบัดคืออะไร (Chemotheoapy)

เคมีบำบัดคือ การใช้ยาเพื่อรักษาโรค ซึ่งมาจากคำ 2 คำ มารวมกันคือคำว่าเคมี (Chemical) และบำบัด
(Therapy) หรือรักษา (Treatment) ปัจจุบันเคมีบำบัดใช้สำหรับยารักษาโรคมะเร็ง

เซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ที่ผิดปกติ เพราะไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโต
ซึ่งต่างจากเซลล์ปกติที่มีการแบ่งตัว และเจริญเติบโตเมื่อร่างกายสั่ง
เคมีบำบัดทำงานโดยเข้าไปขัดขวางการเจริญเติบโต
หรือการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งให้ช้าลงและทำลายเซลล์มะเร็งที่กำลังแบ่งตัว

เซลล์ปกติที่กำลังเจริญเติบโต หรือกำลังแบ่งตัวจะถูกผลกระทบจากเคมีบำบัด เช่น
ไขกระดูกซึ่งมีหน้าที่ผลิตเซลล์เลือดแดง เซลล์บุผนังทางเดินอาหาร (ปาก, คอ, กระเพาะอาหาร, ลำไล้เล็ก)
และรากผม ผลกระทบของเคมีบำบัดต่อเซลล์ปกติคือ อาการข้างเคียงของการใช้เคมีบำบัด เช่น โลหิตจาง,
คลื่นไส้อาเจียน, ผมร่วง อย่างไรก็ตาม แพทย์ได้ตระหนักถึงอาการข้างเคียงเหล่านี้ และสามารถทำให้ลดน้อยลง
หรือป้องกันได้ด้วยการเสริมการบำบัดชนิดอื่นที่เหมาะสม
วิธีให้เคมีบำบัด


แพทย์จะสั่งใช้ยารักษาโรคมะเร็งชนิดใดขึ้นอยู่กับชนิด และตำแหน่งของมะเร็งและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย
ปัจจุบันการใช้ยารักษาโรคมะเร็งร่วมกันหลายชนิด จะให้ผลที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้ยาชนิดเดียวกัน

การให้ยารักษาโรคมะเร็งมีหลายวิธี ยามีทั้งชนิดน้ำ ชนิดเม็ด ชนิดฉีด
ยารักษาโรคมะเร็งเวลาใช้ไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดมากไปกว่ายาที่ใช้รักษาโรคทั่ว ๆ ไป
ยาชนิดรับประทาน


เคมีบำบัดชนิดรับประทานมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เพราะเป็นวิธีให้ยาผู้ป่วยที่สะดวกที่สุด
เมื่อกลีนยาลงไปจะถูกดูดซึม เข้าสู่กระแสเลือดทางเยื่อบุผนังกระเพาะอาหาร และเยื่อบุผนังลำไส้เล็ก
ยาบางชนิดไม่สามารถให้ทางวิธีนี้ได้เพราะอาจทำลายเยื่อบุผนังกระเพาะอาหาร
ด้วยวิะนี้ยาบางชนิดสามารถให้ได้โดยวิธีฉีดเท่านั้น
ยาฉีดชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ


ยาบางชนิด มีประสิทธิภาพดีที่สุดเมื่อถูกปล่อยอย่างช้าเข้าสู่กระแสเลือด
ยาชนิดนี้จะถูกฉีดเข้ากล้ามเนื้อมากกว่าฉีดเข้าหลอดเลือกโดยตรง
ยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือผสมกับของเหลวอื่นที่ให้ทางหลอดเลือดดำ


ยาที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือทำลายเนื้อเยื่อ จะถูกฉีดเข้าหลอดเลือดดำและกระแสเลือดโดยตรง
ดังนั้นกระแสเลือดจะทำให้ยาเจือจางอย่างรวดเร็วและเริ่งทำงานได้ทันที
การรักษาที่บ้าน


การให้เคมีบำบัดแก่ผู้ป่วยนอก ไม่จำเป็นต้องพักที่โรงพยาบาลผู้ป่วยสามารถรับประทานยาเองได้
สำหรับยาฉีดต้องให้แพทย์หรือพยาบาลเป็นผู้ให้ที่คลีนิกหรือที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องไปฉีดที่โรงพยาบาล

เคมีบำบัดชนิดรับประทานสะดวกที่สุด เพราะผู้ป่วยรับประทานเองได้
เมื่อรับประทานยาเองที่บ้านคำแนะนำของแพทย์เกี่ยวกับใช้ยาและเวลา ควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
ยารับประทานอาจจะผสมน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่ม เพื่อให้รสชาติดีขึ้น
ถ้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยาควรปรึกษาแพทย์
อาหารและกิจวัตรประจำวัน


อาหาร

การรักษาสมดุลของอาหารเป็นสิ่งสำคัญ การบำรุงด้วยอาหารที่ดีช่วยให้ผู้ป่วยต่อสู้กับโรคต่าง ๆ ได้
อธิบายอาหารประจำวันแก่แพทย์
ซึ่งแพทย์อาจมีข้อแนะนำให้ปรับปรุงเกี่ยวกับอาหารประจำวันเพื่อให้ได้สารอาหารแบบสมบูรณ์

ผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดอาจมีความอยากรับประทานอาหารน้อยกว่าปกติ
ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารแต่น้อยวันละ 5-6 ครั้ง แทนที่จะรับประทานวันละ 3 มื้อ มื้อละมาก ๆ
ยาต้านมะเร็งบางครั้งมีผลทำให้รสชาติของอาหารเปลี่ยนแปลง มีรายงานว่าผู้ป่วยจำนวนมาก
ความอยากรับประทานอาหารเนื้อสัตว์สีแดงหายไป เพราะว่าเคมีบำบัดทำให้รสชาติของอาหารขม
เราอาจทำให้รสชาติของอาหารดีขึ้น โดยใช้ซอสถั่วเหลือง หรือน้ำผลไม้ช่วยในการปรุงอาหาร ภาชนะโลหะ
ซึ่งสามารถทำให้รสชาติของอาหารขม ใช้ภาชนะพลาสติก สามารถลดความขมลงได้

ยาต้านมะเร็งบางชนิดมีผลกระทบต่อกระเพาะปัสสาวะและไต อาจต้องรับประทานน้ำหรือของเหลวเพิ่ม
ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์ ควรตระหนักว่าแอลกอฮอล์เป็นยาชนิดหนึ่ง
ปรึกษาแพทย์ว่าแอลกอฮอล์แทรกแซงยาต้านมะเร็งหรือไม่ อาจต้องจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์
ระหว่างได้รับเคมีบำบัดอยู่ ปรึกษากับแพทย์ถึงการเปลี่ยนแปลงความอยากอาหารหรือนิสัยของการรับประทานอาหาร
ผู้ป่วยและแพทย์ต้องร่วมมือกัน เพื่อให้ได้รายการอาหารที่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์
และผู้ป่วยสามารถปฏิบัติได้

กิจวัตรประจำวัน

ให้ทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ นอกจากแพทย์แนะนำเป็นอย่างอื่น อย่างไรก็ตามผู้ป่วยจำเป็นต้องพัก 1 ถึง 2
วัน หลังจากได้รับเคมีบำบัดแต่ละครั้ง ถ้าผู้ป่วยรู้สึกอ่อนเพลียติดต่อกันเป็นระยะเวลานานมีอาการมึนงง
รู้สึกหนาวสั่นหรือมีอาการหายใจไม่ออก แจ้งให้แพทย์ทราบทันที อาจเป็นสัญญาณบอกถึงอาการโรคโลหิตจาง
ซึ่งเป็นสภาพที่จำนวนเม็ดเลือดแดงแต่ำกว่าปกติ ถ้าแพทย์บอกว่ามีอาการโลหิตจาง
ให้พักผ่อนให้มากรับประทานผักใบเขียว เนื้อสัตว์ และตับเพิ่ม เคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ
เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารมึนงง ถ้าปฏิบัติตามนี้แล้ว ยังคงมีอาการมึนงงให้ปรึกษาแพทย์และพยาบาล
อาการข้างเคียงของเคมีบำบัด


ปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหาร

ยาบำบัดมะเร็งทำให้ระคายเคืองต่อเซลล์บุทางด้านอาหาร แล้วยังมีผลต่อสมองส่วนที่ควบคุมการอาเจียน
ดังนั้นผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน แต่แพทย์สามารถให้ยาอื่นเพื่อลดอาการดังกล่าว
และผู้ป่วยสามารถเปลี่ยนนิสัยการรับประทานอาหารเพื่อลดอาการ
เหล่านั้นจึงรวมถึงการรับประทานอาหารครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้งเพื่อไม่ให้อิ่มเกินไป
อย่ารับประทานอาหารที่จืดหรือร้อนจัด ให้ลดของเหลวระหว่างรับประทานอาหารที่หวานจัด อาหารทอด
อาหารที่มันและอาหารที่มีกลิ่นแรงควรหลีกเลี่ยง ให้อยู่ห่างจากห้องครัวเวลามีการปรุงอาหาร
เพื่อหลีกกลิ่นอาหาร ถ้าต้องการทำอาหารเองให้ทำในวันที่คุณรู้สึกแข็งแรง
และทำทีเดียวสำหรับหลายมื้อเก็บเอาไว้

ท้องร่วงและท้องผูก อาจมีสาเหตุมาจากยาบำบัดมะเร็ง ถ้าท้องร่วงนานเกิน 24 ชั่วโมง ให้แจ้งแพทย์ทราบ
ถ้าท้องร่วงให้รับประทานอาหารที่เป็นของเหลวใสเพื่อย่อยง่าย ดื่มของเหลวที่ใช้แทนอาหารมาก ๆ
เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสีย หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสียเป็นตะคริว เช่น กาแฟ, ถั่ว,
ถั่วเปลือกแข็ง, กระหล่ำปลี, ผ้าคะน้า, ดอกกะหล่ำ ของหวานและอาหารรสจัด
หลีกเลี่ยงนมและอาหารที่ทำมาจากนม เพราะทำให้อาการท้องร่วมเลวลง เพื่อป้องกันอาการท้องผูกให้ดื่มน้ำมาก
ๆ หรือน้ำเกลือแร่ เพื่อช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวง่ายขึ้น และรับประทานอาหารที่มีกากใยอาหารสูง เช่น
รำข้าว, ผักและผลไม้สด ขนมปังที่ทำจากข้าวหรือข้าวสาลีที่ไม่ได้เอารำออก ให้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันปกติ

ยาบำบัดมะเร็งอาจเป็นสาเหตุของปากและคอแห้งหรือมีแผลเปื่อยในปากและคอ ของเหลวและอาหารที่มีน้ำผสม
จะช่วยไม่ให้ปากแห้ง ถ้ามีแผลเปื่อยในปากให้ปรึกษาแพทย์

ปัญหาจากเซลล์เม็ดเลือดแดงลดลง

เคมีบำบัดจากระบบเซลล์ปกติและไขกระดูก ไขกระดูกเป็นเนื้อเยื่ออยู่ในกระดูก
ซึ่งผลิตเซลล์เม็ดเลือดทุกชนิด เซลล์เม็ดเลือดแดงนำออกซิเจนไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ถ้าเซลล์เม็ดเลือดแดงต่ำกว่าปกติ เนื่องจากเคมีบำบัดทำให้อวัยวะต่าง ๆ
และกล้ามเนื้อได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ สภาวะนี้เรียกว่าโรคโลหิตจาง จะมีอาการอ่อนเพลียไม่มีแรง
มีความเหนื่อยอ่อน เซลล์เม็ดเลือดขาวต่ำกว่าปกติ
ความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับแบคทีเรือและไวรัสจะลดลง เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อให้ล้างมือบ่อย ๆ
โดยเฉพาะหลังจากเข้าห้องน้ำและก่อนรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงคนหนาแน่น หรือคนที่มีโรคติดต่อ
พยายามอย่าทำให้เกิดบาดแผลหรือรอยถลอกที่ผิวหนัง เช่น ใช้ที่โกนหนวดไฟฟ้าชนิดใบมีดโกน ห้ามบีบแกะสิว
ห้ามใช้แปรงสีฟันชนิดแข็ง หรือไหมขัดฟัน
ถ้ามีบาดแผลหรือถลอกที่ผิวหนังให้ทำความสะอาดด้วยสบู่และน้ำอุ่นทันที

เกร็ดเลือดช่วยทำให้เลือดหยุดไหลหลังจากได้รับบาดเจ็บ จำนวนเกร็ดเลือดอาจจะลดลง เนื่องจากเคมีบำบัด
ในกรณีนี้แผลบาดหรือแผลฟกซ้ำอาจเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าปกติ
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเกี่ยวกับจำนวนเกร็ดเลือดต่ำห้ามใช้ยาโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มมีแ
อลกอฮอล์

ผมร่วง

ปกติอาการผมร่วงจะเป็นชั่วคราว ผมอาจเริ่มขึ้นระหว่างการรักษาบางครั้งผมที่ขึ้นใหม่มีสี
และสภาพของเส้นผมต่างไปจากเดิม การทำให้หนังศีรษะเย็นลงก่อนหรือหลังการให้เคมีบำบัด
ช่วยป้องกันหรือลดอาการผมร่วงของผู้ป่วยบางคนปรึกษาแพทย์ว่าการทำให้หนังศีรษะเย็นเหมาะสมหรือไม่

อาการข้างเคียงอื่น ๆ

ผุ้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบอย่างสม่ำเสมอถึงการเปลี่ยนแปลงของอาการที่เกิดขึ้น เช่น
รอบประจำเดือนเปลี่ยนไป ความรู้สึกเฉพาะแห่งคล้ายมีของเหลวคั่งหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น
ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันทีเมื่อมีอาการดังต่อไปนี้ ที่แสดงว่ามีอาการติดเชื้อ หรือมีเลือดไหล

- อุณหภูมิร่างกายเกิน 100 องศาฟาเรนไฮต์
- หนาวสั่น สั่น มีเหงื่อออกเวลากลางคืน
- อาการไออย่างรุนแรง หรือคออักเสบ
- คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง เป็นระยะเวลานานและควบคุมไม่ได้
- เวลาปัสสาวะมีอาการปวดแสบ
- ปัสสาวะมีเลือดปน
- เลือดออกที่เหงือก หรือจมูก หรือมีอาการเขียวช้ำ

ห้ามใช้ยาทุกชนิดรวมทั้งแอสไพริน เพื่อบรรเทาอาการไข้ และให้ปรึกษาแพทย์

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-20 06:28:46 ] 124.121.3.27 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 327


เรื่องต่อมลูกหมากโต


ต่อมลูกหมากคืออะไร

ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบสืบพันธุ์ชาย
เป็นต่อมมีท่อมีหน้าที่สร้างสารเมือกหล่อเลี้ยงเชื้ออสุจิ รูปร่างคล้ายลูกหมาก
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 เซนติเมตร อยู่ติดกับส่วนล่างของกระเพาะปัสสาวะ
ท่อปัสสาวะส่วนต้นจะผ่านกลางต่อมลูกหมาก


ต่อมลูกหมากโตคืออะไร


ต่อมลูกหมากโต เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง (ไม่มีการกระจายไปอวัยวะอื่น) ประกอบด้วย เนื้อเยื่อต่อม
เยื่อกล้ามเนื้อเรียบ และเยื่อพังผืด
เขาว่าต่อมลูกหมากโตเป็นในคนแก่ แก่แค่ไหน


ผู้ป่วยที่มีอาการปัสสาวะขัดจากต่อมลูกหมากโต มักมีอายุเกิน 50 ปี
อายุมากขึ้นโอกาสมีอาการผิดปกติจากต่อมลูกหมากโตก็มากขึ้นและรุนแรงขึ้น
ต่อมลูกหมากโตมีสาเหตุจากอะไร บางคนบอกหลั่งน้ำอสุจิบ่อย ต่อมลูกหมากทำงานมาก ทำให้ต่อมลูกหมากโต


ยังไม่มีหลักฐานยืนยันถึงสาเหตุที่แท้จริงของต่อมลูกหมากโต ผู้ป่วยที่หมอพบ บางคนก็มีภรรยาหลายคน
บางท่านก็เป็นพระภิกษุที่บวชตั้งแต่เด็ก
ต่อมลูกหมากโต ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ทำให้เกิดอาการผิดปกติอย่างไรจะได้รู้และรีบมาหาหมอ


ต่อมลูกหมากอยู่รอบท่อปัสสาวะ เมื่อโตขึ้นทำให้ท่อปัสสาวะแคบลง แต่เกิดอย่างช้า ๆ
กระเพาะปัสสาวะจะปรับตัวโดยบีบตัวแรงขึ้น เมื่อผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะ
กล้ามเนื้อผนังกระเพาะปัสสาวะหนาตัวขึ้น เพราะทำงานหนักขึ้น ปัสสาวะยังพุ่งแรงเหมือนเดิม แต่จะบ่อย
ปริมาณปัสสาวะแต่ละครั้งน้อยกว่าปกติกลั้นนานไม่ได้ เพราะกระเพาะปัสสาวะระยะนี้ถูกกระตุ้นได้ง่าย
มีน้ำปัสสาวะไม่มากก็ต้องถ่ายออก (ปกติกระเพาะปัสสาวะเก็บน้ำปัสสาวะได้ประมาณ 1/3 ลิตร
จึงกระตุ้นให้อยากถ่ายปัสสาวะ)

เมื่อต่อมลูกหมากโตขึ้นอีก ท่อปัสสาวะแคบลงอีก สุดท้ายกระเพาะปัสสาวะปรับตัวต่อไปไม่ได้
จะอ่อนแรงมีแรงบีบตัวน้อย ถ่ายปัสสาวะแต่ละครั้งต้องรอนานจึงออก ต้องเบ่งช่วย พุ่งไม่แรง ลำเล็ก
กินเวลานาน ตอนหยุดมีปัสสาวะหยดมากขึ้นจะมีน้ำปัสสาวะตกค้างในกระเพาะ ปัสสาวะมากขึ้นเรื่อย ๆ
อย่างเรื้อรัง

ช่วงที่มีการปรับตัวของกระเพาะปัสสาวะระดับต่าง ๆ
นี้มีผลให้ปัสสาวะผ่านจากไตมาตามท่อไตลงในกระเพาะปัสสาวะไม่สะดวก นานเป็นเดือน เป็นปี
มีผลให้ไตและท่อไตพอง การทำงานของไตลดลง ในที่สุดเกิดภาวะไตวาย

นอกจากอาการที่เป็นผลโดยตรงจากต่อมลูกหมากโตอาจมีภาวะแทรกซ้อน ได้แก่

1. การติดเชื้อ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไตอักเสบ

2. ปัสสาวะไม่ออกอย่างทันทีทันใด

3. ปัสสาวะเป็นเลือด

4. นิ่วในกระเพาะปัสสวะ

5. ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ และริดสีดวงทวาร

ถ้ามีอาการดังกล่าวข้างต้น สงสัยไม่แน่ใจให้ปรึกษาแพทย์
หมอรู้ได้อย่างไร ว่าคนไหนเป็นต่อมลูกหมากโต


หมอจะสรุปและประเมินจาก

1. ประวัติและอาการ

2. การตรวจร่างกายทั่วไป การตรวจทางทวารหนัก (ต่อมลูกหมากอยู่ติดด้านหน้าของทวารหนัก)

3. การตรวจปัสสาวะ

4. การศึกษาการไหลของน้ำปัสสาวะ

5. การส่องกล้องผ่านทางท่อปัสสาวะ

หมอจะตรวจมากน้อยแค่ไหนขึ้นกับอาการ และความต้องการข้อมูล เพื่อประกอบการรักษา
บางครั้งตรวจพิเศษอย่างอื่น เพื่อแยกโรคที่มีอาการคล้ายกัน
หมอรักษาอย่างไร


เมื่อแน่ใจว่าต่อมลูกหมากโตหมอจะเลือกวิธีการรักษาตามความรุนแรงของอาการ ขนาดต่อมลูกหมาก อายุ สุขภาพ
โรคประจำตัวของผู้ป่วย และภาวะแทรกซ้อน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม
1. ใช้ยา

1.1 กลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อเรียบของต่อมลูกหมาก

1.2 กลุ่มยาปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศ
2. การผ่าตัด เท่าที่ใช้ในเมืองไทย ได้แก่

2.1 ใช้เครื่องมือส่องผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปตัดเนื้องอกออกเป็นชิ้นเล็กด้วยเครื่องจี้ไฟฟ้าแล้วล้างออก

2.2 ใช้เครื่องมือส่งผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปจี้ทำลายเนื้องอกด้วยแสงเลเซอร์

2.3 ผ่าตัดต่อมลูกหมากออกทางแผลหน้าท้อง

2.4 ใช้เครื่องมือใส่ผ่านเข้าไปทางท่อปัสสาวะ
ทำให้เกิดความร้อนสูงในเนื้อต่อมลูกหมากโดยใช้พลังงานไมโครเวฟ

2.5 คาสายถ่างท่อปัสสาวะส่วนที่ผ่านต่อมลูกหมาก

ในผู้ป่วยที่สภาพร่างกายไม่พร้อมจะรับการผ่าตัดแต่อาการมากไม่สามารถรอผลการรักษาโดยใช้ยา
หรือมีภาวะแทรกซ้อน เรายังมีทางเลือกระบายน้ำปัสสาวะโดยใส่สายสวนทางท่อปัสสาวะ
หรือใส่ท่อระบายน้ำปัสสาวะผ่านทางหน้าท้อง

นอกจากการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยปัสสาวะสะดวกขึ้น ทั้งโดยใช้ยาและผ่าตัด
หมอยังรักษาผลข้างเคียงที่เกิดจากต่อมลูกหมากโตและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นด้วย

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-20 06:29:54 ] 124.121.3.27 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 328

"ลูกรัก
จงดูเยี่ยงพยัคฆ์โคร่งใหญ่
ถึงเก่งกาจอาจหาญสักปานใด
ย่อมมิเคยทำร้ายซึ่งลูกเมีย"

พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6


การปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องในคู่สมรส นับเป็นปัญหาสังคมที่ยิ่งใหญ่
และเป็นที่สนใจกันอย่างกว้างขวางในสังคมที่เจริญแล้ว ผู้เคราะห์ร้ายมักเกิดกับหญิงมากกว่าชาย
ผู้หญิงไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ตามลำพัง โดยการหนีจากคู่สมรส หรือหย่าร้าง
ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้ตนรอดพ้นจากการถูกข่มเหงทุบตี บางรายอาจหนีออกจากบ้าน
เมื่อคู่ของตนนำหญิงอื่นเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้าน หรือถูกทุบตีจนตาย
ซึ่งเป็นรายงานจากโรงพักทางด้านศาลก็ไม่มีสถิติแน่ชัด
เนื่องจากบางรายไม่ได้รายงานถึงความพยายามต่อสู้ปัญหา และในโรงพยาบาลจะพบในห้องอุบัติเหตุ
และรับไว้เนื่องจากอุบัติเหตุการฆ่าตัวตาย หรือบาดแผลจากการถูกทุบตี
พฤติกรรมอย่างไร จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องต่อคู่สมรส (สตรี)


ศัพท์ภาษาอังกฤษ คือ spouse abuse, women or wife abuse ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมที่ ชาย หรือสามี ปฏิบัติต่อ
สตรีหรือภรรยา อย่างไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม ทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ

ทางด้านร่างกาย เป็นการกระทำต่อร่างกายโดยตรงอย่างเจตนา มิใช่อุบัติเหตุโดยวิธีการต่าง ๆ
ที่แสดงออกโดยตรงจากความก้าวร้าว ตั้งแต่ ขว้างปาข้าวของใส่ผู้ชายใช้การผลัก เตะ บิดแขน ตบ ต่อย
และใช้อาวุธทำร้ายตนตาย

ทางด้านจิตสังคม มีขอบเขตกว้างขวาง ซึ่งมักเป็นอุบัติการอันเกี่ยวข้องกับสถานภาพทางเศรษฐกิจ สังคม
เชื้อชาติ ศาสนา มีความแตกต่างตามความเชื่อ วัฒนธรรม ประเพณีพบมากในระหว่างการตั้งรรภ์
และความเครียดในครอบครัว สถานการณ์เกิดขึ้นที่บ้าน ในช่วงเวลา 08.00-23.30 พฤติกรรมมีตั้งแต่การเพิกเฉย
ข่มขู่ ด่าทอ สบประมาท ริดรอนสิทธิส่วนบุคคล ไม่ให้อำนาจบทบาททางครอบครัว และสังคม
ไม่ยกย่องดูแลในฐานะภรรยา ไม่ให้ร่วมกิจกรรมทางสังคมในฐานะคู่สมรส ไม่ให้การดูแลทางเศรษฐกิจ
ใช้พฤติกรรมทางเพศเป็นการลงโทษ หรือให้รางวัล บางรายอาจแสวงหาผลประโยชน์จากเรือนร่างสตรี เช่น
การบังคับให้ค้าประเวณี ถ่ายภาพเปลือยโชว์ลามก หรือบังคับให้กระทำการผิดกฎหมายต่าง ๆ นานา

พฤติกรรมที่ชายปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องต่อสตรีซึ่งเป็นภรรยา หรือคู่นอน ที่พบมากที่สุด ได้แก่
การทารุณกรรมทางด้านร่างกาย โดยการทะเลาะทุบตี
พบได้ที่ใด


อุบัติการของการข่มเหงทุบตรีสตรี หรือภรรยา พบได้ตาม

- โรงพัก จากการแจ้งความของผู้หวังดี ญาติ เพื่อนบ้าน เรื่องจบด้วยการยินยอม ประนีประนอม
หรือปรับฐานทำร้ายร่างกาย และมักถือเป็นเรื่องปกติ

- ศาล ในคดีทำร้ายร่างกาย ฆ่าคนตาย หย่าร้าง

- โรงพยาบาล ในรายอุบัติเหตุ บางรายอาจพบการทำลายตนเองจากการใช้ยา สารพิษ หรืออาวุธ
ลักษณะที่สัมพันธ์กับสตรี หรือ ภรรยาที่ถูกทำร้าย


สตรีที่ถูกระทำทารุณกรรม มักมีประสบการณ์ ขาดอาหาร ขาดมารดา ในวัยเด็ก (abuse child) เหงา พึ่งพาผู้อื่น
สำนึกในคุณค่าตนเองตกต่ำ เฉยชา รู้สึกบาป ยอมรับสภาพการณ์ที่ย่ำแย่ของตน เมื่อถูกกระทำทารุณกรรมทางเพศ
หรือถูกทุบตีจะทำให้ขลาดกลัว กดเก็บ หลีกหนีเพิ่มมากขึ้น อาจเป็นหนทางนำสู่การเจ็บปวดทางกาย การใช้สุรา
หรือยาเสพติด หรือมีพฤติกรรมทำลายตนเอง นอกจากนี้สตรียังมีค่านิยมทางเพศที่ว่า "สตรี
เป็นสิทธิของสามีเมื่อแต่งงานแล้ว สามีมีสิทธิที่จะสั่งสอนเธอได้"
สตรีบางคนใช้พฤติกรรมทางเพศแวงหาสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดกับสามี บางรายยอมเจ็บปวด ทุ่มเท
เพื่อคงไว้ซึ่งรูปโฉมโนมพรรณ ซึ่งเธอคิดว่าสิ่งนั้นจะผูกมัดใจสามีได้ ลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งคือ
สตรีกลุ่มนี้อยู่ในชั่นทางสังคม เศรษฐกิจต่ำ ด้อยการศึกษา การแสวงหาข้อมูลแหล่งบริการต่าง ๆ
ถูกจำกัดจากการตัดขาด และด้อยโอกาสทางสังคม ตกงาน ขาดระบบสนับสนุนทางสังคม
แม้จะมีรายงานว่าสตรีหลายรายชอบที่จะได้รับการทุบตี (masochism) แต่จะไม่เป็นเช่นนั้นทุกคน
ชายหรือสามีที่ขมเหงทุบตี ภรรยา มีลักษณะอย่างไร


ชายผู้กระทำทารุณกรรม มักมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม มีการใช้สิ่งเสพติดเพื่อประคับประคองจิตใจ
ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมวู่วาม เนื่องจากความคับข้องใจและวิตกกังวล เขาจะกระทำพฤติกรรมรุนแรง (violent)
เมื่อตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสุรายาเสพติด ชายเหล่านั้น มีความรู้สึกสำนึกในตนเองตกต่ำ ระแวง หึงหวง
พึ่งพาคู่ครอง และเชื่อว่าบุรุษต้องขมสตรี เขาจะประณามคู่ครองเมื่อเกิดความเครียดใช้พฤติกรรมทำลาย
หรือก้าวร้าวเป็นกลไก ตลอดจนใช้พฤติกรรมทางเพศโดยตรงเพื่อกดขี่บังคับคู่ครอง
และเชื่อว่าบุรุษต้องข่มสตรี เขาจะประณามคู่ครองเมื่อเกิดความเครียดใช้พฤติกรรมทำลาย
หรือก้าวร้าวเป็นกลไก ตลอดจนใช้พฤติกรรมทางเพศโดยตรงเพื่อกดขี่บังคับคู่ครอง
ชายเหล่านี้เติบโตมาจากครอบครัวที่มีโครงสร้างไม่ดีมีความยากลำบาก ยากจน แตกแยก
มีแบบแผนการติดต่อสื่อสารไม่ดี เป็นผลให้เกิดการใช้คำพูดหยาบคาย ยากจน แตกแยก
มีแบบแผนการติดต่อสื่อสารไม่ดี เป็นผลให้เกิดการใช้คำพูดหยาบคาย ด่าทอ
ตลอดจนการใช้กำลังทุบตีเป็นกลไกที่ใช้ปรับสู้ต่อความเครียดของตน
กลไกการทะเลาะทุบตีในคู่สมรส : เริ่มต้น - สิ้นสุด อย่างไร ?


ตามที่ได้ทราบมาแล้วว่า การทุบตีในคู่สมรส ถูกใช้เป็นกลไกการปรับตัวของชาย (สามี)
เมื่อตนไม่สามารถเผชิญกับปัญหาในชีวิตประจำวันได้ เช่น ความกลัว ความวิตกกังวล ระแวง อิจฉา การเลี่ยง
หนีความรับผิดชอบ การหึงหวงหรืออับอาย ฯลฯ ฝ่ายชายจะเริ่มหงุดหงิด หุนหนพลันแล่น ใช้คำพูดหยาบคาย
พาลทะเลาะ และใช้กำลังทุบตีในขณะก่อการวิวาท คู่สมรสจะขาดการควบคุมพฤติกรรม จะทำร้ายร่างกายต่อกัน
ระยะนี้เรียกว่า state of shock ทั้งคู่จะสูญเสียบุคลิกภาพตนจนกว่าเขาจะเริ่มรับรู้รายละเอียดว่า
อะไรได้เกิดกับเขา เมื่อทั้งคู่สงบงจะมีความรู้สึกสำนึกตน ขอโทษ ง้องอน เอาอกเอาใจ
และสัญญาว่าจะไม่ให้เกิดขึ้นอีกในคราวต่อไป ซึ่งเรียกว่า เป็นระยะของ honeymoon state
ฝ่ายชายจะพร่ำพรรณนาว่ามิอาจอยู่คนเดียวได้โดยขาดคู่ สตรีผู้ถูกทุบตีเธอจะเชื่อในคำสัญญานั้น
และให้อภัยเขา เพราะรู้สึกว่าเขาขาดการช่วยเหลือ
ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เองเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สตรีรับว่าเป็นการแสดงออกถึงความรัก
และการยอมรับเธอตัดใจไม่ผูกพยาบาล เพราะคิดว่าสามีคงเลิกนิสัยร้ายนั้นได้ เธอกลัวความเลวร้าย
ขาดความเชื่อมั่น รู้สึกผิด บาป อาย ลังเลใจ ไร้ที่พึ่งพา ต้องพึ่งพาการเงินจากสามี รู้สึกว่าลูก ๆ
ต้องการพ่อพร้อมกับปลอบใจตนเองว่า "ไม่เลวร้ายเกินไปนัก"
อาการที่พบจากการใช้กำลังทะเลาะทุบตี ข้อแตกต่างจากอุบัติเหตุ


มีได้ตั้งแต่อาการเล็กน้อย จนถึงแก่ชีวิต พบรอยฟกช้ำตามผิวหนัง แผลฉีกขาด ศีรษะแตก กระดูกหัก
อวัยวะภายในช้ำ อาเจียนเป็นโลหิต แตกต่างกันไปตามแต่ความชำนาญของสามีที่จะซ่อนรอยหลักฐาน เช่น
บริเวณท้องน้อย ขาอ่อน หลังพฤติกรรมของสตรีผุ้เคราะห์ร้ายจะสับสน เลี่ยงการอธิบายเกี่ยวกับ อุบัติเหตุ
ที่เกิดกับเธอ เธอจะนิ่งเงียบ ไม่โวยวาย ทนความเจ็บปวด ไม่บอกความจริง
อับอายการมาพบแพทย์เพียงให้ร่างกายให้พ้นภาวะอันตรายเท่านั้น สตรีส่วนใหญ่มักเก็บตัว
รักษาตัวอยู่ตามลำพังในบ้าน

หากพบว่า มีการกระทำทารุณกรรมทั้งในแม่ และเด็ก หรือ กรณีที่ผู้ถูกทุบตีกำลังตั้งครรภ์
นั่นหมายถึงจะมีแนวโน้มของการกระทำทารุณกรรมในเด็ก (child abuse) ตามมา ซึ่งเป็นความรุนแรง
และเลวร้ายของครอบครัว
บุคลากรในทีมสุขภาพจะช่วยเหลือได้อย่างไร


เป็นที่น่าคิดว่า บุคลากรแพทย์มักไม่ค่อยสนใจถึงสาเหตุที่แท้จริง ตลอดจนความรู้สึกของหญิงเหล่านั้น
เธอมักจะเก็บความเจ็บปวดกาย และชอบช้ำจิตใจคนเดียวภายในบ้าน นอกจากจะเกิดอาการรุนแรงทางกายที่สาหัสจริง
ๆ จึงมารับการรักษา เมื่ออาการทุเลา เธอจะรีบกลับบ้านตามเดิม เพื่อที่จะมิให้เพื่อนผู้ร่วมงาน
หรือญาติสงสัย ในความเลวร้ายในสัมพันธภาพการครอบเรือนของเธอ อย่างไรก็ตามสังคมยังคงเพิกเฉย
เพื่อเคารพต่อความลับของสตรีผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้น ปัญหาการถูกทุบตีในสตรีถูกมองว่าเป็นปัญหาสังคม
ไม่ใช่อาชญากรรม แม้ว่า Case จบลงด้วยการพย่าร้าง ถูกฆ่า ถูกทุบตีจนตาย
หรือถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตายจากการป้องกันตนเอง สิ่งนี้เป็นสัญญาณที่ควรได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมาย
และความเห็นใจจากสังคม

ฉะนั้น ผู้ประกอบวิชาชีพ พึงตื่นตัวต่อคำพูดทำนอง ฉันประสบมรสุมชีวิตมาตลอด
ทุกอย่างมันเลวร้ายสำหรับฉันไปหมด ฯลฯ สิ่งนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการประเมินปัญหา
เพื่อสู่กระบวนการบำบัดรักษาต่อไป
สัมพันธภาพระหว่างบุคคล จุดเริ่มต้นของการบำบัด


ผู้ช่วยเหลือจะต้องสร้างสัมพันธภาพระหว่างตัวผุ้ให้การบำบัดเอง กับสตรีผู้มีเคราะห์ สัมพันธภาพที่ดี
ก่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น ไว้วางใจ ผู้ช่วยเหลือต้องยอมรับว่าสตรีผู้นั้นมีเคราะห์
เข้าใจในความรู้สึกของเธอ แม้ว่าเธอถูกทุบตี แต่เธอยังรักสามีอยู่ อย่าวิพากษ์วิจารณ์สามี
อย่าทึกทักเข้าใจผิดว่าสสตรีเหล่านั้น ชอบให้ถูกทำร้าย (masochism) ซึ่งจะทำให้ขัดต่อพฤติกรรมการดูแล
พยายามสำรวจท่าทีซึ่งให้เธอรู้สึกถึงความไว้วางใจ
การสัมภาษณ์ ประเมินสภาพ


- ผู้ช่วยเหลือต้องจัดบรรยากาศเชิงบำบัด ให้เป็นความลับ เป็นสัดส่วนต้องควบคุมท่าที อารมณ์
ความรู้สึกไม่ให้ตกใจ เสียใจ หรือโกรธ ต่อสถานการณ์นั้น ๆ ดุจเหมือนเราเจอปัญหาด้วยตนเอง แสดงความเห็นใจ
ตั้งใจฟัง สัมผัสด้วยสายตา ใช้คำพูดสุภาพให้เกียรติเธอ และครอบครัว

- ใช้คำถามตรง เกี่ยวกับอุบัติการที่เกิดกับเธอ อย่าใช้คำพูดอ้อ้มค้อม ฟุ่มเฟือย
โอกาสในช่วงนั้นเหมาะต่อการช่วยเหลือ เนื่องจากเธอตื่นตัวต่อปัญหา แพทย์
พยาบาลเป็นผู้เดียวที่สามารถแสดงออกซึ่งความเห็นใจ และปฏิบัติต่ออาการของเธอในขณะนั้น ๆ ได้

- กระตุ้นให้เธอ เล่า ระบายเรื่องราวชีวิตของเธอให้ฟัง หากเธอยังลังเลสับสนในสามี จงอย่าได้วิจารณ์สามี
เพราะเธอจะปกป้องสามีในขณะเดียวกัน ทำให้กระบวนการหาข้อมูลบิดเบือนไป
อาจส่งผลต่อสัมพันธภาพระหว่างตัวเธอ กับผู้บำบัดด้วยไม่แน่ใจว่าจะสามารถให้การช่วยเหลือเธอได้หรือไม่

- การประเมินความพร้อมของสตรีที่จะหนีจากสามี หรือหย่าร้าง
ต้องให้เธอแน่ใจชัดเจนในการวางแผนเกี่ยวกับการหารายได้ แหล่งพักพิง และคำแนะนำทางกฎหมายที่จะให้แก่เธอ
เนื่องจากกระบวนการบำบัดรักษาในสตรีที่ถูกทารุณกรรมจากสามี จะใช้กระบวนการในชุมชนมากกว่าในสถานพยาบาล
และเน้นการให้คำแนะนำทางกฎหมาย ซึ่งจะแตกต่างกับกรณีถูกข่มขืน ซึ่งจะให้การช่วยเหลือในภาวะวิกฤต

- หากเธอต้องการแยกจากสามีจริง ต้องให้เธอทบทวนตัวเอง ทบทวนสามี ความต้องการในอดีต
และปัจจุบันตลอดจนหนทางเลือกอื่น ๆ หากเธอลังเลที่จะหาคำตอบในขณะนั้น
ก็ส่งเสริมให้เธอวางแผนล่วงหน้าปฏิบัติต่อปัญหาของเธอให้ความรู้ในการวางแผนปกป้องเธอยามคับขัน
ตลอดจนสวัสดิภาพความปลอดภัยของลูก ๆ

- พึงระวังแนวโน้มการฆ่าตัวตาย ซึ่งเธออาจใช้เป็นหนทางสุดท้ายในการต่อสู้ปัญหา

- ให้ความรู้เกี่ยวกับแหล่งบริการในชุมชน เช่น แหล่งพักพิงยามฉุกเฉิน ที่ปรึกษาทางกฎหมาย แนะแนว
ฝึกอาชีพ และบริการหางานอาชีพ หากไม่มีแหล่งบริการที่เหมาะสม ผู้ช่วยเหลือก็ควรตื่นตัว เสนอข่าว
ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ให้ชุมชนได้ตระหนักในภัยมืดเหล่านี้

หาก แพทย์ พยาบาล ไม่สามารถปฏิบัติต่อปัญหานี้ได้ ให้ส่งต่อไปยังบุคลากรวิชาชีพอื่น ๆ ที่เหมาะสม
เพื่อปกป้องอันตรายต่อเธอ เธอต้องการคำแนะนำปรึกษาบำบัดจากบุคลากรที่มองเห็นคุณค่า ซึ่งหมายถึง
ชีวิตของสตรีผู้เคราะห์ร้ายและลูก ๆ ของเธอนั่นเอง
บ้านพักฉุกเฉิน เพื่อช่วยเหลือสตรีและเด็ก ผู้มีความเดือนร้อน


บ้านพักฉุกเฉิน 1 6 ถนนสุโขทัย ดุสิต กทม. 10300
โทร. 2415116, 2414170
บ้านพักฉุกเฉิน 2 501-1 หมู่ 3 ถนนเดชะตุงคะ ดอนเมือง กทม. 10210
โทร. 5661774, 5662288

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-20 17:43:54 ] 124.121.5.72 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 329

อาหารเพื่อสุขภาพ

ในยุคของการแข่งขัน ที่เรากำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน ชีวิตมีความรีบเร่งมากขึ้น
จนไม่ค่อยมีเวลาที่จะให้ความสำคัญกับเรื่อง
ความสมดุลของอาหารที่รับประทานรวมทั้งค่านิยมการรับประทานอาหารแบบตะวันตก ซึ่งประกอบด้วย เนื้อสัตว์
ไขมัน นม เนย เป็นส่วนใหญ่ ทำให้คนไทยมีโรค ซึ่งเกิดจากการกินดีเกินไป เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
โรคหัวใจ โรคอัมพาต ซึ่งโรคเหล่านี้ล้วนเกี่ยวกับความเสื่อมของหลอดเลือด

ในปัจจุบันชาวตะวันตกเริ่มตระหนักถึงพิษภัยของการกินอาหาร ซึ่งไม่สมดุลได้มีการชัดชวนให้ลดการรับประทาน
เนื้อสัตว์ นม เนย ให้เพิ่มการรับประทาน พืช ผัก และธัญญพืช ซึ่งอุดมด้วยเส้นใยจากธรรมชาติ และไวตามิน

ในวันเด็ก เนื้อสัตว์และนม ยังเป็นสิ่งจำเป็น
เนื่องจากร่างกายมีการเจริญเติบโตในวัยผู้ใหญ่ร่างกายต้องการโปรตีนลดลง การรับประทานเนื้อสัตว์
และนมมากเกินไปยังทำให้ร่างกายได้รับไขมันเพิ่ม เนื่องจากในเนื้อสัตว์และนมจะมีปริมาณไขมันค่อนข้างสูง
นอกจากนั้นยังพบว่า ผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์มาก ๆ
มีโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้สูควรเปลี่ยนแปลงมารับประทานโปรตีนจากพืชพวกถั่วแทน

อาหารอีกกลุ่มซึ่งไม่ควรรับประทานมากเกินไป คือ น้ำตาล พบว่าน้ำตาลทำให้หลอดเลือดมีความเสื่อมเร็วขึ้น
ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีน้ำตาลสูงจะพบว่าหลอดเลือดแก่ก่อนวัย ไขมันก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ควรจำกัด
และใช้น้ำมันจากพืชแทน น้ำมันจากสัตว์ ยกเว้นน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันปาล์มควรหลีกเลี่ยง
เนื่องจากมีโคเรสเตอรอลสูง

อาหารที่ควรรับประทานคือ ผัก ผลไม้ ธัญญพืช เช่น ข้าวซ้อมมือ ถั่ว เพราะอุดมไปด้วย กากใยธรรมชาติ
ไวตามิน และเกลือแร่

สุขภาพของเราขึ้นกับกรรมพันธุ์ การออกกำลังกายและอาหาร
เราควรเริ่มเอาใจใส่กับอาหารที่รับประทานเสียแต่วันนี้ รอให้เกิดโรคก่อนอาจไม่ทันการ


โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-20 17:44:47 ] 124.121.5.72 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 330

ในยุคของการแข่งขัน ที่เรากำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน ชีวิตมีความรีบเร่งมากขึ้น
จนไม่ค่อยมีเวลาที่จะให้ความสำคัญกับเรื่อง
ความสมดุลของอาหารที่รับประทานรวมทั้งค่านิยมการรับประทานอาหารแบบตะวันตก ซึ่งประกอบด้วย เนื้อสัตว์
ไขมัน นม เนย เป็นส่วนใหญ่ ทำให้คนไทยมีโรค ซึ่งเกิดจากการกินดีเกินไป เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
โรคหัวใจ โรคอัมพาต ซึ่งโรคเหล่านี้ล้วนเกี่ยวกับความเสื่อมของหลอดเลือด

ในปัจจุบันชาวตะวันตกเริ่มตระหนักถึงพิษภัยของการกินอาหาร ซึ่งไม่สมดุลได้มีการชัดชวนให้ลดการรับประทาน
เนื้อสัตว์ นม เนย ให้เพิ่มการรับประทาน พืช ผัก และธัญญพืช ซึ่งอุดมด้วยเส้นใยจากธรรมชาติ และไวตามิน

ในวันเด็ก เนื้อสัตว์และนม ยังเป็นสิ่งจำเป็น
เนื่องจากร่างกายมีการเจริญเติบโตในวัยผู้ใหญ่ร่างกายต้องการโปรตีนลดลง การรับประทานเนื้อสัตว์
และนมมากเกินไปยังทำให้ร่างกายได้รับไขมันเพิ่ม เนื่องจากในเนื้อสัตว์และนมจะมีปริมาณไขมันค่อนข้างสูง
นอกจากนั้นยังพบว่า ผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์มาก ๆ
มีโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้สูควรเปลี่ยนแปลงมารับประทานโปรตีนจากพืชพวกถั่วแทน

อาหารอีกกลุ่มซึ่งไม่ควรรับประทานมากเกินไป คือ น้ำตาล พบว่าน้ำตาลทำให้หลอดเลือดมีความเสื่อมเร็วขึ้น
ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีน้ำตาลสูงจะพบว่าหลอดเลือดแก่ก่อนวัย ไขมันก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ควรจำกัด
และใช้น้ำมันจากพืชแทน น้ำมันจากสัตว์ ยกเว้นน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันปาล์มควรหลีกเลี่ยง
เนื่องจากมีโคเรสเตอรอลสูง

อาหารที่ควรรับประทานคือ ผัก ผลไม้ ธัญญพืช เช่น ข้าวซ้อมมือ ถั่ว เพราะอุดมไปด้วย กากใยธรรมชาติ
ไวตามิน และเกลือแร่

สุขภาพของเราขึ้นกับกรรมพันธุ์ การออกกำลังกายและอาหาร
เราควรเริ่มเอาใจใส่กับอาหารที่รับประทานเสียแต่วันนี้ รอให้เกิดโรคก่อนอาจไม่ทันการ


โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-20 17:46:08 ] 124.121.5.72 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 331

ก้อนที่เต้านม

เต้านมเป็นอวัยวะสำคัญที่บ่งบอกถึงความเป็นสัตว์โลกที่เลี้ยงลูกด้วยนม สำหรับมนุษย์ถือว่า
เต้านมเป็นสัญลักษณ์ทางเพศที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะเพศหญิง ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยแก่
ถ้าปราศจากอวัยวะนี้แล้ว คงจะมีปัญหาเกิดขึ้นมากมายอย่างน้อยที่สุดความเป็นผู้หญิงคงจะด้อยลงไป ดังนั้น
หามีโรคภัยไข้เจ็บที่เกี่ยวกับเต้านม และทำให้ผุ้หญิงต้องสูญเสียของสงวนสิ่งนี้แล้ว
คงจะสร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ผู้ชายเวลานมแตกพาน
บางครั้งยังอับอายเพื่อนฝูงจนต้องขอให้แพทย์ช่วยผ่าตัดให้

เต้านมยังทำหน้าที่สำคัญในการสืบทอดความเป็นสิ่งมีชีวิต
กล่าวคือตามขั้นตอนของการสืบพันธุ์สำหรับสตรีเลี้ยงลูกด้วยนมนั้น
เต้านมต้องทำหน้าที่ผลิตน้ำนมเพื่อเลี้ยงทารก
การเปลี่ยนแปลงของเต้านม


เมื่อเติบโตเข้าระยะวัยรุ่น เต้านมจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาภายใต้การควบคุมของฮอร์โมน 2 ชนิด คือ
ฮอร์โมนเอสโตรเจนจากรังไข่กระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของหัวนม รวมทั้งท่อน้ำนมต่าง ๆ
พร้อมกับกระตุ้นให้มีไขมันแทรกระหว่างท่อน้ำนมฮอร์โมนอีกชนิดคือ โปรเจนเตอโรน
ซึ่งร่างกายจะผลิตออกมาทุกเดือนตามรอบเดือน คอยกระตุ้นปลายท่อน้ำนมให้ขยายเป็นที่อยู่ของต่อมน้ำนม
ทำหน้าที่ผลิตน้ำนม ดังนั้นเวลาประจำเดือนใกล้จะมาผู้หญิงจะรู้สึกว่าเต้านมโตขึ้น และตึงคัด
ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติที่ร่างกายตอบสนองต่อฮอร์โมนโปรเจนเตอโรน ที่หลั่งออกมาในช่งเวลาดังกล่าว
ย่อมหมายความว่าวงจรของชีวิตแห่งความเป็นเพศหญิงกำลังดำเนินไปอย่างปกติ

เต้านมที่เติบโตเต็มที่จะมีรูปร่างเกือบจะเป็นครึ่งทรงกลม มีส่วนปลายยื่นเข้าไปบริเวณรักแร้
หัวนมจะเชิดขึ้นเล็กน้อย เป็นที่เปิดของท่อน้ำนม หัวนมจะล้อมรอบด้วยเนื้อเยื่อสีชมพู เรียกฐานหัวนม
(AREOLA) เต้าที่นมแต่ละข้างมีเส้นประสาทและเนื้อเยื้อพังผืด
ประกอบจนเป็นรูปร่างที่มีความเต่งตึงในยามสัมผัส
หัวนมจะมีเส้นประสาทมาหล่อเลี้ยงเพื่อประโยชน์ในการเลี้ยงลูกด้วยนม

เต้านมของผู้หญิงวางอยู่บนแผงหน้าอกด้านหน้า มีขอบเขตตั้งแต่กระดูกซี่โครงที่ 2-6 จากบนลงล่าง
และตั้งแต่กระดูกหน้าอกไปจนถึงด้านข้างของทรวงอก เต้านมของผู้ชาย จะไม่เจริญเท่าผู้หญิง
นอกจากในช่วงแตกเนื้อหนุ่ม อาจโตขึ้นเล็กน้อยเป็นการชั่วคราวที่เรียกว่า "นมแตกพาน"
การตรวจเต้านมด้วยตนเอง


สำคัญมากสำหรับผู้หญิงที่มีอายุ 20 ปี ขึ้นไป
ควรสร้างอุปนิสัยในการตรวจเต้านมของตนเองอย่างสม่ำเสมอและหมั่นคลำหาก้อนที่ผิดปกติในเต้านม

การตรวจเต้านมด้วยตนเองโดยการคลำอย่างเป็นระบบ ใช้มือขวาในการคลำเต้านมข้างซ้าย และสลับกันคือ
ใช้มือซ้ายคลำเต้านมด้านขวา คลำเต้านมโดยใช้ฝ่ามือเพียง 2-3 นิ้ว สัมผัสด้วยการหมุนไปรอบ ๆ
ตามเข็มนาฬิกากดเบา ๆ เพื่อให้ผิวหนังอยู่กับที่ เริ่มจากขอบนอกบนสุด หมุนเป็นวงกลมช้า ๆ
ตามเข็มนาฬิกาจนกลับมาถึงจุดเริ่มต้น ขยับน้ำมือเข้าไปหาหัวนมราว 1 นิ้ว
แล้วหมุนรอบซ้ำแบบเดิมอีกจนเข้ามาในสุดถึงหัวนม พยายามใช้ความรู้สึกสัมผัสของเต้านมปกติว่าเป็นอย่างไร
เพื่อจะได้จำได้ว่าเวลาเกิดความผิดปกติแล้วมันจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร
ท่านที่มีรูปร่างผอมบางอาจมีปัญหาว่ากระดูกหน้าอกอาจปรากฎชัดเจน จำคลำดูเหมือนก้อน

โปรดระลึกไว้เสมอว่าแม้ว่าท่านจะตรวจพบก้อนที่เต้านมด้วยตนเองก็ตามแต่แพทย์เท่านั้นที่จะเป็นผู้ยืนยันว่
าก้อนที่ท่านคลำได้นั้น เป็นก้อนที่ผิดปกติจริงหรือไม่ และเป็นชนิดไม่ร้ายแรงหรือเป็นมะเร็ง
ข้อสำคัญขอเพียงแต่ให้ท่านขยันหมั่นตรวจเต้าจมด้วยตนเองบ่อย ๆ เป็นประจำ
ก้อนที่เต้านม


ก่อนที่เต้านมหรือเนื้องอกที่เต้านม มักเกิดหลังอายุ 30 ปีไปแล้ว
เกิดจากการที่เซลล์ที่มีการแบ่งตัวผิดปกติ
โดยเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงจะมีการแบ่งตัวแล้วไม่ลุกลามออกนอกเปลือกหุ้ม
ในขณะที่เซลล์มะเร็งจะมีการกระจายไปทั่ว

เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงของเต้านมคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 80 ของก้อนที่เต้านมทั้งหมด ที่สำคัญมีดังน้

1. ไฟโบรซิสติค (FIBROCYSTIC DISEASE) ภาวะนี้ของเต้านมจริง ๆ แล้วไม่ใช่โรคอย่างแท้จริง
เป็นภาวะที่พังผืด ต่อมและท่อน้ำนมมีปฏิกริยามากเกินไปต่อการกระตุ้นของฮอร์โมนระหว่างการตกไข่
ทำให้ฟังผืดเกาะตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนและ/หรือ มีถุงน้ำเล็ก ๆ จำนวนมากปะปนอยู่ อาการของโรคนี้คือ
มีก้อนโตขึ้นและเจ็บเต้านมก่อนจะมีประจำเดือน แล้วค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อประจำเดือนหมด

2. ไฟโปรอดีโนมา (FIBROADENOMA)
เป็นเนื้องอกธรรมดาที่มีก้อนแข็งประกอบด้วยพังผืดและเนื้อเยื่อจากต่อมน้ำนม พบบ่อยสุดในวัย 18-35 ปี
มักไม่มีอาการเจ็บนอกจากบางครั้งอาจรู้สึกคัด ๆ
เต้านมบ้างก่อนมีประจำเดือนเวลาคลำดูจะรู้สึกว่ามันกลิ้งไปมาได้

ก้อนของเต้านมส่วนใหญ่เป็นชนิดไม่ร้ายแรง
แต่อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจต้องใช้วิธีการรักษา
โดยผ่าตัดเอาออกเพื่อไม่ให้รบกวนการทำงานปกติของเต้านม
เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงนี้จะไม่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อส่วนดีอื่น ๆ ของเต้าจม ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต
มะเร็งเต้านม


เนื้องอกชนิดร้ายแรงของเต้านม เราเรียกว่า "มะเร็งเต้านม"

อาการสำคัญสำหรับมะเร็งเต้านมก็คือ การคลำได้ก้อนภายในเต้านม โดยไม่มีอาการเจ็บปวด
เวลาประจำเดือนมาก้อนนี้จะไม่เปลี่ยนขนาด หรือความนุ่มแข็ง อาการอื่น ๆ ที่เกิดได้ก็คือ
การมีของเหลวไหลออกมาจากหัวนมหรือผัวหนังเหนือเต้านมขรุขระไปเหมือนผิวส้ม

เราแบ่งมะเร็งเต้านมอย่างง่าย ๆ เป็น 3 ระยะด้วยกัน

1. มะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้น

หมายถึง มะเร็งที่มีก้อนเขนาดเล็กไม่เกิน 1 นิ้ว
การแพทย์สมัยใหม่สามารถตรวจพบมะเร็งที่มีก้อนขนาดเล็กกว่านี้มาก เช่น ตรวจด้วย MAMMOGRAM
ก้อนขนาดนี้จริง ๆ แล้วอาจมีการเจริญเติบโตมานานแล้ว
ซึ่งถ้าหากหมั่นตรวจเต้านมด้วยตนเองอยู่เสมอจะสามารถคลำได้ก่อนที่จะโตเท่านี้

โอกาสที่จะอยู่รอดเกิน 5 ปี หลังการรักษา มีสูงถึง 85%

2. มะเร็งเต้านมระยะเป็นมาก

คือมะเร็งที่กระจายจากเต้านมสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณต่าง ๆ เช่น ที่รักแร้ คอ และทรวงอก

โอกาสที่จะอยู่รอดเกิน 5 ปี หลังการรักษาจะลดลงเหลือเพียง 40% หรือต่ำกว่านี้

3. มะเร็งเต้านมชนิดแพร่กระจาย

คือมะเร็งที่ลุกลามไปถึงต่อมน้ำเหลืองแล้วกระจายไปตามท่อน้ำเหลือง และกระแสโลหิตสู่สวนต่าง ๆ ของร่างกาย
เช่น กระดูก ตับ ปอด และสมอง

โอกาสที่จะอยู่รอดเกิน 5 ปี แม้จะให้การรักษาด้วยแทบจะไม่มีเลย
การรักษามะเร็งเต้านม


การรักษาโรคมะเร็งเต้านมอย่างจริงจังได้เริ่มขึ้นเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยการผ่าตัดเต้านม
ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้
และกล้ามเนื้อหน้าอกออกจนหมดได้ผลดีแต่หน้าอกด้านที่ถูกผ่าตัดดจะแบนราบเห็นรอยกระดูกซี่โครงชัดเจน
ต่อมาความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคมะเร็งเต้านมของสตรีดีขึ้น ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์เร็วขึ้น
จึงได้มีวิวัฒนาการผ่าตัดเอาเฉพาะเต้านมและต่อมน้ำเหลืองออก แต่เหลือกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกเอาไว้
ผลการผ่าตัดจะไม่เห็นรอยซี่โครงและโอกาสจะมาเสริมแต่งหน้าอกและใส่เต้านมเทียมมากขึ้น

วิวัฒนาการรักษาโรคมะเร็งเต้านม ไม่เพียงแต่ทางศัลยกรรมเท่านั้น ยังมีการใช้เคมีบำบัด
และรังสีบำบัดมาร่วมในการรักษาทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด
ทำให้เปอร์เซ็นต์การอยู่รอดของผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมดีขึ้น

ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา
มีการนำเอาวิธีการรักษามะเร็งเต้านมโดยไม่ตัดเอาเต้านมออกหมดมาใช้ร่วมกับการฉายรังสีและเคมีบำบัดใช้เฉพา
ะมะเร็งเต้านมระยะแรกเริ่มได้ผลและปลอดภัยใกล้เคียงกับการรักษาโดยการตัดออกทั้งหมด

ทั้งหมดที่ได้กล่าวจะเห็นได้ว่า การรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบัน
และอนาคตมีการหันเหไปใช้วิธีการเก็บเต้านมไว้มากขึ้น
สิ่งเหล่านี้กระทำได้เนื่องจากประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องโรคมะเร็งเต้านมดีขึ้น
มีการตื่นตัวที่จะตรวจตัวเองและให้แพทย์ตรวจ เพื่อค้นหามะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
นับเป็นโอกาสทองของชีวิตที่จะรักษาตัวเองให้หายจากมะเร็งเต้านม และไม่ต้องสูญเสียเต้านมอีกด้วย



โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-20 17:48:52 ] 124.121.5.72 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 332

วัยทองจ้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


สตรีไทยจะมีช่วงอายุถึง 1 ใน 3 ของชีวิตอยู่ในวัยหมดระดู ซึ่งเรียกกันว่า วัยทอง
สตรีบางท่านยังมีความสามารถทำคุณประโยชน์ได้ บางท่านประสบความสำเร็จในชีวิต บางท่านยังไม่เริ่มทำอะไรเลย
แต่ทุกคนย่อมต้องการมีสุขภาพดี คุณภาพชีวิตที่ดีต้องเริ่มต้นจากการมีสุขภาพที่ดี

การเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจในสตรีวัยทองนั้น ไม่ว่าจะเป็นผิวหนังเหี่ยวย่น รอยตีนกา
อารมณ์หงุดหงิด เหงื่อออกตอนกลางคืน นอนไม่หลับ เป็นต้นนั้น มักได้รับการอบรมสั่งสอน อิทธิพลวาทศิลป์
ประเพณีสังคมและวัฒนธรรมไทย ว่าเป็นภาวะเลือดจะมา ลมจะไป หรือสังขารนั้นไม่เที่ยง เป็นต้น
โดยปราศจากความเข้าใจในช่วงชีวิตวัยทองว่า สตรีท่านนั้นสามารถดำเนินชีวิตในวัยนี้อย่างปกติได้อย่างไร

ขอเริ่มต้นที่อาหาร เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่า อาหารมังสวิรัติ
เป็นอาหารที่เหมาะสมกับวัยสูงอายุและวัยทอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุณาลดพวกโปรตีน ไขมัน
เพื่อการควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม และกรุณาเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น งาดำ ปลาตัวเล็ก ๆ
นมสด เป็นต้น การควบคุมและเลือกรับประทานให้ถูกต้องจะช่วยควบคุมและป้องกัน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง
โรคหัวใจและหลอดโลหิต ซึ่งมักจะถามหาสตรีวัยทอง เป็นกรณีพิเศษ

การได้อยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่ดีเหมาะสมแก่วัยนั้น เป็นมงคลแก่ชีวิต
ภาวะเครียดเป็นปัจจัยเริ่มต้นที่บั่นทอนทั้งสุขภาพกายและใจ การได้ท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ เพื่อพักผ่อน
และว่างเว้นจากการงานนั้น เป็นยารักษาภาวะเครียดที่ได้ผล นอกเหนือจากการสงบจิตใจ กาย ตามหลักพุทธศาสนา

ในปัจจุบัน มลภาวะเป็นปัจจัยที่ทุกคนยอมรับว่าควรจะหลีกเลี่ยง
สตรีวัยทองควรเลือกที่อยู่อาศัยในสภาพที่ดี อากาศบริสุทธิ์ เช่น ตามชายทะเล เชิงเขา และชนบท เป็นต้น

ปัจจัยสุดท้ายที่จะเน้นคือกิจวัตรประจำวัน สตรีใดมัวแต่ทำการ ทำงาน โดยละเลยการออกกำลังกาย
ขอให้เริ่มต้นตั้งแต่บัดนี้ อาหารที่ดีและการออกกำลังกายที่เหมาะสมสามารถป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้
การออกกำลังกายที่พอเหมาะแก่วัยทอง เช่น การเดิน วิ่งจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน เป็นต้น
ในระยะเวลาที่เหมาะสมคือประมาณ 30 นาที 2-3 ครั้ง ในหนึ่งสัปดาห์ จะช่วยลดประปริมาณไขมันในเลือด
กระตุ้นหัวใจ และป้องกันภาวะกระดูกพรุน

กิจวัตรประจำวันที่จะขอเน้นอีกอย่างคือการพักผ่อน
เป็นที่ยอมรับกันว่าการนอนจะหลับหรือไม่หลับเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด และควรเฉลี่ยอย่างน้อยวันละ 6-8
ชม. สตรีวัยทองจำนวนมาก ประสบปัญหาเกี่ยวกับการนอน เช่น นอนไม่หลับเลย นอนหลับยากแต่ตื่นง่าย
หรือวันหนึ่งหนึงนอนหลับพักผ่อนได้ไม่กี่ชั่วโมง เป็นต้น

การพักผ่อนที่ดีอีกอย่างคือ งานอดิเรก สตรีวัยทองควรมองหางานอดิเรกทำ
โดยขอเน้นว่าต้องเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจส่วนบุคคล เวลาว่างที่มีอยู่และสภาพของครอบครัว
สตรีวัยทองหลายท่านคิดเองว่า ถูกครอบครัวทอดทิ้ง จากการที่ลูกเจริญเติบโตเป็นวัยรุ่น
สามีมีอาชีพการงานก้าวหน้ามั่นคง ทุกคนจึงมีเวลาให้แก่กันและกัน และแก่ครอบครัวน้อยลง
สตรีวัยทองจึงควรพบปะเพื่อนฝูงและหางานอดิเรกทำบ้าน เมื่อคิดว่าตัวเองเหงา

ผู้เขียนเพียงหวังในสตรีทุกคนเข้าใจว่า "สตรีวัยทอง เป็นวัยที่ยังสามารถทำคุณประโยชน์แก่ตนเอง
ครอบครัว สังคม และประเทศชาติได้ไม่น้อยกว่าวัยทำงานเลย"

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-20 17:49:30 ] 124.121.5.72 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 333

อัมพฤกษ์-อัมพาต



อัมพฤกษ์-อัมพาต คือ โรคที่ผู้ป่วยมีอาการชา ไม่มีแรง หรือสูญเสียการใช้ของอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย
เช่น แขน ขาไม่มีแรง ชา หรือยกแขน ขาไม่ได้ ถ้าเป็นมากอาจเป็นทั้งแขนและขา อาจหมดสติ
หรือถึงกับเสียชีวิตได้ในทันที



สาเหตุของอัมพฤกษ์-อัมพาตมีมากมาย ตั้งแต่โรคของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอาจมีการตีบ อุดตัน
หรือเลือดออก (เรียกว่า cerebrovascular diseases หรือ CVA หรือ stroke) แต่อาจจะเกิดจากโรคมะเร็ง
หรือก้อนเนื้อที่ไม่ใช่มะเร็ง หรืออาจจะเป็นโรคของเซลล์ประสาทเองก็ได้



ในที่นี้จะขอพูดเฉพาะโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง



โรคหลอดเลือดสมองมักเป็นในผู้ที่มีอายุกลางคนจนถึงสูงอายุ
ในสหรัฐอเมริกาจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ถึงปีละ 2 แสนคน! และจะเพิ่มขึ้นตามอายุ
ฉะนั้นโรคนี้จึงเป็นปัญหามากเนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุในโลกนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ในประเทศไทยในขณะนี้
(พ.ศ.254 มีผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีถึง 10.2% และคาดว่าใน พ.ศ. 2568 จะมีผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี ถึง
20% stroke เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับที่ 3 ของโลก ในปี ค.ศ.2002 (2545) มีผู้เสียชีวิตจาก
stroke ทั่วโลกถึง 5.5 ล้านคนเป็นหญิงถึง 3 ล้านคน ในประเทศไทยมีผู้เป็นโรคนี้ 150,000 คนต่อปี หรือ 1
คนทุก 4 นาที ประมาณการว่าผู้ป่วยโรคนี้ 1 คนใช้งบประมาณ 100,000 - 1,000,000
บาทต่อปีในการดูแลรักษาจะเป็นยอดเงินถึงปีละ 15,000 ล้านบาท
ในปัจจุบันนี้ประชาชนชาวไทยมีความเสี่ยงต่อโรคนี้ถึง 18 ล้านคน ซึ่งน่าที่จะลดยอดนี้ได้ถึง 50%
ซึ่งจะมีการรณรงค์ป้องกันโรคนี้ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 2550 ซึ่งจะสามารถช่วยคนได้ 7.5 หมื่นคนต่อปี
หรือจะเป็นการประหยัดเงินได้ถึง 7,500 ล้านบาทต่อปี



ปัจจัยเสี่ยงของการที่หลอดเลือดจะตีบและอุดตัน (atherosclerosis)
ก็คล้ายๆโรคของหลอดเลือดตีบและอุดตันทั่วร่างกาย โดยเฉพาะหลอดเลือดของหัวใจ กล่าวคือ พันธุกรรม
เพศชาย อายุ ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน อ้วน ไม่ออกกำลังกาย ความเครียด
ซึ่งพยาธิสภาพของหลอดเลือดมักมีขึ้นตั้งแต่เกิด แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กละน้อย
โดยทั่วๆไปแล้วก่อนที่จะมีอาการโดยเฉพาะที่หัวใจ หลอดเลือดมักต้องตีบ 50-75%
ของเส้นผ่าศูนย์กลางของหลอดเลือด ทั้งนี้จะต้องมีการแตกของ “ก้อนไขมัน”
ที่อยู่ใต้ผนังหลอดเลือดทำให้มีปฏิกิริยาและเกิดการอุดตันของหลอดเลือด ฯลฯ



ผู้ที่เป็นอัมพฤกษ์-อัมพาตมักจะมีอาการขึ้นมาทันทีทันใด คือพูดไม่ได้ หรือ แขน ขาไม่มีแรง ชา
หรือเคลื่อนไหวไม่ได้ ความผิดปกติอาจเป็นแค่นี้ หรือเป็นมากขึ้น หรือดีขึ้น อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว
สาเหตุอาจเกิดจากการขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง
ถ้าขาดเลือดเพียงไม่กี่วินาทีจนถึงหลายนาทีอาจทำให้เกิดอาการอัมพฤกษ์อัมพาตได้
ถ้าเลือดสามารถไหลได้ตามปกติในระยะเวลาที่รวดเร็วผู้ป่วยอาจกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างครบถ้วน
แต่ถ้าสมองขาดเลือดนานเกินไปเซลล์ของสมองอาจตายได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ร่างกายจะไม่กลับคืนสู่สภาพเดิม
ถ้าอาการมีนานกว่า 24 ชั่วโมงถือได้ว่าเป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาตแล้ว



การไหลน้อยของเลือดในหลอดเลือดสมองอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่มีความดันโลหิตต่ำ เช่น
จากการเต้นไม่เป็นจังหวะของหัวใจ หลอดเลือดหัวใจอุดตัน หรือจากการเสียเลือดและช็อก
ถ้าหลอดเลือดสมองมีเลือดน้อยไปนานๆจะทำให้เกิดการตายของเซลล์สมองได้ ซึ่งจะนำไปสู่อัมพฤกษ์อัมพาต



อัมพฤกษ์-อัมพาต ยังเกิดได้จากการที่หลอดเลือดสมองแตก ทำให้มีเลือดออกไปกดเซลล์สมองและมีอาการต่างๆตามมา
เวลามีอัมพฤกษ์-อัมพาตเกิดขึ้นแพทย์จะต้องวินิจฉัยสาเหตุให้ได้ว่าเกิดจากโรคอะไร หลอดเลือด มะเร็ง
หรือโรคทางเส้นประสาทเอง ถ้าเป็นโรคของหลอดเลือดเอง ต้องวินิจฉัยให้ได้ว่าเป็นการตีบ อุดตัน
หรือหลอดเลือดแตก เพราะการรักษาไม่เหมือนกัน ถ้าวินิจฉัยและรักษาผิดอาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้



การตีบของหลอดเลือดมักเกิดจากมีไขมันไปเกาะที่ใต้ผนังของหลอดเลือดใหญ่ที่อยู่นอกสมอง
ไขมันนี้อาจหลุดและไหลไปอุดตันในหลอดเลือดที่เล็กกว่าในสมองทำให้เกิดอาการได้
หรือหลอดเลือดในสมองอาจมีการอุดตันเอง ผู้ป่วยอาจมีอาการเตือนมาก่อน คือ แขนขาไม่มีแรง
แต่เป็นเพียงชั่วครู่ ถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัย รักษาที่ถูกต้องอาจจะเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาตได้ในโอกาสต่อมา



การอุดตันของหลอดเลือดสมองอาจมาจากก้อนเลือด(หรือไขมัน)ที่หลุดมาจากหัวใจหรือหลอดเลือดอื่นได้
ซึ่งในกรณีนี้อาการของอัมพฤกษ์-อัมพาตมักเป็นมากทันทีที่เกิดอาการ



การป้องกันการเกิดอัมพฤกษ์-อัมพาตคือ การหาปัจจัยเสี่ยง คือความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง
บุหรี่ อ้วน ไม่ออกกำลังกาย และความเครียด ฉะนั้นทุกๆคนจึงควรหมั่นวัดความดันโลหิต ความดันโลหิตมี 2
ระดับ บนเรียกว่า systolic ซึ่งไม่ควรสูงเกินกว่า 135 ระดับล่างเรียกว่า diastolic ไม่ควรสูงเกินกว่า 85
ควรวัดน้ำตาลในเลือดซึ่งควรอยู่ต่ำกว่า 100 มิลลิกรัม% ถ้าอยู่ระหว่าง 100-126 ถือว่าเป็นว่าที่เบาหวาน
ถ้าสูงกว่า 126 ถือว่าเป็นเบาหวาน ต้องวัดไขมันในเลือด หา total cholesterol, triglyceride และ HDL
ซึ่งไขมัน 2 ตัวแรกเป็นไขมันที่ไม่ดีถ้ามีมากไป ส่วน HDL ยิ่งสูงจะยิ่งดี
จะป้องกันโรคหลอดเลือดตีบและอุดตัน total cholesterol ไม่ควรสูงเกิน 200 มิลลิกรัม% triglyceride
ไม่ควรเกิน 150 มิลลิกรัม% HDL ควรสูงกว่า 50 มิลลิกรัม% ในชายและ 60 ในหญิง อัตราส่วนของ cholesterol
ต่อ HDL ในชายควรต่ำกว่า 5 ในหญิงควรต่ำกว่า 4.5 นอกจากนั้นไขมัน LDL (low density liproprotein)
ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีถ้ามีมากไป ควรจะต่ำกว่า 130 มิลลิกรัมในผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคหัวใจ
แต่ผู้ที่เคยเป็นโรคหัวใจหรือเป็นเบาหวาน (ถึงแม้จะยังไม่เป็นโรคหัวใจ) LDL ควรต่ำกว่า 100



โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไขมันในเลือดสูงควรได้รับการตรวจ วินิจฉัย
รักษาภายใต้การควบคุมของแพทย์ แต่หลักการคือ ออกกำลังกายที่เหมาะสม และรับประทานอาหารที่เหมาะสม
การออกกำลังกายที่เหมาะสมคือ หนึ่ง ต้องเป็นการออกกำลังกายที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและนานพอคือ 30-40
นาที สอง หนักพอคือให้หัวใจเต้นประมาณ 70% ของความสามารถสูงสุดที่หัวใจจะเต้นได้
(วิธีคำนวณความสามารถสูงสุดที่หัวใจจะเต้นได้คือ 220-อายุ(ปี) เช่น คนอายุ 60 ปี = 220-60 = 160 ครั้ง
70% ของ 160 คือ 112 ครั้งต่อนาที) แต่ในทางปฏิบัติถ้าไม่มีเครื่องวัดชีพจรอาจไม่ต้องวัด
แต่ออกกำลังกายให้รู้สึกเหนื่อย หอบเล็กน้อย และมีเหงื่อออก และสาม ต้องทำอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์
วิธีการออกกำลังกายที่ดีคือการเดินเร็วๆ วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ ถีบจักรยานอยู่กับที่ เต้นแอโรบิก ฯลฯ



ส่วนการรับประทานอาหารที่เหมาะสมคือการรับประทานหนักไปทางผัก ปลา ข้าว ผลไม้ ควรหลีกเลี่ยงมันสัตว์
หนังสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง (ไม่ควรทานมากกว่า 3 ฟองต่อสัปดาห์) กะทิ ของหวาน น้ำหวาน






















ท่านควรดูแลตนเองด้วยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่เหมาะสมตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และบอกลูกหลาน
ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงให้ทำด้วย และถ้าเป็นไปได้ควรวัดความดันโลหิต ตรวจน้ำตาล ไขมันในเลือดด้วย
เพราะการปฏิบัติตนเองเพียงแค่นี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคอัมพฤกษ์-อัมพาตได้มากมาย และยังโรคอื่นๆด้วย
เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง กระดูกพรุน โรคมะเร็งบางชนิด อาการปวดหลัง ฯลฯ



การสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ดีกว่ารอให้เป็นแล้วจึงรักษาครับ ได้ผลดีกว่า ประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยครับ


โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-21 18:48:27 ] 124.121.8.67 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 334


ต้อหินกับคอมพิวเตอร์ครับบบบ

เร็วๆ นี้มีข่าวในสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ หรือรายการในทีวีกล่าวถึงการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ
อาจนำไปสู่โรคต้อหินทำให้ตาบอดได้ ดูรายละเอียดแล้วเป็นผลงานของจักษุแพทย์ชาวญี่ปุ่น
คณะหนึ่งได้ศึกษาภาวะต้อหินในชาวญี่ปุ่นในวัยทำงานอายุ 40
ปีขึ้นไปที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำจำนวนหมื่นกว่าคน พบว่า เป็นต้อหินถึงหนึ่งร้อยหกสิบคน
หรือโดยอัตราส่วนเป็นร้อยละหนึ่งจุดหก
ในรายงานนั้นดูเหมือนว่าจะสรุปว่าต้องเป็นผู้ทำงานโดยใช้คอมพิวเตอร์หลายปี และใช้งานวันละหลายชั่วโมง
โดยเฉพาะผู้นั้นมีสายตาสั้นร่วมด้วย ยิ่งมีโอกาสเป็นต้อหินมากขึ้นด้วย


ต้อหินเป็นโรคที่มีการทำลายประสาทตาอย่างช้าๆ โดยผู้ที่เป็นมักมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือความดันในตาสูง
ทำให้ลูกตาแข็งกว่าปกติอันเป็นที่มาอันเป็นที่มาของชื่อที่ว่า “ต้อหิน” นอกจากดวงตาจะแข็งเหมือนหินแล้ว
ยังเป็นโรคที่การรักษาค่อนข้างจะยุ่งยากหรือค่อนข้างหินตามภาษาชาวบ้าน หากรักษาไม่ได้ตาจะบอดเกือบทุกราย
ซ้ำร้ายต้อหินบางชนิด นอกจากทำให้ตาบอดแล้วยังเจ็บปวดอีก
คือแม้ตาไม่เห็นแล้วเจ้าตัวยังมีอาการเจ็บปวดทุกข์ทรมานจนบางคนยอมให้แพทย์เอาตาออกเพื่อระงับความเจ็บปวด







การมองเห็นของคนปกติ การมองเห็นของคนเป็นต้อหิน



ต้อหินมีด้วยกัน 3 ชนิด ชนิดแรกเป็นต้อหินโดยไม่ทราบสาเหตุพบมากที่สุด
ชนิดที่สองเป็นต้อหินเนื่องจากมีโรคอื่นอยู่ก่อนแล้วเกิดแทรกซ้อนด้วยโรคต้อหินตามหลังพบรองลงมา
และชนิดที่สามพบน้อยที่สุดเป็นต้อหินในเด็กมาแต่กำเนิด คือเป็นโรคต้อหินตั้งแต่อยู่ในครรภ์เลยทีเดียว
เกิดเนื่องจากการกำเนิดลูกตาระหว่างที่เป็นตัวอ่อนในครรภ์มีความผิดปกติ
ทำให้น้ำภายในลูกตาไหลเวียนไม่สะดวก มีน้ำคั่งในลูกตาทำให้ความดันตาสูงขึ้น

ต้อหินที่สำคัญเป็นต้อหินชนิดแรกที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าเหตุใดจึงเกิดกับคนๆ
นั้นในขณะที่ผู้อื่นไม่เป็นกัน ต้อหินชนิดนี้เป็นโรคสำคัญที่ทำให้ประชากรของโลกตาบอด รองลงมาจากต้อกระจก
ต้อหินชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุนี้ยังแบ่งออกได้ 2 ลักษณะตามอาหารแสดงที่มาพบแพทย์ เรียกกันว่า
“ต้อหินมุมเปิดหรือต้อหินเรื้อรัง” และ “ต้อหินมุมปิดซึ่งมักจะเรียกกันว่าต้อหินเฉียบพลัน”
สำหรับต้อหินเฉียบพลันนั้นคนที่เป็นมักมีอาการอย่างกะทันหันโดยมีอาการปวดตา ปวดศีรษะ ตาแดง
และตามัวอย่างฉับพลัน จึงไม่ค่อยมีปัญหาในการมาพบแพทย์นัก เนื่องจากมักจะทนไม่ไหวกับอาการเจ็บปวด
ส่วนต้อหินเรื้อรังค่อนข้างจะเป็นปัญหาในบ้านเรา เพราะว่าเป็นต้อหินที่ค่อยเป็นค่อยไปไม่เจ็บปวด
อีกทั้งตาไม่แดงแต่สายตาจะมัวลงอย่างช้าๆ กว่าเจ้าตัวจะรู้ก็เกือบจะบอดแล้ว
เป็นต้อหินที่สัมพันธ์กับการใช้คอมพิวเตอร์ที่เป็นข่าวอยู่ขณะนี้

ต้อหินมุมเปิดหรือต้อหินเรื้อรังแม้เราไม่รู้สาเหตุของการเกิดอย่างแท้จริง
แต่ก็ได้พยายามศึกษาถึงลักษณะของโรค พยายามแก้ไขไม่ให้ผู้ที่เป็นต้อตาบอด
สิ่งที่เราทราบก็คือต้อหินชนิดนี้มักพบในคนสูงอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป มักพบในผู้ที่เป็นเบาหวาน
ผู้ที่เป็นโรคของต่อมไทรอยด์ ผู้ที่มีประวัติในครอบครัวที่เป็นโรคนี้ ผู้ที่นอกกรนมากจนหยุดการหายใจ
(sleep apnea) ความดันโลหิตสูง
และผู้ที่มีสายตาสั้นจนบางคนอาจกล่าวว่ายีนส์ของการถ่ายทอดโรคทางกรรมพันธุ์ของต้อหิน เบาหวาน
และสายตาสั้นคงจะอยู่ชิดกันมาก จึงพบโรคทั้ง 3 ในคนเดียวกันเสมอๆ

ต้อหินมุมเปิดหรือต้อหินเรื้อรังนี้สัมพันธ์กับการใช้คอมพิวเตอร์จากการศึกษาของแพทย์ชาวญี่ปุ่นอย่างไร
ตามที่กล่าวแล้วว่าต้อหินชนิดนี้พบในคนสูงอายุ
การศึกษานี้ก็ตรวจเฉพาะคนสูงอายุเช่นเดียวกันมีการศึกษาของหลายประเทศตามอุบัติการณ์ของต้อหินชนิดนี้ได้
1-2% อยู่ในตัวเลขที่ใกล้เคียงกัน ชาวญี่ปุ่นมีอุบัติการณ์สายตาสั้นค่อนข้างมาก
จึงน่าเชื่อว่าชาวญี่ปุ่นที่นำมาศึกษาน่าจะมีสายตาสั้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงอันหนึ่งของการเป็นต้อหิน
ส่วนอีกประการหนึ่ง การที่สายตาสั้นแม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้ชัดว่าเกิดจากอะไร
แต่เชื่อกันว่าผู้ที่ใช้สายตาเพ่งมองใกล้มาก พวกหนอนหนังสือ ผู้ที่มีไอคิวสูงมักจะมีสายตาสั้น
ทั้งหมดจึงอาจเกี่ยวพันกันเป็นลูกโซ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้กันมานานแล้ว
การศึกษาของจักษุแพทย์ชาวญี่ปุ่นนี้จึงเน้นย้ำให้สิ่งที่รู้กันมานานแล้ว
การศึกษาของจักษุแพทย์ชาวญี่ปุ่นนี้จึงเน้นย้ำให้ประชาชนระวังถึงโอกาสการเป็นต้อหิน
ซึ่งอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้คอมพิวเตอร์โดยตรงที่ยังพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดในปัจจุบัน
ภาษิตโบราณว่าถ้าจิ้งจกทักเรายังต้องระวัง ในกรณีนี้แนะนำให้ใช้คอมพิวเตอร์ในระยะที่เหมาะสม
แม้จะไม่ได้ป้องกันโรคต้อหินแต่ก็ทำให้ไม่มีภาวะสายตาเมื่อยล้า ตาแห้งจากการใช้คอมพิวเตอร์มากไป

อย่างไรก็ตามเราคงไม่ต้องตื่นกลัวการเป็นต้อหินจากการใช้คอมพิวเตอร์ตามข่าวนี้
แต่ก็ไม่ควรเพิกเฉยกับโรคนี้ ด้วยอุบัติการณ์ที่พบได้ 1-2% ในคนสูงอายุ 40 ปีขึ้นไป
โดยไม่มีอากรรอะไรนำมาก่อน ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปจึงควรได้รับการตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง
เพื่อที่ว่าหากพบโรคนี้ในระยะแรก การรักษาในระยะแรกจะทำให้คุณมีโอกาสสูญเสียสายตาน้อยที่สุด
และยิ่งถ้าคุณมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อีก เช่น เป็นโรคเบาหวาน มีความดันโลหิตสูง มีโรคหลอดเลือด
มีภาวะสายตาสั้น มีประวัติโรคต้อหินในครอบครัว คุณควรต้องเฝ้าระวังโดยการตรวจหาภาวะต้อหินอย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในโลกของข้อมูลข่าวสารปัจจุบันควรใช้คอมพิวเตอร์ครั้งละ
2 ชั่วโมง พักสายตาไปทำงานอื่น 15 นาที แล้วกลับมาทำใหม่
การจัดระบบของโต๊ะคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมทำให้คุณสบายตา ไม่เมื่อยล้า
และอาจจะชะลอมิให้คุณมีสายตาที่สั้นเพิ่มขึ้น ลดปัจจัยของการเป็นต้อหินก็เป็นได้

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-21 18:49:44 ] 124.121.8.67 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 335


โรคกระเพาะอาหาร


โรคกระเพาะอาหารเป็นคำที่ใช้เรียกภาวะผิดปกติที่ก่อให้เกิดอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ อืดแน่น
เกิดขึ้นได้ทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร บางรายรู้สึกเหมือนอาหารไม่ย่อย อาจมีอาการจุก เสียด
คลื่นไส้อาเจียน ซึ่งอาการมักจะดีขึ้นถ้าได้รับประทานยาลดกรดในกระเพาะอาหาร
อาการที่เกิดขึ้นมักจะเป็นเรื้อรัง มีระยะที่โรคสงบไปได้เองเป็นช่วง ๆ

อาการเหล่านี้อาจเกิดในผู้ป่วยที่มีแผลในกระเพาะอาหาร , ลำไส้เล็กส่วนต้น หรืออาจในคนที่ไม่มี แผลก็ได้
ซึ่งปัญหาที่ทำให้เกิดแผลอยู่ที่ความผิดปกติของ กรดในกระเพาะอาหารที่เพิ่มขึ้น และ
กลไกธรรมชาติในการป้องกันการเกิดแผลเสียไป

ในปัจจุบัน พบว่าแบคทีเรีย Helicobacter pylori ที่อาศัยอยู่ในชั้นเมือกที่ปกคลุมผิวกระเพาะอาหาร
มีส่วนสำคัญอย่างมากในการทำให้เกิดแผลขึ้น นอกจากนี้ยังมียาแอสไพริน ยาลดการอักเสบ (Non-steroidal
antiinflammatory drugs:NSAIDs) ที่เป็นสาเหตุของการเกิดแผลได้บ่อย


มะเร็งกระเพาะอาหาร
อาการโรคกระเพาะในบางรายอาจเกี่ยวข้องกับมะเร็ง กระเพาะอาหาร ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มี
อาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก ซีด คลำได้ก้อนผิดปกติบริเวณลิ้นปี่ กลืนลำบาก
มีประวัติมะเร็งทางเดินอาหารในครอบครัว หรือ เริ่มเกิดอาการเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป


ปัจจุบันมีการตรวจวินิจฉัยที่ได้ผลดีหลายวิธี นอกเหนือจากการซักประวัติและตรวจร่างกายทั่วไปแล้ว การตรวจ
X-ray กลืนสารทึบรังสี และการส่องกล้องตรวจในกระเพาะอาหาร สามารถตรวจพบแผล
เก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อในกระเพาะอาหารตรวจหาเซลมะเร็ง และตรวจหาเชื้อ H. pylori ได้


การรักษา

การรักษาทำได้โดย

การรับประทานอาหารให้ตรงเวลา ไม่ปล่อยให้หิว ไม่รับประทานอิ่มเกินไป
พยายาม เลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดอาการ เช่น อาหารรสเผ็ด กาแฟ งดเหล้า งดบุหรี่
หลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน NSAIDs สเตียรอยด์โดยไม่จำเป็น และ
ลดความเครียด ร่วมกับ
การใช้ยารักษาโรคกระเพาะอาหารอย่างเหมาะสม

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-21 18:51:04 ] 124.121.8.67 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 336


มะเร็งตับภัยเงียบใกล้ตัว

ตับเป็นอวัยวะเดียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกายมนุษย์ มีหน้าที่สำคัญหลายประการ เช่น
การเก็บสะสมวิตามินเอ ดี และบี 12 รวมทั้งกลูโคส เหล็ก ทองแดง
เพื่อให้ร่างกายใช้สร้างน้ำดีในการย่อยไขมัน สร้างสารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด และสร้างพลังงาน
ทั้งยังทำหน้าที่กำจัดสารพิษในร่างกายอีกด้วย และเพราะมีหน้าที่มากมายอย่างนี้
เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับตับ จึงส่งผล ให้ร่างกายทรุดโทรมลงอย่างมาก

สำหรับโรคมะเร็งตับนั้น พบบ่อยในประเทศแถบเอเชีย ในประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งตับสูงใกล้เคียงกับ
มะเร็งปอดที่มากเป็นอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
มีสถิติการเป็นมะเร็งตับมากที่สุด ส่วนสาเหตุที่คนไทยเป็นมะเร็งตับกันมาก
มีความเกี่ยวพันกับนิสัยการบริโภคอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง อาทิ การรับประทานพริกแห้งและถั่วลิสงบด
ซึ่งมีสารอัลฟาท็อกซินอยู่มาก รวมทั้งการได้รับพยาธิใบไม้จากการรับประทานปลาร้า ปลาส้ม ปลาจ่อม
และดินประสิวในแหนม ไส้กรอก เบคอน และการดื่มสุราเป็นประจำ

และสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งของมะเร็งตับ คือเกิดจากการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ เช่น
ไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี โดยเชื้อดังกล่าวสามารถก่อให้เกิดมะเร็งตับในภายหลังได้
นอกจากนี้ยังพบว่ามะเร็งตับมักเกิดในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
และยังเป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ด้วย

แม้มะเร็งตับจะดูร้ายแรง แต่ก็สามารถป้องกันได้โดยการไม่รับประทานอาหารที่มีสารก่อโรค งดเว้นการดื่มสุรา
มากจนเกินไป นอกจากนี้หากมีอาการอ่อนเพลีย ท้องอืด หรือมีน้ำหนักลดผิดปกติ
ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว

หรือหากไม่มีอาการใด ๆ การรับการตรวจเลือดหาภูมิต้านทาน พร้อมทั้งฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสบี ก็เป็น
การลดความเสี่ยงได้อีกทางหนึ่ง



โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-22 00:59:45 ] 124.121.1.6 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 337


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ "ตกขาว"

ตกขาว หมายถึง สิ่งที่ถูกขับออกมาจากช่องคลอด และสิ่งนั้นไม่ใช่เลือด
ตกขาวจึงมีสีอะไรก็ได้แต่ส่วนใหญ่จะสีขาว
ตกขาวนี่เองที่เป็นอาการที่ผู้ป่วยมาหาหมอถึงหนึ่งในสามของผู้ป่วย ที่มาตรวจภายใน

ตกขาวเป็นคำเรียกที่รู้จักกันทั่วไป แต่บางคนก็เรียก ระดูขาว (ไม่ใช่ฤดูขาวนะคะ) หนังสือบางเล่มก็เรียก
มุตกิต ก็มี ตกขาวไม่ใช่โรคแต่เป็นอาการ ซึ่งอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คัน มีกลิ่น หรือเจ็บปวด

ชนิดของตกขาว
ตกขาวกับผู้หญิงเป็นของคู่กัน เป็นผู้หญิงก็ต้องมีตกขาว การมีตกขาวไม่ได้หมายถึง
การเป็นโรคหรือเป็นมะเร็ง หรือผิดปกติ นั่นก็หมายถึงว่า การมีตกขาวอาจเป็นปกติ หรือไม่ปกติก็ได้


ตกขาวปกติ
เป็นตกขาวที่พบได้ในภาวะปกติ ตกขาวแบบนี้มีสีขาว คล้ายแป้งเปียก มีปริมาณไม่มาก ไม่คัน
กลิ่นออกเปรี้ยวเล็กน้อย ไม่เหม็น อย่างไรก็ตามในบางช่วงอาจมีปริมาณมากขึ้นเล็กน้อย เช่น
ช่วงก่อนมีรอบเดือน หลังมีรอบเดือน ช่วงไข่ตก หรือในภาวะตั้งครรภ์

ในตกขาวมีสารอะไรบ้าง
อย่างที่บอกตกขาวหมายถึง สารที่ถูกขับออกจากช่องคลอด ซึ่งมีทั้งสิ่งที่ถูกขับออกจากต่อมต่างๆ
ในระบบสืบพันธ์ ซึ่งได้แก่
1. น้ำที่หลั่งจากต่อมใต้ผิวหนัง บริเวณช่องคลอด จากต่อมสกีน (Skene's gland) ต่อมบาร์โธลิน
เพื่อหล่อลื่นปากช่องคลอด
2. เซลล์เยื่อบุผนังช่องคลอดที่หลุดลอกออกมา
3. มูกจากต่อมที่ปากมดลูก
4. โปรตีน, เกลือแร่ ที่มาจากผนังช่องคลอด เยื่อบุโพรงมดลูก และหลอดมดลูก
5. กรดแลคติคซึ่งแบคทีเรียในช่องคลอดสร้างจากกลัยโคเจน ของเยื่อบุผนังช่องคลอด


ตกขาวที่ไม่ปกติ
ก็คือ ตกขาวที่ตรงข้ามกับตกขาวปกติ กล่าวคือ มีปริมาณมาก บางครั้งไหลโจ๊กยังกะมีรอบเดือนยังไงยังงั้น
มีกลิ่นเหม็น ลักษณะอาจเป็นหนอง มูกปนหนอง ปนเลือด มีฟอง และมักมีอาการอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น คัน แสบ
ออกร้อนที่บริเวณปากช่องคลอด หรือมีปวดท้องน้อยร่วมด้วยก็ได้

ต้นเหตุที่ทำให้ตกขาวผิดปกติ ที่พบบ่อย 3 อันดับแรกคือ
1. จากเชื้อแบคทีเรีย (bacterial vaginosis) พบได้ร้อยละ 30-35
2. จากเชื้อรา, ยีสต์ (vulvovaginal candidiasis) พบได้ร้อยละ 20-25
3. จากเชื้อพยาธิ trichomoniasis พบได้ร้อยละ 10

ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่พบเชื้อสองชนิดหรือมากว่าสองชนิด อยู่ร้อยละ 15-20 เรียกว่า
ได้หนึ่งแถมหนึ่งว่างั้นเถอะ
เชื้อ 3 ตัวนี้พบร้อยละ 90 ของผู้ป่วยตกขาวผิดปกติ

สาเหตุของการตกขาวผิดปกติ แบ่งตามตำแหน่งที่เกิดคือ
1. ช่องคลอดอักเสบ ที่พบบ่อยคือ
- แบคทีเรีย (bacterial vaginosis)
- เชื้อพยาธิ (trichomonas)
- เชื้อรา (candida)
- เชื้อไวรัส เช่น โรคเริม
- เชื้อแบคทีเรียอื่นๆ

2. ปากมดลูกอักเสบ
- การติดเชื้อหนองใน
- การติดเชื้อคลามิเดีย
- การติดเชื้อเริม

3.ปากมดลูกมีแผล, เป็นเนื้องอก
4.สิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด เช่น เศษกระดาษทิชชู, สำสี, ผ้าก็อซ, เมล็ดผลไม้, ถุงยางอนามัย เป็นต้น
5.เนื้องอกและมะเร็งมดลูก, ปากมดลูก ซึ่งตกขาวจะมีกลิ่นเหม็นมาก
6.สตรีวัยหมดระดู ขาดฮอร์โมน ก็ทำให้เกิดช่องคลอดแห้งอักเสบ มีตกขาวได้


ความสัมพันธ์ระหว่าง "วัย" กับ "ตกขาว"
วัยเด็ก มักเกิดจากความสกปรก สุขอนามัยไม่ดี ทำความสะอาดไม่เป็น หรืออาจมีสิ่งแปลกปลอม ที่เด็ก
ยัดเข้าไป เช่น ยางลบ เม็ดผลไม้ กระดาษทิชชู
วัยเจริญพันธุ์ มักเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
วัยหมดระดู เกิดจากการขาดฮอร์โมน

:: หากใครมีความกังวลเรื่องตกขาว ถ้าพบสิ่งผิดปกติก็ควรไปรึกษาแพทย์นะคะ ..กันไว้ดีกว่าแก้ไม่ทัน

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-22 01:00:39 ] 124.121.1.6 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 338

อาหารเพื่อสุขภาพ


ในยุคของการแข่งขัน ที่เรากำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน ชีวิตมีความรีบเร่งมากขึ้น
จนไม่ค่อยมีเวลาที่จะให้ความสำคัญกับเรื่อง
ความสมดุลของอาหารที่รับประทานรวมทั้งค่านิยมการรับประทานอาหารแบบตะวันตก ซึ่งประกอบด้วย เนื้อสัตว์
ไขมัน นม เนย เป็นส่วนใหญ่ ทำให้คนไทยมีโรค ซึ่งเกิดจากการกินดีเกินไป เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
โรคหัวใจ โรคอัมพาต ซึ่งโรคเหล่านี้ล้วนเกี่ยวกับความเสื่อมของหลอดเลือด

ในปัจจุบันชาวตะวันตกเริ่มตระหนักถึงพิษภัยของการกินอาหาร ซึ่งไม่สมดุลได้มีการชัดชวนให้ลดการรับประทาน
เนื้อสัตว์ นม เนย ให้เพิ่มการรับประทาน พืช ผัก และธัญญพืช ซึ่งอุดมด้วยเส้นใยจากธรรมชาติ และไวตามิน

ในวันเด็ก เนื้อสัตว์และนม ยังเป็นสิ่งจำเป็น
เนื่องจากร่างกายมีการเจริญเติบโตในวัยผู้ใหญ่ร่างกายต้องการโปรตีนลดลง การรับประทานเนื้อสัตว์
และนมมากเกินไปยังทำให้ร่างกายได้รับไขมันเพิ่ม เนื่องจากในเนื้อสัตว์และนมจะมีปริมาณไขมันค่อนข้างสูง
นอกจากนั้นยังพบว่า ผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์มาก ๆ
มีโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้สูควรเปลี่ยนแปลงมารับประทานโปรตีนจากพืชพวกถั่วแทน

อาหารอีกกลุ่มซึ่งไม่ควรรับประทานมากเกินไป คือ น้ำตาล พบว่าน้ำตาลทำให้หลอดเลือดมีความเสื่อมเร็วขึ้น
ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีน้ำตาลสูงจะพบว่าหลอดเลือดแก่ก่อนวัย ไขมันก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ควรจำกัด
และใช้น้ำมันจากพืชแทน น้ำมันจากสัตว์ ยกเว้นน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันปาล์มควรหลีกเลี่ยง
เนื่องจากมีโคเรสเตอรอลสูง

อาหารที่ควรรับประทานคือ ผัก ผลไม้ ธัญญพืช เช่น ข้าวซ้อมมือ ถั่ว เพราะอุดมไปด้วย กากใยธรรมชาติ
ไวตามิน และเกลือแร่

สุขภาพของเราขึ้นกับกรรมพันธุ์ การออกกำลังกายและอาหาร
เราควรเริ่มเอาใจใส่กับอาหารที่รับประทานเสียแต่วันนี้ รอให้เกิดโรคก่อนอาจไม่ทันการ

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-24 13:19:00 ] 124.121.9.104 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 339

"ลูกรัก
จงดูเยี่ยงพยัคฆ์โคร่งใหญ่
ถึงเก่งกาจอาจหาญสักปานใด
ย่อมมิเคยทำร้ายซึ่งลูกเมีย"

พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6


การปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องในคู่สมรส นับเป็นปัญหาสังคมที่ยิ่งใหญ่
และเป็นที่สนใจกันอย่างกว้างขวางในสังคมที่เจริญแล้ว ผู้เคราะห์ร้ายมักเกิดกับหญิงมากกว่าชาย
ผู้หญิงไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ตามลำพัง โดยการหนีจากคู่สมรส หรือหย่าร้าง
ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้ตนรอดพ้นจากการถูกข่มเหงทุบตี บางรายอาจหนีออกจากบ้าน
เมื่อคู่ของตนนำหญิงอื่นเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้าน หรือถูกทุบตีจนตาย
ซึ่งเป็นรายงานจากโรงพักทางด้านศาลก็ไม่มีสถิติแน่ชัด
เนื่องจากบางรายไม่ได้รายงานถึงความพยายามต่อสู้ปัญหา และในโรงพยาบาลจะพบในห้องอุบัติเหตุ
และรับไว้เนื่องจากอุบัติเหตุการฆ่าตัวตาย หรือบาดแผลจากการถูกทุบตี
พฤติกรรมอย่างไร จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องต่อคู่สมรส (สตรี)


ศัพท์ภาษาอังกฤษ คือ spouse abuse, women or wife abuse ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมที่ ชาย หรือสามี ปฏิบัติต่อ
สตรีหรือภรรยา อย่างไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม ทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ

ทางด้านร่างกาย เป็นการกระทำต่อร่างกายโดยตรงอย่างเจตนา มิใช่อุบัติเหตุโดยวิธีการต่าง ๆ
ที่แสดงออกโดยตรงจากความก้าวร้าว ตั้งแต่ ขว้างปาข้าวของใส่ผู้ชายใช้การผลัก เตะ บิดแขน ตบ ต่อย
และใช้อาวุธทำร้ายตนตาย

ทางด้านจิตสังคม มีขอบเขตกว้างขวาง ซึ่งมักเป็นอุบัติการอันเกี่ยวข้องกับสถานภาพทางเศรษฐกิจ สังคม
เชื้อชาติ ศาสนา มีความแตกต่างตามความเชื่อ วัฒนธรรม ประเพณีพบมากในระหว่างการตั้งรรภ์
และความเครียดในครอบครัว สถานการณ์เกิดขึ้นที่บ้าน ในช่วงเวลา 08.00-23.30 พฤติกรรมมีตั้งแต่การเพิกเฉย
ข่มขู่ ด่าทอ สบประมาท ริดรอนสิทธิส่วนบุคคล ไม่ให้อำนาจบทบาททางครอบครัว และสังคม
ไม่ยกย่องดูแลในฐานะภรรยา ไม่ให้ร่วมกิจกรรมทางสังคมในฐานะคู่สมรส ไม่ให้การดูแลทางเศรษฐกิจ
ใช้พฤติกรรมทางเพศเป็นการลงโทษ หรือให้รางวัล บางรายอาจแสวงหาผลประโยชน์จากเรือนร่างสตรี เช่น
การบังคับให้ค้าประเวณี ถ่ายภาพเปลือยโชว์ลามก หรือบังคับให้กระทำการผิดกฎหมายต่าง ๆ นานา

พฤติกรรมที่ชายปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องต่อสตรีซึ่งเป็นภรรยา หรือคู่นอน ที่พบมากที่สุด ได้แก่
การทารุณกรรมทางด้านร่างกาย โดยการทะเลาะทุบตี
พบได้ที่ใด


อุบัติการของการข่มเหงทุบตรีสตรี หรือภรรยา พบได้ตาม

- โรงพัก จากการแจ้งความของผู้หวังดี ญาติ เพื่อนบ้าน เรื่องจบด้วยการยินยอม ประนีประนอม
หรือปรับฐานทำร้ายร่างกาย และมักถือเป็นเรื่องปกติ

- ศาล ในคดีทำร้ายร่างกาย ฆ่าคนตาย หย่าร้าง

- โรงพยาบาล ในรายอุบัติเหตุ บางรายอาจพบการทำลายตนเองจากการใช้ยา สารพิษ หรืออาวุธ
ลักษณะที่สัมพันธ์กับสตรี หรือ ภรรยาที่ถูกทำร้าย


สตรีที่ถูกระทำทารุณกรรม มักมีประสบการณ์ ขาดอาหาร ขาดมารดา ในวัยเด็ก (abuse child) เหงา พึ่งพาผู้อื่น
สำนึกในคุณค่าตนเองตกต่ำ เฉยชา รู้สึกบาป ยอมรับสภาพการณ์ที่ย่ำแย่ของตน เมื่อถูกกระทำทารุณกรรมทางเพศ
หรือถูกทุบตีจะทำให้ขลาดกลัว กดเก็บ หลีกหนีเพิ่มมากขึ้น อาจเป็นหนทางนำสู่การเจ็บปวดทางกาย การใช้สุรา
หรือยาเสพติด หรือมีพฤติกรรมทำลายตนเอง นอกจากนี้สตรียังมีค่านิยมทางเพศที่ว่า "สตรี
เป็นสิทธิของสามีเมื่อแต่งงานแล้ว สามีมีสิทธิที่จะสั่งสอนเธอได้"
สตรีบางคนใช้พฤติกรรมทางเพศแวงหาสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดกับสามี บางรายยอมเจ็บปวด ทุ่มเท
เพื่อคงไว้ซึ่งรูปโฉมโนมพรรณ ซึ่งเธอคิดว่าสิ่งนั้นจะผูกมัดใจสามีได้ ลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งคือ
สตรีกลุ่มนี้อยู่ในชั่นทางสังคม เศรษฐกิจต่ำ ด้อยการศึกษา การแสวงหาข้อมูลแหล่งบริการต่าง ๆ
ถูกจำกัดจากการตัดขาด และด้อยโอกาสทางสังคม ตกงาน ขาดระบบสนับสนุนทางสังคม
แม้จะมีรายงานว่าสตรีหลายรายชอบที่จะได้รับการทุบตี (masochism) แต่จะไม่เป็นเช่นนั้นทุกคน
ชายหรือสามีที่ขมเหงทุบตี ภรรยา มีลักษณะอย่างไร


ชายผู้กระทำทารุณกรรม มักมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม มีการใช้สิ่งเสพติดเพื่อประคับประคองจิตใจ
ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมวู่วาม เนื่องจากความคับข้องใจและวิตกกังวล เขาจะกระทำพฤติกรรมรุนแรง (violent)
เมื่อตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสุรายาเสพติด ชายเหล่านั้น มีความรู้สึกสำนึกในตนเองตกต่ำ ระแวง หึงหวง
พึ่งพาคู่ครอง และเชื่อว่าบุรุษต้องขมสตรี เขาจะประณามคู่ครองเมื่อเกิดความเครียดใช้พฤติกรรมทำลาย
หรือก้าวร้าวเป็นกลไก ตลอดจนใช้พฤติกรรมทางเพศโดยตรงเพื่อกดขี่บังคับคู่ครอง
และเชื่อว่าบุรุษต้องข่มสตรี เขาจะประณามคู่ครองเมื่อเกิดความเครียดใช้พฤติกรรมทำลาย
หรือก้าวร้าวเป็นกลไก ตลอดจนใช้พฤติกรรมทางเพศโดยตรงเพื่อกดขี่บังคับคู่ครอง
ชายเหล่านี้เติบโตมาจากครอบครัวที่มีโครงสร้างไม่ดีมีความยากลำบาก ยากจน แตกแยก
มีแบบแผนการติดต่อสื่อสารไม่ดี เป็นผลให้เกิดการใช้คำพูดหยาบคาย ยากจน แตกแยก
มีแบบแผนการติดต่อสื่อสารไม่ดี เป็นผลให้เกิดการใช้คำพูดหยาบคาย ด่าทอ
ตลอดจนการใช้กำลังทุบตีเป็นกลไกที่ใช้ปรับสู้ต่อความเครียดของตน
กลไกการทะเลาะทุบตีในคู่สมรส : เริ่มต้น - สิ้นสุด อย่างไร ?


ตามที่ได้ทราบมาแล้วว่า การทุบตีในคู่สมรส ถูกใช้เป็นกลไกการปรับตัวของชาย (สามี)
เมื่อตนไม่สามารถเผชิญกับปัญหาในชีวิตประจำวันได้ เช่น ความกลัว ความวิตกกังวล ระแวง อิจฉา การเลี่ยง
หนีความรับผิดชอบ การหึงหวงหรืออับอาย ฯลฯ ฝ่ายชายจะเริ่มหงุดหงิด หุนหนพลันแล่น ใช้คำพูดหยาบคาย
พาลทะเลาะ และใช้กำลังทุบตีในขณะก่อการวิวาท คู่สมรสจะขาดการควบคุมพฤติกรรม จะทำร้ายร่างกายต่อกัน
ระยะนี้เรียกว่า state of shock ทั้งคู่จะสูญเสียบุคลิกภาพตนจนกว่าเขาจะเริ่มรับรู้รายละเอียดว่า
อะไรได้เกิดกับเขา เมื่อทั้งคู่สงบงจะมีความรู้สึกสำนึกตน ขอโทษ ง้องอน เอาอกเอาใจ
และสัญญาว่าจะไม่ให้เกิดขึ้นอีกในคราวต่อไป ซึ่งเรียกว่า เป็นระยะของ honeymoon state
ฝ่ายชายจะพร่ำพรรณนาว่ามิอาจอยู่คนเดียวได้โดยขาดคู่ สตรีผู้ถูกทุบตีเธอจะเชื่อในคำสัญญานั้น
และให้อภัยเขา เพราะรู้สึกว่าเขาขาดการช่วยเหลือ
ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เองเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สตรีรับว่าเป็นการแสดงออกถึงความรัก
และการยอมรับเธอตัดใจไม่ผูกพยาบาล เพราะคิดว่าสามีคงเลิกนิสัยร้ายนั้นได้ เธอกลัวความเลวร้าย
ขาดความเชื่อมั่น รู้สึกผิด บาป อาย ลังเลใจ ไร้ที่พึ่งพา ต้องพึ่งพาการเงินจากสามี รู้สึกว่าลูก ๆ
ต้องการพ่อพร้อมกับปลอบใจตนเองว่า "ไม่เลวร้ายเกินไปนัก"
อาการที่พบจากการใช้กำลังทะเลาะทุบตี ข้อแตกต่างจากอุบัติเหตุ


มีได้ตั้งแต่อาการเล็กน้อย จนถึงแก่ชีวิต พบรอยฟกช้ำตามผิวหนัง แผลฉีกขาด ศีรษะแตก กระดูกหัก
อวัยวะภายในช้ำ อาเจียนเป็นโลหิต แตกต่างกันไปตามแต่ความชำนาญของสามีที่จะซ่อนรอยหลักฐาน เช่น
บริเวณท้องน้อย ขาอ่อน หลังพฤติกรรมของสตรีผุ้เคราะห์ร้ายจะสับสน เลี่ยงการอธิบายเกี่ยวกับ อุบัติเหตุ
ที่เกิดกับเธอ เธอจะนิ่งเงียบ ไม่โวยวาย ทนความเจ็บปวด ไม่บอกความจริง
อับอายการมาพบแพทย์เพียงให้ร่างกายให้พ้นภาวะอันตรายเท่านั้น สตรีส่วนใหญ่มักเก็บตัว
รักษาตัวอยู่ตามลำพังในบ้าน

หากพบว่า มีการกระทำทารุณกรรมทั้งในแม่ และเด็ก หรือ กรณีที่ผู้ถูกทุบตีกำลังตั้งครรภ์
นั่นหมายถึงจะมีแนวโน้มของการกระทำทารุณกรรมในเด็ก (child abuse) ตามมา ซึ่งเป็นความรุนแรง
และเลวร้ายของครอบครัว
บุคลากรในทีมสุขภาพจะช่วยเหลือได้อย่างไร


เป็นที่น่าคิดว่า บุคลากรแพทย์มักไม่ค่อยสนใจถึงสาเหตุที่แท้จริง ตลอดจนความรู้สึกของหญิงเหล่านั้น
เธอมักจะเก็บความเจ็บปวดกาย และชอบช้ำจิตใจคนเดียวภายในบ้าน นอกจากจะเกิดอาการรุนแรงทางกายที่สาหัสจริง
ๆ จึงมารับการรักษา เมื่ออาการทุเลา เธอจะรีบกลับบ้านตามเดิม เพื่อที่จะมิให้เพื่อนผู้ร่วมงาน
หรือญาติสงสัย ในความเลวร้ายในสัมพันธภาพการครอบเรือนของเธอ อย่างไรก็ตามสังคมยังคงเพิกเฉย
เพื่อเคารพต่อความลับของสตรีผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้น ปัญหาการถูกทุบตีในสตรีถูกมองว่าเป็นปัญหาสังคม
ไม่ใช่อาชญากรรม แม้ว่า Case จบลงด้วยการพย่าร้าง ถูกฆ่า ถูกทุบตีจนตาย
หรือถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตายจากการป้องกันตนเอง สิ่งนี้เป็นสัญญาณที่ควรได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมาย
และความเห็นใจจากสังคม

ฉะนั้น ผู้ประกอบวิชาชีพ พึงตื่นตัวต่อคำพูดทำนอง ฉันประสบมรสุมชีวิตมาตลอด
ทุกอย่างมันเลวร้ายสำหรับฉันไปหมด ฯลฯ สิ่งนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการประเมินปัญหา
เพื่อสู่กระบวนการบำบัดรักษาต่อไป
สัมพันธภาพระหว่างบุคคล จุดเริ่มต้นของการบำบัด


ผู้ช่วยเหลือจะต้องสร้างสัมพันธภาพระหว่างตัวผุ้ให้การบำบัดเอง กับสตรีผู้มีเคราะห์ สัมพันธภาพที่ดี
ก่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น ไว้วางใจ ผู้ช่วยเหลือต้องยอมรับว่าสตรีผู้นั้นมีเคราะห์
เข้าใจในความรู้สึกของเธอ แม้ว่าเธอถูกทุบตี แต่เธอยังรักสามีอยู่ อย่าวิพากษ์วิจารณ์สามี
อย่าทึกทักเข้าใจผิดว่าสสตรีเหล่านั้น ชอบให้ถูกทำร้าย (masochism) ซึ่งจะทำให้ขัดต่อพฤติกรรมการดูแล
พยายามสำรวจท่าทีซึ่งให้เธอรู้สึกถึงความไว้วางใจ
การสัมภาษณ์ ประเมินสภาพ


- ผู้ช่วยเหลือต้องจัดบรรยากาศเชิงบำบัด ให้เป็นความลับ เป็นสัดส่วนต้องควบคุมท่าที อารมณ์
ความรู้สึกไม่ให้ตกใจ เสียใจ หรือโกรธ ต่อสถานการณ์นั้น ๆ ดุจเหมือนเราเจอปัญหาด้วยตนเอง แสดงความเห็นใจ
ตั้งใจฟัง สัมผัสด้วยสายตา ใช้คำพูดสุภาพให้เกียรติเธอ และครอบครัว

- ใช้คำถามตรง เกี่ยวกับอุบัติการที่เกิดกับเธอ อย่าใช้คำพูดอ้อ้มค้อม ฟุ่มเฟือย
โอกาสในช่วงนั้นเหมาะต่อการช่วยเหลือ เนื่องจากเธอตื่นตัวต่อปัญหา แพทย์
พยาบาลเป็นผู้เดียวที่สามารถแสดงออกซึ่งความเห็นใจ และปฏิบัติต่ออาการของเธอในขณะนั้น ๆ ได้

- กระตุ้นให้เธอ เล่า ระบายเรื่องราวชีวิตของเธอให้ฟัง หากเธอยังลังเลสับสนในสามี จงอย่าได้วิจารณ์สามี
เพราะเธอจะปกป้องสามีในขณะเดียวกัน ทำให้กระบวนการหาข้อมูลบิดเบือนไป
อาจส่งผลต่อสัมพันธภาพระหว่างตัวเธอ กับผู้บำบัดด้วยไม่แน่ใจว่าจะสามารถให้การช่วยเหลือเธอได้หรือไม่

- การประเมินความพร้อมของสตรีที่จะหนีจากสามี หรือหย่าร้าง
ต้องให้เธอแน่ใจชัดเจนในการวางแผนเกี่ยวกับการหารายได้ แหล่งพักพิง และคำแนะนำทางกฎหมายที่จะให้แก่เธอ
เนื่องจากกระบวนการบำบัดรักษาในสตรีที่ถูกทารุณกรรมจากสามี จะใช้กระบวนการในชุมชนมากกว่าในสถานพยาบาล
และเน้นการให้คำแนะนำทางกฎหมาย ซึ่งจะแตกต่างกับกรณีถูกข่มขืน ซึ่งจะให้การช่วยเหลือในภาวะวิกฤต

- หากเธอต้องการแยกจากสามีจริง ต้องให้เธอทบทวนตัวเอง ทบทวนสามี ความต้องการในอดีต
และปัจจุบันตลอดจนหนทางเลือกอื่น ๆ หากเธอลังเลที่จะหาคำตอบในขณะนั้น
ก็ส่งเสริมให้เธอวางแผนล่วงหน้าปฏิบัติต่อปัญหาของเธอให้ความรู้ในการวางแผนปกป้องเธอยามคับขัน
ตลอดจนสวัสดิภาพความปลอดภัยของลูก ๆ

- พึงระวังแนวโน้มการฆ่าตัวตาย ซึ่งเธออาจใช้เป็นหนทางสุดท้ายในการต่อสู้ปัญหา

- ให้ความรู้เกี่ยวกับแหล่งบริการในชุมชน เช่น แหล่งพักพิงยามฉุกเฉิน ที่ปรึกษาทางกฎหมาย แนะแนว
ฝึกอาชีพ และบริการหางานอาชีพ หากไม่มีแหล่งบริการที่เหมาะสม ผู้ช่วยเหลือก็ควรตื่นตัว เสนอข่าว
ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ให้ชุมชนได้ตระหนักในภัยมืดเหล่านี้

หาก แพทย์ พยาบาล ไม่สามารถปฏิบัติต่อปัญหานี้ได้ ให้ส่งต่อไปยังบุคลากรวิชาชีพอื่น ๆ ที่เหมาะสม
เพื่อปกป้องอันตรายต่อเธอ เธอต้องการคำแนะนำปรึกษาบำบัดจากบุคลากรที่มองเห็นคุณค่า ซึ่งหมายถึง
ชีวิตของสตรีผู้เคราะห์ร้ายและลูก ๆ ของเธอนั่นเอง
บ้านพักฉุกเฉิน เพื่อช่วยเหลือสตรีและเด็ก ผู้มีความเดือนร้อน


บ้านพักฉุกเฉิน 1 6 ถนนสุโขทัย ดุสิต กทม. 10300
โทร. 2415116, 2414170
บ้านพักฉุกเฉิน 2 501-1 หมู่ 3 ถนนเดชะตุงคะ ดอนเมือง กทม. 10210
โทร. 5661774, 5662288

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-24 13:19:32 ] 124.121.9.104 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 340

จิตวิทยาของความรัก
love


Why, such is love's transgression
Griefs of mine own lie heavy in my breast,
Which thou wilt propagate to have it press'd
With more of thine: this love that thou hast shown
Doth add more grief to too much of mine own.
Love is a smoke rais'd with the fume of sighs;
Being purg'd, a fire sparkling in lovers' eyes;
Being vex'd, a sea nourish'd with lovers' tears:
What is it else? a madness most discreet,
A choking gall, and a preserving sweet.

จากบทประพันธ์โรมิโอกับจูเลียต โดย วิลเลี่ยม เชคสเปียร์


Love...AI...หวอ อ้ายหนี่...ลามูร์...หรือคำว่า "รัก"
ในภาษาไทยนั้นเป็นสิ่งที่อยู่คู่โลกเรามาตั้งแต่โบราณกาล ตั้งแต่ยุคที่เป็นต้นกำเนิดของมวลมนุษยชาติ
ก็คาดว่าเป็นยุคที่ความรักได้อุบัติขึ้นมาแล้ว

ต้นกำเนิดของความรัก



เป็นที่สงสัยกันมาช้านานว่า ความรักนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร
ชาวกรีกและโรมัน ในสมัยโบราณ ยกย่องให้ Aphrodite หรือวีนัส ในฐานะของเทพีแห่งความงาม
และเป็นผู้ให้กำเนิดความรัก โดยมี อีรอส หรือคิวปิด บุตรชายเป็นผู้แผลงศรรักแก่มนุษย์ สัตว์ เทพ
แล้วทำให้บุคคลเหล่านั้นรักกัน
ชาวอารยัน ในลุ่มแม่น้ำสินธุ ก็มีความเชื่อคล้าย ๆ กันที่ว่า พระลักษมี เป็นเทพีแห่งความงามและความรัก
โดยมี กามเทพ พระโอรสเป็นผู้มอบความรักเหล่านั้นแด่มวลมนุษย์
ความเชื่อที่คล้ายกันอย่างหนึ่งก็คือ ความรักมักมาคู่กับความงาม ดังนั้น
ความรักก็น่าจะเป็นสิ่งที่สวยงาม
ไม่มีใครทราบอยู่ดีว่าความรักนั้น แท้จริงแล้วมีที่มาอย่างไร แต่ที่แน่ ๆ
มันได้สร้างปัญหาให้กับโลกใบนี้มานานกว่าหมื่นปี


นิยามของความรัก


มีผู้ให้คำนิยามของความรักไว้หลายอย่าง แต่อาจสรุปอย่างกว้างๆ ได้ว่า
ความรักเป็นความรู้สึกพิเศษที่บุคคลมีต่ออีกคนหนึ่ง
Lasswell กล่าวว่า ความรักมีหลายแบบ ในช่วงเวลาที่ต่างกัน ในช่วงต้นของการจีบกัน ชายหญิงจะมีความรักแบบ
โรแมนติก (Romantic Love), เมื่อเวลาผ่านไป ความรักที่มี เหตุผล (Logical - Sensible Love)
ก็จะเกิดขึ้น, และเมื่อใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันนานวันเข้า ความรัก ฉันท์เพื่อน ( Lifelong Friendship)
ก็จะเกิดขึ้นแทนที่
ในช่วงเริ่มจีบกันใหม่ ๆ ชายหญิงจะอยู่ในภาวะที่เรียกว่า "Idealization" คือ
มองอีกฝ่ายหนึ่งเป็นอุดมคติ เห็นแต่คุณสมบัติอัน เลิศเลอ เพอร์เฟค ของคนรักตัวเองโดยไม่เห็นข้อบกพร่องใด
ๆ (ไม่มีใครหล่อ รวย เก่ง ดี เท่าคนที่เรารักอีกแล้ว) บางครั้งจะมองเฉพาะสิ่งที่เขาอยากเห็น
ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเธอ, ต่างฝ่ายพยายามสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นมาเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งพอใจ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความตื่นเต้นจะลดลงและความจริงก็จะชัดเจนขึ้น
จนอาจทำให้ยอมรับข้อบกพร่องของกันได้ยาก แต่หากความรักได้เติบโตและมีวุฒิภาวะที่มากขึ้น
คู่รักก็จะยอมรับข้อบกพร่องของกันได้ เพราะรู้ว่าในโลกนี้ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ
ในหลายคู่ ความรักแบบโรแมนติกไม่ได้พัฒนาไปเป็นความรักที่ maturity จึงเกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง เช่น
เกิดความผิดหวังเสียใจที่เขาหัวล้าน พุงพลุ้ย รสนิยมไม่ดี ไม่หล่อ ไม่เท่ อย่างที่คิด
จนต้องเลิกรากันไปในที่สุด

แง่มุมต่าง ๆ ของความรัก



ความรักเป็นความผูกพันทางอารมณ์ (Emotional Attachment) ที่แสดงใน 3 ด้าน คือ ด้านความรู้สึก ความคิด
และการกระทำ


ความรู้สึก : รู้สึกรัก ชอบ รู้สึกเป็นสุขที่ได้อยู่ใกล้ ทำให้ใจเต้น มองเห็นโลกเป็นสีชมพู...
ความคิด : การมองผู้ที่ตนรักในแง่ดี มองเห็นคุณค่าและความหมายของเขา อยากทำสิ่งที่ดีให้
และอยากให้เขาพบแต่ความสุข
การกระทำ : การปฏิบัติต่อกันอย่างอ่อนโยน การดูแลเอาใจใส่ การสัมผัส กอดจูบ และมีเพศสัมพันธ์

ปัญหาที่พบบ่อย คือ คนจำนวนมากไม่ได้มองความรักในภาพรวม แต่มองเพียงด้านเดียว (ผู้ชายบางคน
ก็อาจจะเคยมีประสบการณ์ที่ว่าพอลืมวันเกิดแฟนแค่ครั้งเดียว ก็เกิดอาการงอน น้อยใจ
หรือร้องห่มร้องไห้ปานโลกจะถล่มทลายว่าเขาไม่รักแล้ว ทั้ง ๆ ที่ความรักก็ยังมีเท่าเดิม ยังพาไปกินข้าว
ดูหนัง รับส่งเหมือนเดิม เพียงแต่ลืมวันเกิดเพราะทำงานหนักไปหน่อยเท่านั้นเอง)
ความรักจะต้องแสดงออกมาทางกระทำด้วย หากสามีพูดว่า ตนรักภรรยามาก
แต่ไม่เคยแสดงน้ำใจหรือช่วยเหลืองานบ้านเลย (กลับมาถึงก็นอนอืดดดด ...ถุงเท้าไปทาง รองเท้าไปทาง
เสื้อกาวน์อีกทาง ตะโกนให้คุณภรรยาสุดที่รักมาเสิร์ฟน้ำต่อด้วยนี่ ต่อให้คุณพี่รักหนูแค่ไหน
หนูก็คงไม่เชื่อแน่ ๆ)
ความรักที่ไม่เคยแสดงออกให้เห็นเลย ไม่เคยบอกรัก ไม่เคยพูดหวาน ไม่เคยเลี้ยงข้าว
(มาถึงก็ให้เราจ่ายเองตลอด) ไม่เคยให้อะไรดี ๆ ในวันวาเลนไทน์
ไม่เคยมอบดอกไม้หรือของขวัญให้....ก็อาจทำให้คู่ของเราไม่มั่นคงได้....และในที่สุดก็ต้องผิดหวัง
อย่างไรก็ตาม มนุษย์บางประเภทอาจมีข้อจำกัดในการแสดงออกซึ่งความรัก เช่น ถูกเลี้ยงดูมาว่า
ไม่ให้บอกรักผู้ชายก่อน...มันไม่ดี อย่าถูกเนื้อต้องตัวกันโดยที่ยังไม่ได้แต่งงาน....มันไม่งาม
ในกรณีนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเข้าใจในข้อจำกัดนั้น

องค์ประกอบของความรัก

มีผู้อธิบายองค์ประกอบของความรักไว้หลายอย่าง
Sternberg (1986) กล่าวว่า ความรักมีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ ความใกล้ชิดผูกพัน (Intimacy)
การอุทิศตัวต่อกัน (Commitment) และอารมณ์รัก (Passion)

องค์ประกอบของความรัก ที่สำคัญ มีดังนี้

การอุทิศตนต่อกัน
ความผูกพัน
ความสนิทสนมอย่างลึกซึ้ง
การมองเห็นคุณค่าและส่วนที่ดีของอีกฝ่ายหนึ่ง
ความอดทน
การให้อภัย
อารมณ์รัก
การอุทิศตนต่อกัน

องค์ประกอบที่สำคัญของความรักคือ การอุทิศตนต่อกัน (Commitment)
ความรักจะคงที่และงอกงามไม่ได้หากปราศจากการอุทิศตนต่อกัน
การอุทิศตนจะช่วยให้ความสัมพันธ์ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง แม้จะมีความทุกข์ ความขัดแย้ง
หรือความผิดหวังเกิดขึ้น
คู่รักที่อุทิศตนต่อกันจะยอมอดทนต่อความยากลำบากที่เกิดขึ้นและช่วยกันแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ดี

การอุทิศตน ประกอบด้วยพฤติกรรมสำคัญ 2 ประการ คือ
1. ความรับผิดชอบ (Responsibility) ชีวิตคู่เป็นความรับผิดชอบของคนสองคน ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง
คู่รักจะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันในการดูแลรักษาชีวิตคู่เอาไว้ นั่นหมายความว่า
ทั้งคู่ต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปด้วยดี และหากความสัมพันธ์มีปัญหา
ทั้งคู่ต้องช่วยกันแก้ไข ไม่ใช่โยนความผิดให้อีกคนหนึ่ง

2. การปกป้องความสัมพันธ์ให้ปลอดภัย (Protectiveness)
ชีวิตคู่เป็นระบบย่อยที่อยู่ในระบบใหญ่แห่งครอบครัว ชุมชน และสังคม ดังนั้นจะมีระบบอื่น ๆ
ที่มากระทบชีวิตคู่ได้เสมอ เช่น ระบบของลูก เครือญาติ ที่ทำงาน ฯลฯ
คู่สมรสหรือคู่รักต้องพยายามรักษาชีวิตคู่ให้ปลอดภัยและมั่นคง โดยการสร้างขอบเขต (Boundary) ที่เหมาะสม
เพื่อไม่ให้ระบบอื่นเข้ามาแทรกแซงความสัมพันธ์ดังกล่าว
การอุทิศตน เป็นภารกิจร่วมกันของทั้งสองฝ่าย
และจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงต่อเมื่อต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่าตนเองมีค่าและเป็นที่รักของอีกฝ่ายหนึ่ง
แต่ละฝ่ายจะต้องเชื่อมั่นในการอุทิศตนและความซื่อสัตย์ของอีกฝ่าย
ทั้งต้องมั่นคงในการอุทิศตนของตนเองด้วย
ระดับของความอุทิศตนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความพึงพอใจในชีวิตสมรส ทำให้ความสัมพันธ์ยืนยาว
และทำให้การบำบัดคู่สมรสประสบความสำเร็จ (Beach และ Broderick 1983)

ความผูกพัน

ความผูกพัน (Attachment หรือ Affective Involvement) หมายถึงระดับความรู้สึกห่วงใยที่บุคคลมีต่อกัน
รวมทั้งความสนใจและการเห็นคุณค่าของกันและกัน
ความผูกพันที่ไม่เหมาะสมในคู่รักอาจเป็นแบบใดแบบหนึ่งดังนี้ (Epstein, Bishop และ Baldwin 1982)
1. ผูกพันจนเหมือนเป็นบุคคลเดียวกัน (Symbiotic Involvement)
เป็นความผูกพันที่แน่นแฟ้นจนทั้งคู่เหมือนเป็นบุคคลเดียวกันและไม่มีขอบเขตส่วนตัวเลย
2. ผูกพันมากเกินไป (Over Involvement) ความผูกพันเป็นไปอย่างปกป้อง หรือจุ้นจ้านมากเกินไป
และอีกฝ่ายหนึ่งมีความเป็นส่วนตัวหรือเป็นตัวของตัวเองน้อยมาก
3. ผูกพันเพื่อตนเอง (Narcissistic Involvement) ความสนใจในอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้เป็นไปอย่างจริงใจ
แต่เป็นไปเพื่อตนเอง (Egocentric) และเพื่อเสริมสร้างคุณค่าให้ตนเอง
4. ผูกพันโดยปราศจากความรู้สึก (Involvement Devoid of Feeling)
คู่สมรสไม่มีความลึกซึ้งทางอารมณ์และความห่วงใยด้วยน้ำใสใจจริง
ความสนใจที่มีต่ออีกฝ่ายหนึ่งเป็นไปเพราะความอยากรู้อยากเห็น อยากควบคุมหรือเป็นไปตามหน้าที่ เช่น
สามีที่มีภรรยาน้อย แต่ต้องมาแสดงความห่วงใยภรรยาหลวงยามเจ็บไข้ เป็นต้น
5. ปราศจากความผูกพัน (Lack of Involvement) คู่สมรสหรือคู่รักไม่มีความสนใจใยดีกันเลย
เป็นแบบต่างคนต่างอยู่ ชีวิตคู่มีความหมายเพียงการมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันเท่านั้น
ความผูกพันที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวนี้ ทำให้คู่สมรสขาดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน
และความรู้สึกที่จะพึ่งพิงกันได้ในยามจำเป็น
นอกจากนี้ยังทำให้ไม่สามารถร่วมมือกันทำภารกิจที่สำคัญให้ลุล่วงไปได้ ตัวอย่างเช่น
สามีภรรยาที่ไม่มีความผูกพันใกล้ชิดกันย่อมไม่สามารถปกครองลูกได้ เป็นต้น
ความผูกพันที่เหมาะสมคือ ความผูกพันอย่างมีความเข้าใจ (Empathic Involvement) นั่นคือ
มีความสนใจและผูกพันต่ออีกฝ่ายหนึ่งอย่างแท้จริง
โดยมีพื้นฐานอยู่บนความเข้าใจในความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่ง
ความผูกพันแบบนี้ทำให้คู่สมรสตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของอีกฝ่ายได้อย่างเหมาะสม
ความผูกพันจะต่างกันในวงจรชีวิตแต่ละระยะ โดยจะสูงสุดในระยะที่เพิ่งรักกันใหม่ ๆ หรือแต่งงาน
และลดลงในระยะที่ลูกเข้าวัยรุ่น หลังจากนั้นจะสูงขึ้นอีกเมื่อลูกโตและแยกจากครอบครัวไป

ความสมดุลระหว่างความผูกพันและความเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญและจะแตกต่างกันไปในแต่ละคู่
สามีภรรยาอาจมีความต้องการแตกต่างกัน เช่น สามีต้องการความเป็นตัวของตัวเองมาก
แต่ภรรยาต้องการความผูกพันมาก ดังนั้น
คู่สมรสหรือคู่รักต้องตระหนักถึงความแตกต่างนี้และพยายามทำให้ความผูกพันที่มีต่อกันเป็นไปอย่างเหมาะสมกั
บความต้องการของแต่ละฝ่าย หากความผูกพันเป็นไปอย่างเหมาะสมก็จะทำให้เกิดปัญหาได้ เช่น
ภรรยาเข้ามาผูกพันใกล้ชิดกับสามีมากเกินไป มาคอยดูแลเอาใจใส่มากจนสามีรู้สึกอึดอัด
สามีก็อาจต้องพยายามหาทางสร้างระยะห่างด้วยวิธีต่างๆ เช่น กลับบ้านค่ำ ทำงานพิเศษ หรือไปมีผู้หญิงคนใหม่
เป็นต้น
ในชีวิตของบุคคลจะมีความผูกพันกับคนหลายคน นอกจากกับคู่ของตนแล้ว ยังมีความผูกพันกับลูก พ่อแม่
ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงอีกด้วย
แต่ต้องระวังไม่ให้ความผูกพันกับบุคคลอื่นในระบบภายนอกนั้นมากเกินว่าความผูกพันที่มีต่อครอบครัวปัจจุบัน
เพราะจะทำให้ครอบครัวปัจจุบันเกิดปัญหาได้
การที่บุคคลมีความผูกพันกับคู่ของตนเองมากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหา เช่น
อาจเกิดการพึ่งพิงอีกฝ่ายหนึ่งมากเกินไป มีความคาดหวังว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเข้าใจตน
มีคำตอบให้ตนทุกอย่าง หรือแก้ไขปัญหาให้ตนได้เสมอ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นไปไม่ได้
ความคาดหวังนี้จะทำให้เกิดความรู้สึกผิดหวัง
และอีกฝ่ายหนึ่งจะเกิดความรู้สึกว่าตนปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ดีพอ
การมีความผูกพันที่เหมาะสมโดยมีความเป็นตัวของตัวเองเพียงพอจะทำให้ทั้งคู่ไม่มีปฏิกิริยาต่อกันมากเกินไป
ทั้งสองฝ่ายจะสื่อสารกัน เปิดเผยความรู้สึกนึกคิดต่อกันได้อย่างอิสระ
และจะสามารถประคับประคองต่อกันได้ดี

ความสนิทสนมอย่างลึกซึ้ง

Intimacy หมายถึง ความรู้สึก ใกล้ชิด เชื่อมโยงผูกพัน และห่วงใยในสวัสดิภาพของอีกฝ่ายหนึ่ง
ต้องการให้อีกฝ่ายหนึ่งมีความสุข มีความเข้าใจกัน แบ่งปันซึ่งกันและกัน พูดคุยกันอย่างใกล้ชิด
ให้การประคับประคองทางอารมณ์แก่กัน เห็นแก่คุณค่าของกันและไว้วางใจซึ่งกันและกัน
Intimacy เป็นสิ่งสำคัญยิ่งในชีวิตสมรส เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ทั้งคู่อดทนและฝ่าฟันอุปสรรคไปได้

Intimacy มีองค์ประกอบดังต่อไปนี้

ความผูกพัน ห่วงใยเอาใจใส่อีกฝ่ายหนึ่งด้วย เอาใจใส่ในสวัสดิภาพ ความเป็นอยู่
และความรู้สึกซึ่งกันและกัน ดูแลต่อกันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เป็นที่พึ่งพิงของกันได้ในยามลำบาก

การใช้เวลาร่วมกัน

การเข้าใจในความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้ต่างยกโทษให้กันได้และร่วมมือกันแก้ปัญหา
แทนที่จะโกรธหรือทะเลาะกัน
.....ต้องอาศัยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการเปิดเผยความรู้สึกนึกคิดต่อกันอย่างอิสระ

การร่วมรับรู้ในความสุข คู่รักต้องสามารถให้ความสุขกับอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร การมีความสนุกสนานร่วมกัน
แบ่งปันความสุขและความรู้สึกดี ๆ ให้กัน

การร่วมรับรู้ในความทุกข์ ความรู้สึกเชิงลบหลายอย่าง เช่น ความโกรธ เศร้าเสียใจ ขมขื่น เจ็บปวด
รู้สึกผิด ฯลฯ

การร่วมรับรู้ในความรู้สึกเชิงลบของอีกฝ่ายหนึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปด้วยดี
มีความรักใคร่ผูกพันกัน และเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น
Intimacy จะเป็นไปได้ดีด้วยปัจจัยต่อไปนี้
1. ความใกล้และความห่างที่เหมาะสม ความใกล้ชิดทางกายภาพ (Physical Closeness) จะเป็นสิ่งสำคัญในการสร้าง
Intimacy ใกล้กันพอที่จะรู้สึกถึงความรักใคร่ผูกพัน และห่างกันพอที่จะมีความเป็นตัวของตัวเอง
2. ความสมดุลในอำนาจ อำนาจที่เท่าเทียมกันจะทำให้เกิด Intimacy อย่างแท้จริง
ผู้ชายมักเคยชินกับสถานภาพที่มีอำนาจมากกว่าผู้หญิง ดังนั้นถ้ามีภรรยาที่ดุเกินไป ก็จะไม่สามารถมี
Intimacy ที่แท้จริงกับภรรยาได้....อาจทำให้เกิดการคบชู้หรือมีภรรยาน้อยตามมา
3. การสื่อสารและการแก้ไขความขัดแย้ง จะทำให้ไม่มีกำแพงกั้นระหว่างคู่รัก

การมองเห็นคุณค่าและส่วนที่ดีของอีกฝ่ายหนึ่ง

คู่รักจะต้องมองเห็นคุณค่า ความหมาย และสิ่งดีในกันและกัน
ซึ่งการมองเห็นคุณค่าและส่วนดีของอีกฝ่ายหนึ่งอาจทำได้โดย

แสดงความขอบคุณในสิ่งดีที่อีกฝ่ายหนึ่งทำให้

การแสดงออกซึ่งความรัก เช่นการสัมผัส การโอบกอด รวมทั้งคำพูดว่า "ผมรักคุณ"
ความอดทน
ความอดทนเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงวุฒิภาวะ (Maturity)
ความรักที่เติบโตถึงวุฒิภาวะจะต้องมีความอดทนและความหนักแน่น ความอดทนจะทำให้คู่รักจัดการกับความขัดแย้ง
ความผิดหวัง และความขมขื่นได้อย่างเหมาะสม ความอดทนจะทำให้คู่รักโต้ตอบกันช้าลง
ใช้เวลาใคร่ครวญก่อนว่าปฏิกิริยาที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร และหาวิธีแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความอดทนจะต้องประกอบด้วยความรักและการให้อภัย ไม่ใช่อดทนแบบเก็บกดความโกรธไว้
ความอดทนแบบแรกจะนำมาซึ่งความสงบใจ แต่แบบหลังจะนำมาซึ่งความรุ่มร้อนใจ ความโกรธและการพยายามแก้แค้น



การให้อภัย

ในความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันอาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ ฝ่ายหนึ่งอาจทำให้อีกฝ่ายหนึ่งโกรธ เสียใจ
และรู้สึกเจ็บปวดได้บ่อย ๆ หากไม่มีการให้อภัยซึ่งกันและกัน
ก็จะเกิดความขมขื่นที่ฝังลึกและกัดกร่อนความสัมพันธ์ให้พังทลายลงได้
และฝ่ายที่เจ็บปวดต้องทำความเข้าใจเหตุผลและข้อจำกัดของฝ่ายแรก
พร้อมที่จะให้อภัยและให้โอกาสฝ่ายแรกในการเริ่มต้นใหม่
การยกโทษและคืนดีกัน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น

อารมณ์รัก

อารมณ์รัก (Passion) คือ ความปรารถนา ที่ดึงดูดหญิงชายเข้าหากัน
อารมณ์รักแสดงออกมาในรูปของความรู้สึกโรแมนติก ความต้องการใกล้ชิดด้านกายภาพ กอด จูบ จับมือ
รวมทั้งการมีเพศสัมพันธ์
ในระยะเริ่มต้น อารมณ์รักมักจะรุนแรงมาก และจะค่อยลดความรุนแรงลงเรื่อย ๆ
(อย่างที่พ่อบ้านบางคนบอกว่าน้ำพริกถ้วยเก่า จืดจาง ต้องออกไปหาอารมณ์รักกับสาวน้อยหน้าใหม่ ใสปิ๊ง)
สำหรับผู้ชาย การแสดงออกซึ่งความรักจะเกี่ยวข้องกับความต้องการทางเพศเป็นอย่างมาก แต่ผู้หญิงมักถือว่า
การแสดงออกซึ่งความรักและความห่วงใยนั้นมีความสำคัญกว่าการมีเพศสัมพันธ์

Physiology of love

ได้มีการศึกษาถึงโครงสร้างการทำงานของสมองและสารเคมีในร่างกายในขณะที่กำลังมีความรัก อยู่หลายชิ้น
Bartels A, Zeki S. ทำการวิจัยใน subject 17 คนซึ่งกำลังตกอยู่ในห้วงรัก
โดยให้คนเหล่านั้นเข้าเครื่องตรวจ MRI scan พร้อมกับดูรูปถ่ายคนรักของตัวเอง
ก่อนที่จะนำมาเปรียบเทียบกับผลตรวจเมื่อคนเหล่านั้นดูรูปถ่ายของเพื่อนสนิท 3
คนที่มีเพศเดียวกันกับคู่รักของตนตลอดจนมีอายุและระยะเวลาที่รู้จักกันมาพอ ๆ กับคู่รักด้วย
ผลการศึกษาพบว่ามีการทำงานมากขึ้นของ foci ใน medial insula และ anterior cingulate cortex รวมทั้ง
caudate nucleus และ putamen ทั้ง 2 ข้าง ในขณะที่ posterior cingulate gyrus และ amygdala ตลอดจน
right-lateralized in the prefrontal, parietal และ middle temporal cortices
มีการทำงานที่ลดลงอย่างชัดเจน
ซึ่งตำแหน่งที่พบเหล่านี้ต่างออกไปจากที่พบในการศึกษาของอารมณ์ความรู้สึกอื่น ๆ
จึงอาจสรุปได้ว่าการทำงานของอารมณ์รัก เกิดขึ้นที่สมองส่วนใดส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ
Marazziti D, Akiskal HS, Rossi A, Cassano GB. ได้ทำการศึกษาใน subject 20 คน ซึ่งเพิ่งตกหลุมรักในช่วง
6 เดือน เปรียบเทียบกับคนไข้ Obsessive Compulsive Disorder (OCD) ที่ไม่ได้รับการรักษา 20 คน และ
control อีก 20 คน โดยนำมาตรวจวัดระดับ 5-HT transporter บริเวณ Platelet membrane ด้วยวิธี 3H-Par
(3H-paroxetine) ผลการศึกษาพบว่า 3H-Par binding sites ในคนที่กำลังมีความรักและคนไข้ OCD
มีปริมาณต่ำกว่า control อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า คนที่กำลังอยู่ในห้วงของความรัก (early
romantic phase of a love relationship) นั้นมีความหนาแน่นของ platelet 5-HT transporter
ที่ลดลงกว่าคนปกติ เช่นเดียวกันกับคนไข้ OCD (นั่นอาจเป็นคำอธิบายที่ว่า
เหตุใดคนมีความรักจึงชอบคิดซ้ำซากวกไปวนมาถึงคนรัก ไม่ต่างจากคนไข้ OCD)
Porges SW. กล่าวว่า วิวัฒนาการของ Autonomic Nervous System ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชั้นสูง
ทำให้เกิดกระบวนการต่างๆทางอารมณ์ เช่น การเกี้ยวพาราสี, sexual arousal และความผูกพัน เชื่อว่า
ระบบประสาทอัตโนมัติที่เกี่ยวข้องกับความรัก ส่วนที่ 1 ได้แก่ Unmyelinated vagus nerve
ซึ่งช่วยในการย่อยอาหารและทำให้เกิดพฤติกรรม "อยู่เฉยๆ" (immobilized system) ส่วนที่ 2
ได้แก่ Sympathetic nervous system ซึ่งจะเป็นตัวเพิ่ม metabolic output และ inhibit visceral vagus
ทำให้เกิดพฤติกรรม "หนี" หรือ "ต่อสู้" (fight or flight) ส่วนที่ 3 ได้แก่
Myelinated vagus ซึ่งทำหน้าที่ควบคุม cardiac output โดยมีส่วนเชื่อมต่อกับ Cranial nerve
ที่ทำหน้าที่ควบคุมการแสดงออกของสีหน้าและการสนทนา
มีทฤษฎี Polyvagal Theory กล่าวถึงการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับความรัก ซึ่งมี 2 ขั้นตอน
ได้แก่การเกี้ยวพาราสี และการดำรงความสัมพันธ์
โดยการเกี้ยวพาราสีจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางสังคมและ Myelinated vagus ส่วนการดำรงความสัมพันธ์
จะมีความเกี่ยวข้องกับ Unmyelinated vagus ซึ่งทำหน้าที่ใน immobilized system และทำให้เกิดความรู้สึก
"ปลอดภัย" หรือ "เชื่อใจ" ทฤษฎีดังกล่าวเชื่อว่า Vagus nerve มีการสื่อสารกับ
hypothalamus ผ่านทาง oxytocin และ vasopressin ทำให้เกิด sexual arousal และความสัมพันธ์อันยืนนาน

Love and Affection

ความรักคือรูปแบบหนึ่งของอารมณ์ ใครบางคนได้เคยกล่าวไว้ว่า ความรัก คือ อารมณ์ที่สร้างปัญหาให้กับมนุษย์
ความรักเป็นอารมณ์ขั้นพื้นฐานของมนุษย์ อันประกอบไปด้วยหลายขั้นและหลายองค์ประกอบที่ซับซ้อน ซึ่งได้แก่
Companionate และ Romantic Love
Romantic Love
เป็นรูปแบบความรักที่มีความสอดคล้องกับวัฒนธรรมมาแต่โบราณโดยมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย
Romantic Love มีส่วนเกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้น
ความต้องการทางกายและสัญชาติญาณในการสืบเผ่าพันธุ์ จึงเป็นรากฐานของ Romantic Love
Love โดยทั่วไปหมายถึงความสัมพันธ์ในสังคม (social relationship) มากกว่าขบวนการหรือสภาวะทางอารมณ์
(Emotional process or state) เมื่อเรากล่าวว่าคนสองคนเป็นคู่รักกัน
เราจะหมายถึงความสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่มั่นคง ซึ่งอาจจะเป็นความรู้สึก "รัก"
ภายใต้ภาวะที่เหมาะสม แต่ไม่จำเป็นว่าความรู้สึกนั้นจะต้องคงที่
ในความรักที่แท้จริง อาจจะมีความรู้สึกหลาย ๆ แบบปะปนกัน ตั้งแต่ ความหวัง ความหลงใหล ความโกรธ
การวางเฉย ความเบื่อ ความรู้สึกผิด ความทุกข์ ขึ้นอยู่กับรูปแบบของปฏิสัมพันธ์กันระหว่างคู่รัก
ในช่วงเวลาต่างๆ ความสัมพันธ์อาจเปลี่ยนจาก Romantic Love ไปเป็น Companionate Love หรือจาก
Companionate Love ไปเป็น Romantic Love ก็ได้
Sternberg (1987) กล่าวว่า ความรัก มีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ ความผูกพัน (Intimacy) ความหลงใหล (Passion)
และข้อผูกมัด (Decision Making)

องค์ประกอบดังกล่าวเปรียบเสมือนมุมทั้งสามของรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า อันเป็นตัวกำหนดรูปแบบของความรัก 8
ชนิด ได้แก่
1. เฉย (nonlove) เป็นความรู้สึกของคนทั่วไปในสังคมที่ไม่รู้จักกันมาก่อน
2. ชอบ (Liking) หมายถึง ความรู้สึกใกล้ชิดผูกพัน ต่ออีกบุคคลหนึ่ง แต่ปราศจากความหลงใหล หรือข้อผูกมัด
3. รักแรกพบ (Infatuated Love) เกี่ยวข้องกับความรู้สึกหลงใหล แต่ปราศจากความผูกพันหรือข้อผูกมัด
4. หมดรัก (Empty Love) เกิดจากการตัดสินใจผูกมัดที่ปราศจากความผูกพัน และความหลงใหล
พบได้ในคู่รักที่คบกันมาสักระยะจนความรู้สึกถูกใจในรูปร่างหน้าตาเริ่มหมดไป
5. รักโรแมนติก (Romantic Love) ประกอบด้วยความหลงใหล ผูกพัน โดยปราศจากข้อผูกมัด
6. Fatuous Love เป็นความรักที่มีข้อผูกมัด และความรู้สึกหลงใหล แต่ปราศจากความผูกพัน
7. Consummate Love เป็นความรักที่มีองค์ประกอบครบทั้งสามด้าน คือทั้งความหลงใหล ข้อผูกมัด
และความใกล้ชิดผูกพัน

Freud กล่าวว่า ความรัก ทำให้ได้มาซึ่งพลังอำนาจ และความรุนแรง
ฟรอยด์คิดว่าประสบการณ์และความรู้สึกจากวัยเด็ก จะมีผลต่อความสัมพันธ์ และความเข้าใจในความสัมพันธ์อื่น
ๆ ในชีวิต
นอกจากนั้นแล้ว ยังมีอิทธิพลต่อการเลือกบุคคลที่ตนจะมีความสัมพันธ์ด้วย (object choice)
ดังที่ฟรอยด์ได้เคยอธิบายว่าการเลือกบุคคลที่จะมีความสัมพันธ์ด้วยอาจจะเป็นแบบ anaclitic
ซึ่งเป็นการเลือกเพราะบุคคลที่ตนเลือกนั้นกระตุ้นให้ระลึกถึงบุคคลที่มีความสำคัญในอดีต หรือการเลือกแบบ
narcissistic โดยการเลือกบุคคลที่มีลักษณะบางอย่างเหมือนตนเอง โดยที่ทั้งสองแบบนั้นอาจเป็นแบบบวก
(positive way) คือเลือกคนที่เหมือนบุคคลในอดีตหรือเหมือนตน แบบลบ (negative way)
คือเลือกคนที่ตรงกันข้ามกับบุคคลในอดีตหรือตนเอง และแบบอุดมคติ (ideal way)
คือบุคคลที่ตนเลือกนั้นเป็นเหมือนดังที่ตนเองอยากให้บุคคลในอดีตหรือตนเองเป็น

ความรักในทางพระพุทธศาสนา

ท่านได้จำแนกเรื่องความรักไว้เป็นสองประเภท คือ
1. ความรักที่เกิดจาก กามฉันทะ คือ ความเร่าร้อน ความกระหาย ที่อยากจะได้ในสิ่งที่ตนพึงปรารถนา
หากได้ตามใจปรารถนาแล้ว ผู้นั้นก็จะมีความชื่นชมยินดี มีความสุขทั้งกาย และใจ
ถ้าต้องประสบกับความผิดหวัง จิตของผู้นั้นจะมีแต่ความโทมนัส เศร้าโศกเสียใจ
บังเกิดเป็นความทุกข์กายติดตามมา กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ร่างกายซูบซีดเศร้าหมอง เบื่อโลก เบื่อชีวิต
เบื่องานเบื่อการ มีอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย ขาดสติสัมปชัญญะ
หาทางเบียดเบียนคู่ต่อสู้ด้วยวิธีการและรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นการผิดศีล หากยังไม่สมปรารถนาอีก
บางคนก็อาจจะคิดสั้นก่ออกุศลกรรม สร้างทุกข์โทษให้แก่ตัวเอง คือ การอัตวินิบาตกรรม และหรือ
แก่ผู้อื่นด้วยวิธีการอื่นๆ เท่าที่อกุศลเจตนาจะพาไป

2. ความรักที่เกิดจาก เมตตา ซึ่งมีอยู่ในจิตวิญญาณของมนุษย์โดยทั่วถ้วนหน้า โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา
ชนชั้น วัย เวลา สถานที่ และสามารถแผ่กระจายไปได้ทุกหนทุกแห่งอย่างไม่มีขอบเขต
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับจิตวิญญาณของมนุษย์ตั้งแต่ต้น
ยกเว้นผู้ที่มีความพิการทางสมองซึ่งไม่สามารถกระตุ้นจิตวิญญาณให้เกิดอารมณ์ในลักษณะ นี้ขึ้นได้
นิยามของความรัก ที่เทียบธรรมในทางพุทธที่ใกล้เคียงที่สุดคือ พรหมวิหาร 4 (พรหม = ที่พึ่ง, วิหาร =
เครื่องอยู่) = ธรรมของความเป็นที่พึ่งพาได้คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
- เมตตา คือ ความรัก,ความปรารถนาให้เขามีความสุข, แผ่ไมตรีจิตคิดจะให้สัตว์ทั้งปวงเป็นสุขทั่วหน้า (ข้อ
1 ในพรหมวิหาร 4, ข้อ 2 ในอารักขกรรมฐาน 4)
- กรุณา คือ ความสงสารคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์,ความหวั่นใจ เมื่อเห็นผู้อื่นมีทุกข์
คิดหาทางช่วยเหลือปลดเปลื้องทุกข์ของเขา
- มุทิตา คือ ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี,เห็นผู้อื่นอยู่ดีมีสุข ก็แช่มชื่นเบิกบานใจด้วย
เห็นเขาประสบความสำเร็จเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ก็พลอยยินดีบันเทิงใจ
พร้อมที่จะส่งเสริมสนับสนุนไม่กีดกันริษยา
- อุเบกขา คือ ความวางใจเป็นกลางไม่เอนเอียงด้วยชอบหรือชัง, ความวางใจเฉยได้ ไม่ยินดียินร้าย
เมื่อใช้ปัญญาพิจารณาเห็นผลอันเกิดขึ้นโดยสมควรแก่เหตุ และรู้ว่าพึงปฏิบัติต่อไปตามธรรม
หรือตามควรแก่เหตุนั้น (ข้อ 4 ในพรหมวิหาร4, ข้อ 7 ในโพชฌงค์ 7, ข้อ 10 ในบารมี 10, ข้อ 9
ในวิปัสสนูปกิเลส 10)

เมื่อนิยามความรักแล้ว คำบรรยายความรักในทางโลกสำหรับผู้ยังมีกิเลส (กิเลส สิ่งที่ทำใจให้เศร้าหมอง,
ความชั่วที่แฝงอยู่ในความรู้สึกนึกคิด ทำให้จิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์)
ยังไม่ใช่ความรักที่บริสุทธิ์ตามพรหมวิหารธรรมล้วน ๆ ยังเจือปนไปด้วยอุปกิเลส (คือโทษเครื่องเศร้าหมอง,
สิ่งที่ทำจิตใจให้เศร้าหมองขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก
ความสุขจากการกระทำกรรมดีร่วมกันมาจะส่งผลก่อน ดึงคนสองคนเข้ามาหากัน
และหลังจากนั้นกรรมไม่ดีจะเริ่มแสดงตัวที่ทำให้เกิดความทุกข์ระหว่างกัน ทะเลาะกัน
ความรักทุกชนิดของปุถุชน จะเจือปนด้วยกิเลสได้เสมอแม้แต่การรักลูก ตราบที่ยังมีลูกของเรา (ต้องดี
ต้องเก่ง ต้องเยี่ยม ต้องสวย ต้องหล่อกว่าคนอื่น)
จนความรักกลายเป็นการผลักดันลูกให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้โดยอ้างความรัก
ความ รักของปุถุชนหนุ่มสาวที่ยังมีกิเลส มีกามราคะ (ความพึงใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส)
เริ่มจากตาเห็นรูป แล้วจิตที่ยังมีอวิชชา มีความหลงครอบงำ เริ่มปรุงแต่งว่า เมื่อรูปข้างนอกสวย
จิตใจข้างในต้องดีด้วยเป็นแน่ (คิดเอา คาดเอาเอง)
จึงพยายามสร้างปัจจัยทุกทางเพื่อให้ได้ครอบครองเพื่อเสพสิ่งที่ตน (คิดเอาเอง) ว่าดีนั้น
เริ่มจากการเสพรูป (ผ่านทางตา) เสพรส (ผ่านทางปากหรือลิ้น) เสพกลิ่น (ผ่านทางจมูกโดยการดมกลิ่น)
เสพเสียง (ผ่านทางหู) สัมผัส (ผ่านทางกายโดยการจับมือถือแขน ลูบไล้ กอดรัด รวมถึงการร่วมประเวณี)
นี่เป็นการบรรยายในมุมของการเสพ คือมองจากภายนอก
ถ้าจะบรรยายจากมุมมองของสติและสัมปชัญญะที่เห็นภาพรวมจากภายในจิตออกไปภายนอกนั้น ต้องเริ่มจาก
จิตที่มีอวิชชา - ความไม่รู้บังไม่ให้เห็นว่าจิตกำลังหลง เริ่มจากมีสิ่งกระทบ (ผัสสะ) มากระทบกับอายตนะ
(เครื่องดึงดูดให้จิตส่งออกนอก มีตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) ไม่ว่าจะเป็นรูปกระทบตา เสียงกระทบหู
กลิ่นน้ำหอมหรือกลิ่นกายกระทบจมูก ได้ชิมรสต่าง ๆ (ในกรณีของอาหาร) ทางลิ้น ได้สัมผัสทางกาย
(กายของเพศตรงข้าม หมอน เบาะหรือที่นอนนุ่มๆ ตลอดจนการปรุงแต่งของสังขารขันธ์หรือใจ ที่ทำการ amplify
จนความยึดมั่นในคนหรือวัตถุที่จิตไปเกาะยึดอยู่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ)
ส่งให้จิตปรุงแต่งหาวิธีครอบครองคนหรือจิตหรือวัตถุนั้น ๆ จนเกิดเป็นมโนกรรม วจีกรรม ตลอดจนกายกรรมต่อไป
และถ้าบุคคลไม่มีศีลแล้ว ก็สามารถกระทำการที่ละเมิดบุคคลอื่นจนเกิดเป็นกรรมไม่ดีขึ้นมาได้ต่อไป
ความรักจะเป็นพิษ เมื่อบุคคลยึดกับวัตถุสิ่งของหรือบุคคลอื่นมากจนขาดสติและสัมปชัญญะ
ไม่ได้สำรวจตรวจสอบตนเองจนไปละเมิดบุคคลอื่น
เริ่มจาก ปาณาติบาต (การตัดชีวิตสัตว์อื่นให้สิ้นไป) อทินนาทาน
(ถือเอาของที่เจ้าของไม่ได้มอบให้มาเป็นของตน) กาเมสุมิจฉาจาร (ความประพฤติผิดในกามทั้งหลาย ผิดประเวณี
คือไปแย่งของรัก ละเมิดคู่รักผู้อื่น) มุสาวาทา (พูดไม่จริงที่ทำให้เกิดความเคยชินกับการผิดศีล
ทำให้ลดความรู้สึกผิดเวลาผิดศีลลงไปเรื่อย ๆ) หรือ สุราเมรัย (ดื่มสุราเกินพอดีจนทำให้ขาดสติ)

When love beckons to you, follow him,
Though his ways are hard and steep.
And when his wings enfold you, yield to him,
Though the sword hidden among his pinions may wound you,
And when he speaks to you believe in him.
Though his voice may shatter your dreams as the North Wind lays waste the garden.
For even as love crowns you so shall he harm you.
Even as he is for your growth so is he for your pruning.
Even as he ascends to your height and caresses your tenderest branches that quiver in the sun,
So shall he descend to your roots and shake them in their clinging to the earth.
Like sheaves of corn he gathers you unto himself.
He threshes you to make you naked.
He sifts you to free you from your husks.
He grinds you to whiteness.
He kneads you until you are pliant:
And then he assigns you to his sacred fire.
All these things shall love do unto you that you may know the secrets of your heart, and in that
knowledge become a fragrant of Life's heart.
Love gives naught but itself and takes naught but from itself.
Love possesses not nor would it be possessed;
For love is sufficient unto love.

จากหนังสือปรัชญาชีวิต โดย คาริล ยิบราห์น

โดย พญ.มณฑิรา พรศาลนุวัฒน์ จิตแพทย์

References

ศาสตราจารย์ พญ.อุมาพร ตรังคสมบัติ(2545). จิตวิทยาชีวิตคู่ และ การบำบัดคู่สมรส (The Psychology of
Marriage and Marital Therapy). กรุงเทพมหานคร: ศูนย์วิจัยและบำบัดครอบครัว: 9-19.

ชมรมพุทธศิลปศึกษาและประเพณี. สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่. สารครอบครัวชาวพุทธ. เชียงใหม่:
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

Jonathan Gathorne-Hardy (1981). Love Sex Marriage and Divorce. Great Britain: 104, 180, 217-225.

Richard S. Lazarus(1991). Emotion and Adaptation. New York: Oxford, 274-280.

Bartels A, Zeki S(2000). The neural basis of romantic love. Neuroreport 27;11(17):3829-34. Wellcome
Department of Cognitive Neurology, University College London, UK.

Marazziti D., Akiskal H. S., Rossi A., Cassano G. B(1999). Alteration of the platelet serotonin
transporter in romantic love. Psychol Med 1999 May;29(3):741-53. Dipartmento di Psichiatria,
Neurobiologia, Farmacologia e Biotecnologie, University of Pisa, Italy.

Komisaruk BR, Whipple B.(199. Love as sensory stimulation: physiological consequences of its
deprivation and expression. Psychoneuroendocrinology 1998 Nov;23(:927-44. Department of
Psychology, Rutgers, State University of New Jersey, Newark 07102, USA.

Porges SW.(199. Love: an emergent property of the mammalian autonomic nervous system.
Psychoneuroendocrinology 1998 Nov;23(:837-61. Institute for Child Study, University of Maryland,
College Park 20742-1131, USA.

Carter CS(199. Neuroendocrine perspectives on social attachment and love. Psychoneuroendocrinology
1998 Nov;23(:779-818. Department of Biology, University of Maryland, College Park 20742, USA.

Crews Dz(199. The evolutionary antecedents to love. Psychoneuroendocrinology 1998
Nov;23(:751-64. Institute of Reproductive Biology, University of Texas at Austin 78712, USA.

Lynch JJ.(199. Decoding the language of the heart: developing a physiology of inclusion. : Integr
Physiol Behav Sci 1998 Apr-Jun;33(2):130-6. The Life Care Foundation, Towson, Maryland 21204, USA.


โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-24 13:20:36 ] 124.121.9.104 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 341

โรคกลัวในที่แคบเป็นอย่างไร
anciety เครียด โรคจิต mental psychology psychiatry

จัดอยู่ในกลุ่มโรควิตกกังวลอย่างหนึ่ง ผู้ป่วยจะมีอาการกลัว วิตกกังวลอย่างมากเมื่ออยู่ในที่เเคบ
โดยทั่วไปนอกจากจะกลัวที่แคบแล้ว ผู้ป่วยมักจะมีอาการกลัวสถานการณ์อื่นด้วย เช่น
กลัวการอยู่ในที่ไม่คุ้นเคย ,กลัวจะไม่มีคนช่วยเหลือได้ทันเมื่อตนเองมีอาการไม่สบาย ทั้งทั้งที่
จริงๆก็ไม่ได้เป็นอะไรมากมาย

การรักษา สามารถรักษาได้ด้วยการกินยาเเละการทําพฤติกรรมบำบัด

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-24 13:20:57 ] 124.121.9.104 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 342

วิธีช่วยเหลือผู้ที่มีเพื่อน,ญาติ หรือ คนสนิทเสียชีวิตใหม่ๆ
psychistry , post traumatic stress , medbible




เมื่อคนที่สนิท หรือ ญาติ เสียชีวิต แน่นอน ทุกคนย่อมต้อง เสียใจมากเป็นธรรมดา บางรายถึงกับ ไม่ทานข้าว
หรือ อยากตายไปพร้อมกัน
เมื่อเราเจอ ผู้ที่มีปัญหานี้เราควรช่วยเหลือ หรือ ปลอบเขาอย่างไร

อันดับแรก เราควรยอมรับและเข้าใจปฏิกิริยาและความรู้สึกของเขาที่เกิดขึ้น


หลังจากเพื่อนเสียชีวิตว่าเป็นไปตามธรรมชาติซึ่งมีลักษณะดังนี้

shock ในระยะนี้จะตกใจไม่สามารถใช้ความคิดไตร่ตรองได้อย่างมีเหตุผล
เพราะฉะนั้นระยะนี้ผู้ช่วยเหลือเพียงแต่ดูแลใกล้ชิด
ยังไม่ต้องแนะนำหรืออธิบายอะไรกันมากเพราะเขายังไม่พร้อม

ปฏิเสธ บางรายจะปฏิเสธว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่เป็นความจริง ผู้ดูแลเพียงแต่ยืนยันสั้นๆ
ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไรไม่จำเป็นต้องถกเถียงหรือคาดคั้นให้เขารับความจริง

โกรธ บางรายจะโทษสิ่งต่างๆ ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เพื่อนเสียชีวิต
เพราะฉะนั้นให้เข้าใจความรู้สึกของเขารับฟัง ไม่โต้เถียงโดยการใช้อารมณ์ ค่อยๆ อธิบายด้วยความสงบ

ซึมเศร้า มักจะเกิดในระยะหลังๆ อาจจะกลับมาโทษตัวเองว่ามีส่วนทำให้เพื่อนเสียชีวิต
ควรช่วยเหลือโดยการให้เขาเปลี่ยนมุมมองใหม่ที่ถูกต้อง บางรายซึมเศร้าเพราะเสียเพื่อนไป
การที่เพื่อนหรือญาติคนอื่นๆ เข้ามาดูแลให้กำลังใจผู้ป่วยจะช่วยบรรเทาอาการโศกเศร้าไปได้บ้าง
การชักชวนให้เขากลับมาสนใจในกิจกรรมในเรื่องปัจจุบันจะช่วยเบี่ยงเบนความหมกมุ่น กับเรื่องในอดีตน้อยลง

ยอมรับความจริง ปรับตัวได้และใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต เป็นระยะสุดท้ายที่ทุกคน ควรจะผ่านมาสู่ระยะนี้ได้
อย่างไรก็ตามระยะต่างๆ อาจเกิดขึ้นกลับไปกลับมา และไม่เรียงตามลำดับตามทฤษฎีก็ได้
ขอให้ผู้ดูแลเอาใจใส่และดูแลไปตามขั้นตอน

การใช้ยาคลายความวิตกกังวลอาจช่วยได้บ้างในรายที่มีอาการรุนแรงในระยะต้น

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-24 13:21:21 ] 124.121.9.104 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 343


โรค มือเท้าปาก hand foot mouth disease


advertisement
โรคมือ เท้าปาก หรือ hand foot mouth disease เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็ก และเด็กอ่อน อาการเฉพาะคือ มีไข้
ปากมือเท้าเป็นผื่น กินได้น้อย แต่ที่เราสนใจคือ
ส่วนหนึ่งของมันเป็นรคระบาดและบางครั้งมีผลข้างเคียงถึงแก่ชีวิตได้ เรามาดูรายละเอียดของโรคนี้กันดู


โรคมือ เท้า ปาก ไม่ใช่โรคเดียวกับโรค foot mouth ที่เกิดในวัวควาย

อาการ



อาการจะเริ่มจาก มีไข้สูง อาจจะถึง 38-39 ในเด็กในวัยเรียนหรือวัยก่อนเรียน เจ็บคอ มีความรู้สึกป่วย
ไม่หิว เบื่ออาหาร เพลีย ปวดเมื่อย ประมาณ 2 วัน หลังจากนั้น เด็กจะมีอาการของ



ตุ่มหรือแผลเล็กๆ ประมาณ 5-10 ตุ่มที่บริเวณข้างนอกรอบๆปาก หรือข้างในปาก
ตุ่มจะเจ็บและเด็กจะกินไม่ได้เพราะเจ็บ
ตุ่มแดงเล็กๆ หรือแตกเป็นตุ่มน้ำพอง ที่มือ และเท้า บางทีที่ก้น ในเด็กบางคนมีแค่ผื่น
หรือบางคนแตกออกเป็นแผลพุพอง มักจะมีอาการพวกนี้ราว 7-10วันก็จะหายไปเอง ลักษณะตุ่มคือ
มักเป็นมากที่มือ โดยเฉพาะหลังมือ ข้างๆนิ้ว ซอกนิ้ว น้อยรายจะเป็นที่ฝ่ามือ
เช่นเดียวกับเท้า มักเป็นหลังเท้าและซอกนิ้วมากกว่าฝ่าเท้า
เด็กส่วนใหญ่เมื่อผื่นหาย ก็จะหายจากอาการ และส่วนใหญ่ มักไม่ต้องการการรักษาพิเศษใดๆ



โรคมือเท้าปาก เกิดจากอะไร

เกิดจากเชื้อไวรัส ในกลุ่ม enterovirus เอนเทอโรไวรัส ที่พบบ่อยที่สุดคือ coxsackievirus a16 บางที
เกิดจากเชื้อ enterovirus 71

โรคนี้เป็นโรคที่ร้ายแรงหรือ

คำตอบคือ ส่วนใหญ่ ไม่ และเกือบทั้งหมดของคนไข้หายเองภายใน 7-10วันโดยอาจไม่จำเป็นต้องรักษา
ส่วนน้อยของการติดเชื้อจาก ไวรัส ค๊อกแซคกี้ อาจมีภาวะที่เรียกว่า เยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบไม่มีเชื้อ
หรือ aseptic meningitis ได้ ซึ่งจะมีอาการ คอตึง แข็ง ปวดหัว อาเจียน ปวดหลัง อาจต้องรักษาใน
รพ.ด้วยการเจาะหลังเพื่อระบายน้ำไขสันหลังและลดความดันในสมอง

ส่วนหนึ่งของการติดเชื้อจาก เอนเทอโรไวรัส 71 มีผลข้างเคียงที่รุนแรงเช่น อาการอัมพาตคล้าย ๆ โปลิโอ
และสมองอักเสบ เอนเซฟาลิติสencephalitis ซึ่งอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ดังที่มีใน มาเลเซียเมื่อ 1997
ใต้หวันใน 1998 และเพิ่งมีในไทยเมื่อไม่นานมานี้

การติดต่อ

เกิดจากการสัมผัสใกล้ชิด เช่นจากน้ำลาย อุจจาระและสารคัดหลั่งของคนไข้ โรคนี้ติดกันง่ายในช่วง 1
สัปดาห์ของการมีผื่น ไม่ติดต่อผ่านทางสัตว์

ระยะฟักตัว

3-7 วันหลังรับเชื้อจึงจะมีอาการ

โรคนี้มีความเสี่ยงในหญิงตั้งครรภ์หรือไม่

เสี่ยงเช่นกัน ถ้าไปสัมผัสเชื้อในเด็กที่มีเชื้อ แต่มักไม่รุนแรง เด็กที่คลอดในระหว่างที่แม่มีเชื้อ
ก็อาจติดแต่ไม่รุนแรง

การวินิจฉัยและรักษา

ไม่มีการรักษาที่เฉพาะ เป็นการรักษาตามอาการ แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ และรักษาอาการเช่น ไข้ ผื่น
ให้ยาทาป้องกันแบคทีเรียแทรกซ้อน

การระบาดและการป้องกัน

การระบาด มักในโรงเรียนหรือสถานเลี้ยงเด็ก มักเกิดในช่วงฤดูร้อน และใบไม้ร่วง




โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-25 12:00:16 ] 124.121.4.25 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 344

prediabetes ภาวะเสี่ยงก่อนเป็นเบาหวาน รู้ไว้ตรวจสอบตนเอง
Posted on พฤหัสบดี 14 ก.ย. 06 @ 00:00

advertisement
"แม่ไปตรวจร่างกายมา หมอบอกว่าน้ำตาลสูง เสี่ยงต่อเบาหวาน" คุณคงเคยได้ยินและสงสัยว่า
มันคืออะไร และเสี่ยงไหม เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเบาหวาน ข้อมูลจาก เมโยคลินิค สหรัฐอเมริกา
สำหรับผู้เสี่ยงต่อเบาหวาน


ในภาวะ prediabetes นี้ คือยังไม่เป็นเบาหวานมีระดับน้ำตาลที่ยังสูงไม่ถึงขั้นเบาหวาน แต่สูงกว่าปกติ
จากข้อมูลระบาดวิทยา พบว่า มีผู้ใหญ่ชายถึง 1 ใน 10 คน หรือ หญิง 1 ใน 25 คน ในอาย 12-19 ปี
อยู่ในภาวะนี้ ซึ่งพบว่ามากพอดู แต่ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนในคนไทยครับ

ภาวะ prediabetes ซึ่งตอนนี้ขอเรียกว่า ระดับน้ำตาลสูงกว่าปกติ นั้น ไม่จำเป็นต้องกลายไปเป็นเบาหวาน
โดยเฉพาะ ถ้าคุณรู้วิธีในการปฏิบัติตน จะช่วยให้ดับน้ำตาลกลับสู่ปกติได้ แต่ถ้าไม่รู้ตนเอง
จะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานสูงกว่าปกติ และเสี่ยงต่อการมีโรคแทรกซ้อนเท่าๆเบาหวาน

การวินิจฉัย

ส่วนใหญ่คนไข้จะทราบว่าตนเองเป็น prediabetes หรือน้ำตาลสูงกว่าปกติ
ก็เมื่อไปตรวจร่างกายและพบโดยบังเอิญ เช่น การตรวจก่อนผ่าตัด แต่ ตามเกณฑ์ของ สมาคมแพทย์เบาหวานอเมริกัน
แนะนำให้คุณตรวจเลือดหาน้ำตาลในเลือดเมื่ออายุมากกว่า 45 ปีไปเลย ไม่ต้องรอให้ไปพบโดยบังเอิญ
การตรวจมีสองแบบ ที่จะวินิจฉัยภาวะนี้คือ ตรวจน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารตอนเช้า หรือ FPG (fasting plasma
glucose) หรือ ตรวจโดยการดูระดับน้ำตาลหลังจากทดสอบกินน้ำตาลกลูโคส GT(glucose tolerance test)

ระดับ น้ำตาลขณะอดอาหารของคนปกติจะอยู่ในช่วง 70-100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถ้า อยู่ในช่วง 101-125
ก็จะอยู่ในภาวะ สูงกว่าปกติ prediabetesแบบ IFG หรือ impaired fasting glucose ถ้าสูงกว่า 126
ก็จะเป็นเบาหวาน

การทดสอบโดยการกินน้ำตาลหรือ GT ให้กินน้ำตาล 75 กรัมและวัดระดับน้ำตาลในสองชม. ถ้าสูงในช่วง 140-199
มิลลิกรัม/ดล. ถือว่าอยู่ในระดับสูงกว่าปกติ prediabetes

อาการและอาการแสดง

ภาวะน้ำตาลชนิดนี้ ไม่มีอาการ แต่ให้คุณมองหาอาการที่แสดงว่าคุณเป็นเบาหวานแบบจริงๆ คือ

กระหายน้ำบ่อย
ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะกลางคืน
หิวบ่อย
นน.ขึ้น
เลีย
ตามัว
แผลหายช้า
มือเท้าชา
เหงือกอักเสบบ่อยๆ
ติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ หรืออวัยวะสืบพันธ์บ่อยๆ
สาเหตุ

ไม่ทราบแน่ชัด แต่ปัจจัยหลักก็คือ ร่างกายตอบสนองต่อระดับน้ำตาลในเลือดที่ขึ้น ช้ากว่าปกติ
เช่นมีการตอบสนองต่ออินสุลินต่ำกว่าปกติ(ภาวะดื้ออินสุลิน) โดยเฉพาะ คนที่นน.เกิน อ้วนลงพุง
และออกกำลังกายน้อย (ซึ่งปัจจุบัน คนไทยเป็นเยอะขึ้นจนต้องออกมารณรงค์ในเรื่องนี้กัน ดังจะกล่าวต่อไป)

ปัจจัยเสี่ยง

ประวัติครอบครัว ถ้ามีญาติสายตรง เป็นเบาหวานชนิดที่ 2
นน.ตัว ถ้ามาก แสดงถึงไขมันที่มาก และ ส่งผลให้เกิดภาวะดื้ออินสุลิน
ออกกำลังกายน้อย
อายุที่สูงขึ้น
เชื้อชาติ เช่น ผิวสี จะมีความเสี่ยงมากกว่าผิวขาว
การเคยมีภาวะน้ำตาลสูงขณะตั้งครรภ์ เป็นปัจจัยเสี่ยงอันหนึ่ง
มีบุตรที่มีนน.ตัวสูง จากสถิติ พบว่า หญิงที่มีบุตรแรกคลอด นน.ตัวสูงกว่า 9 ปอนด์
เสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้
การดูแลตนเอง

แค่ลดนน.ตัวลงมา 5% ก็สามารถทำให้ระดับน้ำตาลดีขึ้นมาก
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
พบแพทย์ เพื่อตรวจน้ำตาล และเมื่อจำเป็น รับประทานยา
รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะและประกอบไปด้วยไขมันและคาร์โบฮัยเดรทที่ไม่สูงเกินไป

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-25 12:00:54 ] 124.121.4.25 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 345

แพทย์เตือนเด็กเป็นหวัด ไม่ควรใช้ยา!!


--------------------------------------------------------------------------------





แพทย์เตือนพ่อแม่ ให้ใส่ใจเด็กในช่วงอากาศเปลี่ยน แนะไม่ควรกินยา หรือใช้ยาปฏิชีวนะ ยาระงับการไอ
เพราะจะทำให้เด็กแพ้ยา และเป็นอันตรายได้ ชี้กว่าร้อยละ 90 อาการหวัด จะหายได้เอง


พ.ญ.ประมวญ สุนากร อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลเด็ก กล่าวว่า โรคหวัดเป็นโรคที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยเฉพาะเด็กๆ ที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ มักจะเป็นหวัดปีละ 3-6 ครั้ง หรือบางคนเกือบทุกเดือน
เพราะเชื้อหวัดมีหลายชนิด และติดต่อง่าย


"การป้องกันไม่ให้เด็กเป็นหวัดเลยในช่วงนี้ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ควรจะป้องกัน
ให้เป็นน้อยลง โดยหลีกเลี่ยงหรือไม่ให้เด็กสัมผัสกับผู้ที่เป็นหวัด" พ.ญ.ประมวลกล่าว และว่า
สาเหตุของโรคหวัด เกิดจากเชื้อไวรัสหลายชนิด ไม่มียาใดฆ่าเชื้อหวัดได้ การใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น
ยาแก้อักเสบ ยาฆ่าเชื้อ ยาต้านจุลชีพ อาจเกิดการแพ้ และยังไม่ทำให้หวัดหายเร็ว นอกจากนี้
ยังอาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้


พ.ญ.ประมวล กล่าวอีกว่า การรักษามากกว่าร้อยละ 90 ของเด็กที่เป็นโรคหวัด จะหายได้เอง โดยไม่ต้องกินยา
และไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ เพียงแค่ดื่มน้ำมากๆ กินอาหารตามปกติ คอยดูแลอาการแทรกซ้อน
โดยเฉพาะการดูแลเรื่องการหายใจ ถ้าเป็นหวัดแต่หายใจเร็วกว่าปกติ มีอาการหอบ หายใจต้องออกแรงมาก
และหายใจมีเสียงดังผิดปกติ ซึ่งควรจะไปปรึกษาแพทย์ เพราะอาการหายใจผิดปกตินี้ไม่ใช่โรคหวัดธรรมดา
อาจจะเป็นโรคปอดบวมนอกจากนี้ หากเด็กมีไข้สูงเกิน 3 วัน อาการจะต้องดีขึ้น แต่ถ้าอาการมากขึ้น เช่น
ไข้ยังสูงขึ้น ไอรุนแรง ปวดหู เจ็บคอ รวมกับอาการซึม ไม่กินนม ไม่กินน้ำ หรืออาเจียนมาก ควรปรึกษาแพทย์
เพราะอาจเป็นโรคอื่นๆ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้ออกผื่นได้


พ.ญ.ประมวล กล่าวอีกว่า การใช้ยาสำหรับไข้หวัดนั้น ควรใช้ยาบรรเทาอาการที่น่ารำคาญ เท่านั้น
แต่ถ้าตัวร้อนมาก เช่น วัดไข้เกิน 39 องศาเซลเซียส อาจให้กินยาลดไข้ เป็นครั้งคราว ได้ทุก 4-6 ชั่วโมง
แต่ไม่ควรให้กินยาติดต่อกันหลายวัน เพราะอาจเกิดพิษได้ ยาลดไข้นี้ ควรใช้เพียง 1-2 วันแรกเท่านั้น
ทั้งนี้ หากน้ำมูกไหล คัดจมูก จะเป็นมากใน 2-3 วันแรก บางรายอาจมีน้ำมูกไหล ร่วมกับอาการไอ ต่อไปอีก 1-2
อาทิตย์ ซึ่งการปฏิบัตินั้นควรเช็ด หรือดูดออกเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะเวลาก่อนอาหาร
เพราะเด็กจะไม่ยอมกินอาหาร นอกจากนี้ ถ้าคัดจมูกมาก หรือมีน้ำมูกแห้งกรัง ให้หยอดน้ำเกลือข้างละ 1-2 หยด
เป็นครั้งคราว


พ.ญ.ประมวญ กล่าวอีกว่า อาการไอเป็นปฏิกิริยาที่ร่างกายขับเอาเสมหะออก ไม่ควรใช้ ยาระงับไอ
ควรให้กินน้ำบ่อยๆ น้ำอุ่นยิ่งดี การกินน้ำมากๆ จะช่วยให้เสมหะเหลว และไอออกง่ายขึ้น เป็นวิธีที่ปลอดภัย
และได้ผลดีที่สุด ในรายที่ไอมาก อาจให้กินน้ำผึ้งผสมมะนาว แทนยา รสเปรี้ยวจากมะนาวจะทำให้น้ำลายมาก
เสมหะใสออกง่ายขึ้น



โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-26 20:42:52 ] 124.121.10.173 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 346

ภาวะชักจากไข้สูงครับ


ภาวะชักเมื่อเด็กมีไข้สูง เป็นปัญหาที่พบบ่อยที่ผู้ปกครองมีความกังวลว่าจะชักซ้ำอีกหรือไม่
สติปัญญาจะปกติหรือไม่ จะหายหรือไม่ ถ้ามีลูกคนต่อไปจะชักอีกหรือเปล่า ถ้ากินยาจะต้องกินนานเท่าไร


เด็กชักเพราะไข้ได้ประมาณ 3-5% ของประชากรเด็ก จะพบในอายุระหว่าง 3 เดือน ถึง 5 ปี แต่จะพบบ่อยอายุ 6
เดือนถึง 3 ปี โดยพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง คิดเป็นอัตราส่วน 1.2-1.4 : 1 ส่วนของการชัก
ในภาวะนี้มักจะชักทั้งตัว ชักระยะสั้นๆ หยุดได้เอง ไม่มีปัญหาทางสติปัญญา หรือทางการพัฒนาการ


สาเหตุของไข้ที่ทำให้เกิดชักได้แก่ การติดเชื้อของทางเดินหายใจ นอกจากนี้มีการอักเสบของหูส่วนกลาง
ไข้ออกผื่น การติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะและระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น


เมื่อเด็กมีไข้และชักควรปฏิบัติอย่างไร


ภาวะชักจากไข้มีพยากรณ์โรคที่ดีไม่ทำให้สติปัญญาถดถอยหรือมีการทำลายของเนื้อสมองอย่างถาวร
ดังนั้นไม่ต้องตกใจควรปฏิบัติดังต่อไปนี้



1. ป้องกันการอุดตันของเสมหะโดยจับเด็กนอนหงายหันศีรษะไปข้างใดข้างหนึ่งหรือนอนตะแคงศีรษะต่ำเล็กน้อย
ดูดเสมหะเพื่อให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวก

2. ห้ามใช้สิ่งของเพื่องัดฟัน เช่น ด้ามช้อนหรือนิ้ว
จะทำให้เกิดอันตรายต่อเด็กและยังจะทำให้ผู้พยาบาลเด็กได้รับบาดเจ็บไปด้วย

3. คลายเสื้อผ้าออกเพื่อสะดวกต่อการปฐมพยาบาล

4. เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำก๊อกเพื่อคลายความร้อน

5. ไม่พยายามเขย่าหรือตีเด็ก

6. ถ้าชักเกิน 10 นาทีหรือชักซ้ำ ขณะที่ยังไม่ฟื้นเป็นปกติ ต้องรีบนำเด็กส่งโรงพยาบาลพบแพทย์
เพื่อหาสาเหตุและการรักษาที่ถูกต้อง



Febrile Convulsion


Febrile Convulsion คือ
การชักที่เกิดขึ้นเมื่อมีไข้โดยสาเหตุของไข้ต้องไม่ใช่การติดเชื้อของระบบประสาทส่วนกลางและต้องไม่มีประว
ัติการชักโดยไม่มีไข้มาก่อนหรือ Electrolyte imbalance เป็นต้น


ส่วนใหญ่การชักมักชักแบบชักทั้งตัว Generalized tonic-clonic เป็นช่วงสั้นๆ
ไม่กี่นาทีและหยุดชักได้เองเรียก Simple febrile convulsion ในเด็กที่มีความผิดปกติทางระบบประสาท
หรือพัฒนาการผิดปกติมาก่อน อาการชักขณะที่ไข้มักรุนแรงกว่า นานกว่า บ่อยครั้งกว่า หรือชักเกิน 2 ครั้งใน
24 ชั่วโมง หรือมีลักษณะการชักเฉพาะที่เรียก Complex Febrile Convulsion


ปัจจัยเสี่ยงต่อการชักซ้ำ


ปัญหาที่สำคัญของภาวะชักเพราะไข้คือ การชักซ้ำพบได้ประมาณ 30% อย่างน้อย 1 ครั้ง ร้อยละ 9 ชักซ้ำ 3
ครั้ง หรือมากกว่า ร้อยละ 75 ของการชักซ้ำเกิดขึ้นภายใน 1 ปี หลังการชักครั้งแรก ร้อยละ 90 เกิดภายใน 2
ปี ได้มีการศึกษามากมายถึงปัจจัยเสี่ยงเพื่อเป็นข้อบ่งชี้ถึงการเกิดชักซ้ำในคนไข้แต่ละคนพบว่า
การชักเพราะไข้



1. ชักครั้งแรกเมื่ออายุน้อย (น้อยกว่า 1 ปี) เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่มีโอกาสเกิดชักซ้ำได้
ถึงร้อยละ 50 ขณะที่กลุ่มที่ชักครั้งแรกอายุเกิน 4 ปี มีโอกาสเกิดชักซ้ำเพียงร้อยละ 10-15

2. ประวัติการมี Febrile Convulsion ในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบิดามารดา
จะมีอัตราชักมากกว่าผู้ที่ไม่มีประวัติไข้ชัก

3. ชักนานเกิน 15 นาที

4. ระยะเวลาของไข้ก่อนชัก ถ้าชักครั้งแรกเกิดใน 1 ชั่วโมง
มีอัตราเสี่ยงต่อการชักซ้ำได้มากกว่าผู้ที่มีไข้เกิน 1 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 24
ชั่วโมงซึ่งอัตราการชักซ้ำน้อยลง

5. อุณหภูมิก่อนชัก ถ้าอุณหภูมิต่ำเมื่อชักครั้งแรกอัตราการเสี่ยงของการชักจะสูง

6. ลักษณะการชัก ถ้าเป็น focal อัตราเสี่ยงชักซ้ำได้มาก



ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมชัก


โอกาสเกิดโรคลมชักภายหลังการมี Febrile Convulsion น้อยกว่าร้อยละ 5 ของประชากรทั่วไป
อัตราเสี่ยงการเกิดโรคลมชักจะพบมากในกลุ่มที่มี



1. ลักษณะการชักแบบ Complex Febrile Convulsion

2. มีความผิดปกติทางระบบประสาทและพัฒนาการอยู่แล้วก่อนมีการชักจากไข้

3. มีประวัติชักโดยไม่มีไข้ (Afebrile Convulsion) ในครอบครัว การมีปัจจัยอันใดอันหนึ่งในสามปัจจัยนี้
มีความเสี่ยงน้อยมากในการทำให้เกิดโรคลมชักปัจจัย 2 ใน 3
ขึ้นไปจะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมชักในภายหลังร้อยละ 10 โดยร้อยละ 75 จะเกิดโรคลมชักภายใน 3 ปี
ตั้งแต่มีชักเพราะไข้ครั้งแรก



พันธุกรรมมีบทบาทกับ F.C.หรือไม่ ?


จากรายงานต่างๆ เป็นจำนวนมากพบว่า เด็กที่ชักเพราะไข้ถึงประมาณร้อยละ 10 ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า
มีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ลักษณะใดและมีผลทำให้เกิดอาการชักเมื่อมีไข้อย่างไร มีแต่
ข้อสันนิษฐานว่าน่าจะถ่ายทอดแบบ multifactorial และผลจากพันธุกรรมนี้ทำให้ threshold ต่อการชักลดลง


F.C.มีผลต่อความฉลาดของเด็กหรือไม่ ?


มีรายงานมากมายที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้และพบว่าไม่เคยมีเด็กที่ตายหรือพิการอย่างถาวรจาก F.C.
เด็กเหล่านี้มีสติปัญญาพฤติกรรมเท่าเทียมกับเด็กอื่นๆ


การวินิจฉัย


การวินิจฉัยว่าเด็กเป็นไข้และชักจะต้องไม่ใช่สาเหตุจากการติดเชื้อในสมอง (CNS infection)
หรือความผิดปกติของสารเกลือแร่ (Electrolyte Imbalance) ดังนั้นการซักประวัติ
การตรวจร่างกายและการตรวจพิเศษ
คือการเจาะน้ำไขสันหลังจึงเป็นสิ่งจำเป็นในผู้ป่วยที่มีไข้และชักครั้งแรกหรือทุกครั้งในเด็กเล็ก
ถึงแม้เคยมีประวัติว่ามีไข้และชัก จำเป็นต้องแยกสาเหตุจากการติดเชื้อในสมองส่วนกลางเสมอ การทำ EEG
ไม่จำเป็นในผู้ป่วยทุกคนและไม่ช่วยในการวินิจฉัยภาวะจากไข้


การรักษา



1. ขณะกำลังชัก ก่อนอื่นรีบดูแลระบบทางเดินหายใจและรีบดำเนินการให้คนไข้หยุดชัก ยาที่ใช้คือ Diazepam
0.2-0.4 mg/kg ฉีดเข้าเส้นไม่เกิน 1 มก./นาที ให้ซ้ำได้ทุก 15 นาทีไม่เกิน 3 ครั้ง
หากยังมีอาการชักเกิดขึ้นให้ long acting phenobarbital คือ Gardinal sodium 10 mg/kg/dose
และรับไว้รักษาในโรงพยาบาลต่อไป


2. การป้องกันการชักซ้ำ จากการศึกษาพบว่า
ภาวะชักจากไข้มีการพยากรณ์โรคที่ดีและระดับภูมิปัญญาของผู้ป่วยไม่เปลี่ยนแปลง
ไม่พบผลเสียหรือมีการทำลายเนื้อสมองอย่างถาวร


ถึงแม้การชักจากไข้ไม่ใช่เป็นปัญหาที่รุนแรงแต่เป็นสิ่งที่น่ากลัวและตกใจสำหรับบิดามารดา
แพทย์ที่ดูแลต้องให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะที่ถูกต้อง
รวมทั้งให้คำแนะนำในการดูแลผู้ป่วยอย่างเหมาะสมได้แก่ การปฐมพยาบาลเมื่อมีการชักเกิดขึ้น
ป้องกันอันตรายจากการสำลัก การลดไข้ด้วยการเช็ดตัวและการให้ยาทางทวารหนักที่ถูกต้อง
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการชักนาน
การให้ยาป้องกันการชักซ้ำควรพิจารณาโดยรวมจากการเสี่ยงต่อการชักซ้ำและผลเสียจากการชักซ้ำ
ซึ่งอาจจะมีไม่มากนักรวมทั้งผลข้างเคียงของยาและความวิตกกังวลของบิดามารดา


ดังนั้น การที่จะให้ยาต้องให้โอกาสญาติในการตัดสินใจหลังจากได้รับคำอธิบาย ที่ถูกต้องจากแพทย์แล้ว


3. การใช้ยา มี 2 ลักษณะ


3.1 การป้องกันเวลามีไข้ให้ diazepam 1 mg/kg แบ่งให้ทุก 6 ชั่วโมง หรือ 0.3 mg/kg/dose ทุก 8 ชั่วโมง
ต้องแนะนำผลข้างเคียงให้ผู้ปกครองทราบ ได้แก่ ง่วงนอน อ่อนเพลียให้ยาจนไข้ลดแล้ว 1-2 วัน


3.2 การรักษาและป้องกันการชักขณะมีไข้ สำหรับบ้านเราขอให้พิจารณาเป็นรายๆ ตามความเหมาะสม





3.2.1 การให้ยาเฉพาะเมื่อมีไข้ (Intermittent prophylaxis) ด้วย diazepam ขนาด 1 mg/kg/day แบ่งให้ทุก 6
ชั่วโมง หรือ 0.3 mg/kg/dose แบ่งให้ทุก 8 ชั่วโมง เฉพาะเวลามีไข้ให้ใน simple F.C +complex F.C
ที่ไม่มีประวัติโรคลมชัก + ประวัติความผิดปกติทางระบบประสาท +
พัฒนาการมาก่อนบิดามารดาในครอบครัวหรือผู้ดูแล เด็กรู้เรื่องและเข้าใจการดูแลเด็กได้ดี


ข้อปฏิบัติเพื่อป้องกันชักเมื่อเด็กมีไข้

1. ให้ยากันชักเมื่อเริ่มมีไข้ทุก 6 หรือ 8 ชั่วโมง

2. ให้ยาลดไข้ เมื่อเริ่มมีไข้ทุก 4-6 ชั่วโมง

3. เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น


3.2.2 Continuous prophylaxis ในคนไข้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการกลายเป็นโรคลมชัก คือ ชักบ่อย ชักนานเกิน
15 นาที มีประวัติชักโดยไม่มีไข้ในครอบครัว และมีการพัฒนาที่ผิดปกติก่อนชัก หรือชักเฉพาะที่
ยาที่นิยมใช้คือ

- Phenobarbital 4-5 mg/kg/day หรือ

- Sodium Valproate 10-20 mg/kg/day

ควรทานยาติดต่อกันอย่างน้อย 2 ปี หลังจากชักครั้งสุดท้าย



ส่วนใหญ่เด็กที่ชักจากไข้ครั้งแรกส่วนใหญ่ไม่ต้องให้ยาป้องกันชักซ้ำ
ถ้าแพทย์ได้อธิบายให้ผู้ปกครองเข้าใจถึงข้อเท็จจริงและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับภาวะนี้
ในบางกรณีที่ผู้ปกครองกังวลมากอาจเลือกใช้ยาป้องกันเมื่อเด็กมีไข้เท่านั้น
ในเด็กซึ่งบิดามารดาหรือญาติดูแลอย่างใกล้ชิดที่จะทราบอาการเจ็บป่วยซึ่งจะให้ยาได้ทันท่วงที
ส่วนในเด็กที่ไม่มีผู้ดูแลใกล้ชิดควรให้ยาป้องกันตลอดเวลาจะเหมาะสมกว่า


สำหรับในประเทศของเรา
มีกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและไม่มีเวลาดูแลผู้ป่วยควรให้ยาต่อเนื่องแพทย์ควรพิจารณาตามความเหมาะสม

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-26 20:43:53 ] 124.121.10.173 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 347

วัณโรค


วัณโรค เป็นโรคติดเชื้อมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ที่ทำลายชีวิตมนุษย์มากที่สุดโรคหนึ่ง
และได้ระบาดไปทั่วโลก


ในช่วงที่ค้นพบยารักษาวัณโรคใหม่ๆ ปัญหาวัณโรคได้ลดลงและทำท่าเหมือนจะถูกกำจัดให้หมดสิ้นไปได้
แต่ในทศวรรษที่ผ่านมานี้วัณโรคกลับแพร่ระบาดมากขึ้นทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ
ตลอดจนประเทศที่กำลังพัฒนาทั่วโลก


โดยสถิติที่รวบรวมโดยองค์การอนามัยโลกตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 และทบทวนใหม่เมื่อ พ.ศ.2541 พบว่า
ประชากรโลกถึงหนึ่งในสามหรือประมาณ 1,900 ล้านคนติดเชื้อวัณโรค มีผู้ป่วยวัณโรคใหม่อุบัติขึ้น 7-8
ล้านคนและเสียชีวิตร่วม 2-3 ล้านคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าการระบาดในอดีต
เนื่องจากการระบาดของโรคเอดส์ทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อวัณโรคได้ง่ายและวัณโรคยังคงเป็นสาเหตุการตายของประชาก
รมากกว่าโรคติดเชื้ออื่นๆ ทั้งสิ้น


ร้อยละ 95 ของประชากรที่ตายนี้อยู่ในประเทศกำลังพัฒนาและสองในสามของผู้ป่วยอยู่ในทวีปเอเชีย
ยิ่งกว่านี้ในปี พ.ศ.2535 ยังมีรายงานการระบาดของวัณโรคที่เชื้อดื้อต่อยาหลายขนานในสหรัฐอเมริกา
จนองค์การอนามัยโลกต้องประกาศเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2536 ว่าวัณโรคเป็นปัญหาฉุกเฉินระดับโลกแล้ว


สำหรับในประเทศไทยวัณโรคยังคงติดอยู่ในสาเหตุการตาย 10 อันดับแรกของประชากร
การตรวจหาผู้ป่วยและการรักษาครอบคลุมผู้ป่วยได้ประมาณ 75,000-100,000 รายต่อปี และยังมีปัญหาว่า
สามารถรักษาจนครบถ้วนและรักษาหายเพียงร้อยละ 50-60 เท่านั้น


นอกจากนี้ยังเริ่มมีปัญหาเชื้อวัณโรคดื้อยาหลายขนาน ซึ่งจากการสำรวจเฉลี่ยทั่วประเทศพบร้อยละ 2.53
เมื่อปี 2531-2541 แต่สูงขึ้นในท้องที่ที่มีการระบาดของการติดเชื้อเอดส์สูง เช่น
จังหวัดเชียงรายและกรุงเทพฯ และเนื่องจากประเทศไทยยังคงมีการระบาดของเอดส์สูงมาก


จำนวนผู้ป่วยวัณโรคก็มีแนวโน้มสูงมากขึ้นเช่นกัน โดยจะมากที่สุดในภาคเหนือตอนบนตามด้วยภาคกลาง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญต่อวัณโรค
โดยต้องเน้นหนักและปรับปรุงการวินิจฉัยและการรักษาวัณโรค
ซึ่งเป็นวิธีการหลักที่สำคัญที่สุดในการควบคุมวัณโรคเพราะวัคซีนบีจีซีนั้นมีผลเพียงป้องกันวัณโรคชนิดร้า
ยแรงได้ในเด็ก
แต่ไม่ป้องกันโรคในผู้ใหญ่และเกือบไม่มีผลในการลดแหล่งแพร่เชื้อวัณโรคซึ่งอยู่ในผู้ใหญ่เป็นส่วนใหญ่


สาเหตุของวัณโรคคือเชื้อ Mycobacterium tuberculosis ซึ่งพบได้จำนวนมากในโพรงแผลของผู้ป่วย
วัณโรคแพร่สู่บุคคลข้างเคียงได้โดยเชื้อวัณโรคติดไปกับละอองฝอยซึ่งเกิดจากการไอของผู้ป่วย
ฝอยละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนจะแขวนลอยอยู่ในอากาศและอาจถูกสูดหายใจเข้าไปสู่หลอดลมส่วนปลาย
ฝอยละอองขนาดใหญ่มักตกลงสู่พื้นดิน เชื้อวัณโรคในละอองฝอยถูกทำลายได้ด้วยแสงแดดหรือแสงอุลตร้าไวโอเลต


การแพร่เชื้อมักเกิดในช่วงก่อนที่ผู้ป่วยจะได้รับยารักษาวัณโรคภายหลังการรักษาไปแล้ว 2-3 สัปดาห์
อาการไอของผู้ป่วยและจำนวนเชื้อจะลดลงทำให้การแพร่เชื้อของผู้ป่วยวัณโรคลดลงด้วย
จึงควรแยกผู้ป่วยวัณโรคในระยะแพร่เชื้อไว้ในห้องแยกอย่างน้อย 2 สัปดาห์แรกของการรักษา


อาการที่น่าสงสัยว่าเป็นวัณโรคปอดได้แก่ อาการไอเรื้อรัง โดยเฉพาะหากไอนานเกิน 3 สัปดาห์หรือไอเป็นเลือด
สำหรับอาการอื่นๆ เช่น อาการเหนื่อยอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
เหงื่อออกตอนกลางคืนหรือเจ็บหน้าอกอาจเป็นอาการของวัณโรคได้
แต่มีความเฉพาะเจาะจงน้อยกว่าอาการไอเป็นเลือด


ผู้ที่ X-ray ปอดแล้วสงสัยว่าเป็นวัณโรคควรได้รับการตรวจเสมหะร่วมด้วย เพราะเงาผิดปกติบน X-ray
อาจจะเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งเกิดจากการติดเชื้ออื่นๆ
การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นวัณโรคปอดจึงควรตรวจเสมหะเพื่อหาเชื้อวัณโรคด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงการวินิจฉ
ัยผิดพลาด


การตรวจเสมหะเพื่อหาเชื้อวัณโรคควรตรวจ 3 ครั้ง
วิธีเก็บเสมหะมีความสำคัญมากต้องเก็บเสมหะที่ไอจากส่วนลึกของหลอดลมจริงๆ ไม่ใช่น้ำลายมาให้ตรวจ
เสมหะที่เก็บได้ควรส่งห้องปฏิบัติการตรวจโดยไม่ชักช้า ถ้าเก็บไว้ควรเก็บไว้ในตู้เย็น 4 องศาเซลเซียส
แต่ไม่ควรเก็บนานเกิน 1 สัปดาห์


การเพาะเชื้อวัณโรคและการทดสอบความไวของเชื้อดื้อต่อยาควรทำการเพาะเชื้อในรายที่อยู่ในโรงพยาบาลที่สามาร
ถจะทำการเพาะเชื้อได้หรือไในรายที่สงสัยว่าจะเป็นวัณโรคแต่เสมหะไม่พบเชื้อจึงต้องมีการยืนยันการวินิจฉัย



การส่งเสมหะเพาะเชื้อวัณโรคและทดสอบความไวของเชื้อต่อต้านวัณโรคก่อนการรักษาจะต้องทำ
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงที่จะมีเชื้อวัณโรคดื้อยาในกรณีต่อไปนี้

ผู้ป่วยที่มีประวัติการรักษาไม่สม่ำเสมอ

ผู้ป่วยที่รักษาหายแล้วกลับเป็นซ้ำ

ผู้ป่วยที่มีการรักษาล้มเหลว

ผู้ป่วยที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยที่ดื้อยาหรือมีประวัติวัณโรคดื้อยาในครอบครัว

ผู้ป่วยที่ติดยาเสพติด


การรักษาวัณโรคปอดในอดีตยังไม่มียารักษาวัณโรค จนกระทั่ง พ.ศ.2487
ได้รายงานการใช้ยาสเตร็พโตมัยซินรักษาวัณโรคได้ผลดี ต่อมาก็พบยาที่ใช้รักษาวัณโรคมากขึ้นเรื่อยๆ


ในปัจจุบันมียาที่มีประสิทธิผลดีที่สุดที่จะรักษาผู้ป่วยวัณโรคให้หายได้เกือบ 100%
ถ้าผู้ป่วยได้รับยาสม่ำเสมอครบถ้วน
แต่ปรากฏว่ายังมีปัญหาใหญ่ที่เป็นอุปสรรคมิให้การรักษาสัมฤทธิ์ผลดังกล่าวคือ
มีผู้ป่วยขาดการรักษาจำนวนมาก ซึ่งอาจมีได้ถึงกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยที่รับบริการการรักษา
การขาดยาดังกลทาวนอกจากจะทำให้การรักษาล้มเหลวแล้ว ยังก่อให้เกิดการดื้อต่อยาของเชื้อวัณโรคมากขึ้น
จนไม่อาจรักษาให้หายได้ และอาจแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ด้วย


ดังนั้น หากมีผู้ป่วยในบ้านเป็นวัณโรค สมาชิกในครอบครัวจะต้องช่วยกันดูแลให้ผู้ป่วย
ได้รับการรักษาโดยครบถ้วนและป้องกันการดื้อยาของเชื้อวัณโรค


ขอย้ำว่าปัจจุบันมียารักษาวัณโรคที่มีประสิทธิภาพดีสามารถรักษาโรคให้หายขาดได้
แต่การรักษาจะได้ผลดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับการใช้ยาอย่างถูกต้องและการที่ผู้ป่วยได้กินยาดดยครบถ้วน
ซึ่งกินเวลาอย่างน้อย 6 เดือน การกินยาต้องกินหลายขนานตามที่แพทย์สั่ง


ยารับประทานทุกขนานควรใช้วันละครั้งเดียวเวลาท้องว่าง เช่น ก่อนนอน เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด
ต้องให้แน่ใจว่าผู้ป่วยใช้ยาทุกขนานครบ
ในผู้ป่วยบางรายที่ไม่รับประทานยาบางขนานจะทำให้เกิดภาวะดื้อยาและการรักษาไม่ได้ผลดี
การรักษาครั้งแรกให้ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
ถ้าการรักษาครั้งแรกล้มเหลวการรักษาต่อไปจะยุ่งยากขึ้น ใช้เวลาการรักษานานขึ้น
และอาจรักษาไม่หายเพราะเชื้อดื้อยาแล้ว


วัณโรคในเด็ก



วัณโรคในเด็กนั้น วินิจฉัยได้ยากกว่าผู้ใหญ่ เพราะโอกาสจะตรวจพบเชื้อวัณโรคมีน้อย
ดังนั้นการวินิจฉัยส่วนใหญ่จึงต้องใช้อาการทางคลินิกในการติดตามผลการรักษาก็ต้องใช้อาการของผู้ป่วยเป็นเ
ครื่องบ่งชี้


ในเด็กทารกเมื่อได้รับเชื้อวัณโรคมีโอกาสเป็นวัณโรคชนิดแพร่กระจายได้มาก

การรักษาวัณโรคในเด็กจึงต้องใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสูงและรีบให้การรักษาทันทีที่วินิจฉันยได้


เนื่องจากจำนวนเชื้อวัณโรคที่ทำให้เกิดโรคในเด็กมีจำนวนน้อยจึงทำให้วัณโรคเด็กไม่เป็นปัญหาในการแพร่เชื้
อสู่ผู้อื่นและไม่มีผลกระทบต่อระบาดวิทยาของวัณโรคในภาพรวม
แต่เมื่อมีวัณโรคในเด็กเกิดขึ้นจะเป็นการสะท้อนให้เห็นขนาดของอุบัติการณ์ของวัณโรคปอดของผู้ใหญ่ในชุมชน
เพราะเด็กจะได้รับเชื้อจากผู้ใหญ่เสมอ


การวินิจฉัยวัณโรคในเด็ก

1. อาการและอาการแสดงที่เข้าได้กับวัณโรค

2. ปฏิกิริยาทุเบอร์คุลิน 10 มม. ในรายที่ได้รับวัคซีนบีจีซีมาแล้ว
เมื่อได้รับเชื้อวัณโรคเพิ่มเติมมักจะมีปฏิกิริยา 15 มม.

3. ภาพรังสีทรวงอกเข้าได้กับวัณโรค

4. มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยที่กำลังเป็นวัณโรคปอด



อาการและอาการแสดงที่พบบ่อยของวัณโรคต่างๆ ในเด็ก

1. วัณโรคปอดมักจะมาด้วยอาการทั่วไป เช่น ไข้ต่ำๆ เรื้อรัง เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด ส่วนอาการเฉพาะที่
เช่น ไอเรื้อรัง เจ็บหน้าอก หอบพบได้ประมาณร้อยละ 50

2. วัณโรคนอกปอด ส่วนใหญ่จะมีวัณโรคปอดร่วมด้วย ได้แก่

วัณโรคเยื่อหุ้มสมอง มีอาการปวดหัว อาเจียน ไข้ รายที่เป็นมากจะมีอาการซึมหมดสติ

วัณโรคต่อมน้ำเหลืองส่วนใหญ่จะพบที่คอ จะมีก้อนโต กดไม่เจ็บเป็นเรื้อรังอาจแตกออก มีหนองไหลเป็นๆ หายๆ

วัณโรคทางเดินอาหารอาจมาด้วยอาการทั่วไป เช่น ไข้ น้ำหนักตัวลด อาการเฉพาะที่อาจมีอุจจาระร่วงเรื้อรัง
ปวดท้อง มีลำไส้อุดตัน มีก้อนในท้อง มีน้ำในช่องท้อง

วัณโรคกระดูกมักมีความพิการที่ข้อกระดูกให้เห็นได้

วัณโรคไตจะมีปัสสาวะเป็นเลือดหรือมีหนองปนมาในปัสสาวะ



เมื่อเด็กได้รับการรักษาอย่างถูกต้องแล้ว อาการต่างๆ จะดีขึ้นในเวลา 1-2 สัปดาห์ ร้อยละ 80
อาการจะดีขึ้นอย่างชัดเจนใน 3 เดือน และร้อยละ 90 ดีมากใน 4 เดือน


อาการข้างเคียงของยาอาจมีคลื่นไส้ อาเจียน คัน นอนไม่หลับ ส่วนใหญ่จะเป็นชั่วคราวแล้วค่อยๆ หายไป
ถ้ามีอาการรุนแรง เช่น เป็นไข้ ปวดข้อดีซ่านอาจต้องหยุดยาเมื่ออาการหายไป
จึงเริ่มให้ยารักษาวัณโรคจากขนาดน้อย การรักษาวัณโรคปอดในเด็กได้ผลดีมากกว่า 95%
พบว่าผู้ป่วยกลับเป็นโรคใหม่น้อยกว่า 1% หากรักษาตามเวลาที่กำหนดซึ่งใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน


การป้องกันวัณโรคในเด็ก คือการค้นหาผู้ป่วยวัณโรคปอดในผู้ใหญ่ และให้การรักษาอย่างถูกต้อง
เพื่อไม่ให้แพร่เชื้อต่อไปในเด็ก มีการให้ภูมิคุ้มกันโดยฉีดวัคซีนบีซีจี


การฉีดวัคซีนบีซีจีสามารถป้องกันวัณโรคในเด็กแต่ประสิทธิภาพยังไม่เป็นที่น่าพอใจ
เพราะการวิเคราะห์จากรายงานทั่วโลกกว่า 1,200 ราย
สรุปว่าวัคซีนบีซีจีสามารถป้องกันวัณโรคในภาพรวมเพียงร้อยละ 50 ป้องกันวัณโรคเยื่อหุ้มสมองได้ร้อยละ 64
และป้องกันวัณโรคชนิดแพร่กระจายได้ร้อยละ 78
จึงทำให้มีความพยายามในการผลิตวัคซีนป้องกันวัณโรคชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นซึ่งอยู่ในระหว่างการศ
ึกษา


ประเทศไทยได้ฉีดวัคซีนบีซีจีให้แก่เด็กแรกเกิดซึ่งในปัจจุบันนี้ได้ครอบคลุมเด็กวัยขวบแรกเกือบร้อยละ 100
การฉีดกระตุ้นไม่มีประโยชน์ เพราะไม่สามารถป้องกันวัณโรคตอนเป็นผู้ใหญ่ได้


นโยบายการให้วัคซีนบีซีจีนั้น ก่อนหน้านี้ใช้ภาวะการติดเชื้อเป็นตัวกำหนด
ปัจจุบันแนะนำให้ฉีดวัคซีนในประเทศที่มีวัณโรคสูงกว่า 40/100,000 คนต่อปี ซึ่งในประเทศไทยในปีพ.ศ.2535
มีผู้ป่วยเป็นวัณโรค 83/100,000 คนต่อปี
ในสหรัฐอเมริกามีผู้เป็นวัณโรคน้อยจึงไม่ต้องมีการฉีดวัคซีนบีซีจีตอนแรกเกิด


แม้ในเด็กที่เคยได้รับวัคซีนบีซีจีมาแล้ว ก็ยังติดโรคได้หากอยู่ร่วมบ้านกับผู้ป่วยวัณโรคปอด
จากการศึกษาของกองวัณโรคเมื่อพ.ศ.2524-2528 พบว่า เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
ซึ่งฉีดวัคซีนแล้วตั้งแต่แรกเกิดอยู่ร่วมบ้านกับผู้ป่วยวัณโรคเป็นวัณโรคร้อยละ 12.5
ต่อมาในพ.ศ.2539-2540 พบว่าเด็กกลุ่มนี้เป็นวัณโรคร้อยละ 9 ดังนั้นแม้เด็กจะเคยได้รับวัคซีนบีซีจีมาแล้ว
ถ้ามีอัตราเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อก็ควรพิจารณาให้ยาป้องกันเป็นรายๆ ไป


เด็กที่สัมผัสกับผู้ป่วยวัณโรคปอดอาจติดเชื้อวัณโรคแล้วหรือยังไม่ติดเชื้อ
ในทางปฏิบัติควรพาเด็กในครอบครัวมาตรวจทั้งหมด เด็กจะได้รับการตรวจร่างกายทั่วไปทำการทดสอบทุเบอร์คุลิน
ถ่ายภาพรังสีปอด ถ้าพบว่าเป็นวัณโรคจะได้รับการรักษาจนครบกำหนด ถ้าไม่เป็นวัณโรคจะพิจารณาให้ยา INH
เพื่อป้องกันโรคโดยให้เด็กกินยาป้องกันนี้เป็นเวลา 6 เดือน ในรายต่อไปนี้คือ

อายุต่ำกว่า 5 ปี (ถ้ายังไม่เคยฉีดวัคซีนบีซีจีให้ฉีดด้วย)

อายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ในรายฉีดวัคซีนบีซีจีแล้วมีปฏิกิริยาทุเบอร์คุลินตั้งแต่ 15 มม.
หรือรายที่ไม่เคยฉีดวัคซีนบีซีจีมีปฏิกิริยาทุเบอร์คุลินตั้งแต่ 5 มม. ขึ้นไป

เด็กติดเชื้อเอดส์ที่มีปฏิกิริยาทุเบอร์คุลินตั้งแต่ 5 มม. ขึ้นไป (ให้กินยาป้องกัน 1 ปี)


ในการให้ยาป้องกันวัณโรคนั้นควรติดตามผู้ป่วยเดือนละครั้ง อาการไม่พึงประสงค์จากยา
ได้แก่คลื่นไส้อาเจียนผื่นขึ้น ตาเหลือง อ่อนเพลีย ต้องรีบรายงานแพทย์ทันที

โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-26 20:44:32 ] 124.121.10.173 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 348

9 คำถาม รอบรู้เรื่องท้องของเจ้าตัวน้อย


1. ลูกอายุ 1 ขวบเต็ม กินข้าวและนมเยอะมาก ลูกมีอาการท้องโตอย่างที่คนโบราณบอกว่า “พุงโร”
จะเป็นอันตรายหรือไม่ เป็นมาตั้งแต่อายุ 4-5 เดือนแล้วค่ะ

ชาดา/กรุงเทพฯ


ถ้าให้ข้อมูลแค่นี้ยังบอกอะไรได้ไม่มากนัก เพราะไม่รู้ว่าลูกอ้วนหรือผอม
การเจริญเติบโตปกติหรือไม่อย่างไร แต่ถ้าลูกกินมากพุงก็ครากได้ กระเพาะครากที่ดูเหมือนพุงป่อง
กินมากแล้วพุงใหญ่คนโบราณไม่เรียกพุงโร เขาเรียกท้องหมู
ท้องหมูจะมีลักษณะท้องย้อยลงมาไม่น่าจะเป็นอันตรายอะไร แต่ถ้ากินมากแล้วตัวผอมพุงยื่นออกมามาก
ก็อาจจะต้องไปตรวจดูว่าสาเหตุจากกระเพาะครากหรือมีอวัยวะภายในโต เช่น ตับ ม้ามโต เป็นต้น
ถ้าตรวจแล้วไม่พบว่าอวัยวะภายในโต ร่างกายเจริญเติบโตดี ก็ไม่น่าจะเป็นอันตรายอะไรค่ะ



2. การที่เด็กเล็กๆ ท้องอืดมีสาเหตุมาจากอะไรคะ ป้องกันได้หรือไม่

นันทพร/กรุงเทพฯ


ท้องอืดในที่นี้หมายถึงภาวะมีลมในลำไส้ อาจเกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม เด็กเล็กๆ เวลานอนดูดนม
ถ้านมอยู่ระหว่างครึ่งหนึ่งของคอขวดหือจุกนม เวลาดูดนมจึงดูดลมเข้าไปด้วย
หรือการที่แม่ปิดจุกนมแน่นเกินไป เวลาที่ลูกดูดจุกนมจะแฟบพร้อมมีลม
เด็กก็จะดูดลมเข้าไปด้วยก็ทำให้ท้องอืดได้ สามารถป้องกันได้ด้วยการเลี้ยงดูให้เหมาะสม
ระวังเรื่องจุกนมไม่ให้ลมเคลื่อนที่เข้าแทนน้ำนม ไม่ให้ลูกถือขวดนมกินเอง
ให้นั่งตักแล้วก็เอามือจับเหมือนกับกินนมแม่ ให้ตาสัมผัสตา



3. ลูกสาวอายุ 3 เดือนครึ่ง ตอนนี้กินนมวัว เวลาจะถ่ายต้องออกแรงเบ่งมาก
ถ้าเกินสามวันดิฉันจะใช้สบู่ทำเป็นแท่งเล็กเท่านิ้วก้อย ทำปลายแหลมสอดก้นเพื่อช่วยให้ลูกถ่าย
การใช้สบู่กับลูกบ่อยๆ จะมีอันตรายหรือเปล่าคะ

สายฝน/นครนายก


การสวนก้นลูกบ่อยๆ จะทำให้เด็กติดนิสัย อีกหน่อยถ้าแม่ไม่ช่วยจะถ่ายเองไม่เป็น ทางที่ดีตอนนี้ลูก 3
เดือนครึ่งเกือบ 4 เดือน เริ่มให้กินกล้วยได้ค่ะเพื่ออุจจาระจะได้ไม่แข็งมาก ถ้ากินนมวัวอย่างเดียว
แคลเซียมในนมจับกันเป็นก้อนแข็งทำให้ถ่ายลำบาก การกินอาหารประเภทกล้วย ข้าวบดใส่เนื้อสัตว์
ผักซึ่งมีกากมาก อุจจาระจะไม่จับกัน ทำให้อุจจาระไม่แข็ง

การที่คุณแม่ช่วยให้ลูกถ่ายจนชิน ลูกจึงไม่เคยเรียนรู้การเบ่งอุจจาระเองเลย
เพราะฉะนั้นแม่จะต้องพยายามให้เด็กได้มีโอกาสหัดเบ่งด้วยตัวเอง รอให้เขาปวดแล้วเบ่งถ่ายเอง เด็กเล็กๆ
จะเบ่งอุจจาระไม่เป็น เวลาเบ่งจะเบ่งขึ้นบน (ยังไม่ดันลงล่าง) จนหน้าแดง ถ้าแม่ช่วยซะก่อน
ลูกจึงไม่ได้เรียนรู้วิธีเบ่ง ฉะนั้นต้องให้ลูกได้เรียนรู้ประสบการณ์ในการเบ่ง หน้าแดงก็แดงไป
ไม่ช้าเขาก็เกิดการเรียนรู้เรื่องการเบ่งลงล่างจนได้ ถ้าช่วยหมดลูกก็จะทำไม่เป็น
คุณแม่ต้องหยุดสวนก้นแล้วให้ลูกกินอาหารเพื่อให้ถ่ายง่ายขึ้น เช่น ป้อนกล้วย ป้อนข้าวบด ใส่ผักใส่ไข่แดง
เป็นอาหารตามวัย ถ้าให้กินนมอย่างเดียว ต่อไปก็จะถ่ายยากขึ้น



4. การทามหาหิงค์ให้ลูกบ่อยๆ จะเป็นอะไรหรือไม่ และการให้ลูกกินยาแก้ท้องอืดสามารถทำได้ไหมคะ ถ้าทำทั้ง
2 อย่างแล้วลูกไม่หยุดร้องจะทำอย่างไรดีคะ

ศิริกุล/กรุงเทพฯ


การทามหาหิงค์ให้ลูกไม่เป็นไรค่ะ ไม่มีโทษ อาจจะช่วยให้ผายลมได้บ้าง
ส่วนยาแก้ท้องอืดนั้นสามารถให้ลูกกินได้ เช่น ยาขับลมไวเมตติโคลน จะทำให้ก้อนของแก๊สเล็กลงหน่อย
ผายลมได้ง่าย แต่โดยปกติเด็กที่ท้องอืดไม่จำเป็นต้องกินยา เช่น
ถ้ากินนมแม่ข้างหนึ่งหมดแล้วให้อุ้มลูกพาดบ่า ตบหลังให้เรอก่อน แล้วค่อยให้กินต่อจนจบ
นมขวดก็ปฏิบัติเช่นเดียวกันค่ะ กินครึ่งหนึ่งแล้วอุ้มพาดบ่า ค่อยให้กินต่อ
อย่าให้ลูกหิวมากเพราะเวลาที่ลูกหิวก็จะดูดเร็วมาก ดูด้วยว่าลูกไม่ดูดลมเข้าท้อง
ถ้าทำสองอย่างแล้วลูกยังไม่หยุดร้อง ลูกอาจเป็นโคลิก คงต้องพาไปหาหมอตรวจดูหน่อยก็จะดี



5. ลูกอายุ 4 เดือน ท้องผูกมาก ให้ทานน้ำส้มคั้นวันละ 1-2 ผล ก็ยังถ่ายยากเหมือนเดิม
และอุจจาระเขียวมาตลอด ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร

กอบแก้ว/น่าน


การกินน้ำส้มไม่ได้ช่วยในเรื่องของการขับถ่ายเท่าใดนัก
และถ้าทำไม่สะอาดอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ปนเปื้อนมากับผิวส้มหรือมือในกระบวนการเตรียม
ฉะนั้นถ้าให้ลูกกินน้ำส้มทุกขั้นตอนต้องสะอาด ซึ่งตอนนี้กองโภชนาการกระทรวงสาธารณสุข
ก็เอาน้ำส้มออกจากรายการอาหารสำหรับเด็กแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้เพราะเด็กได้รับวิตามินซีจากนมแล้ว
ถ้าไม่ผสมนมด้วยน้ำร้อนเกินไปหรือเอานมที่ผสมแล้วไปนึ่งด้วยความร้อนสูง วิตามินจะยังคงอยู่
สำหรับอุจจาระที่มีสีเขียวมาตลอดก็เป็นเรื่องปกติของเด็กที่กินนมผสม ถ้ากินนมแม่จะเป็นสีเหลืองทอง
กินนมขวดก็จะเป็นสีเขียว สีเหลือง สีน้ำตาล
นมแต่ละยี่ห้อจะทำให้สีของอุจจาระที่ขับถ่ายออกมาไม่เหมือนกัน



6. การสังเกตลักษณะของอุจจาระที่มีสาเหตุมาจากอาการท้องเสีย ท้องผูก หรือลักษณะที่เป็นปกติ

บุษบง/นครนายก


ลักษณะอุจจาระปกติจะนิ่ม เวลาถ่ายออกมามีลักษณะเป็นแท่งเหมือนยาสีฟัน อุจจาระท้องเสียจะเหลว ไม่มีรูป
ไม่เป็นแท่งไม่มีรูปร่าง เป็นน้ำมากกว่าปกติ หรือถ้าถ่ายบ่อยขึ้น ถ้าถ่ายมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน
หรือถ้าถ่ายครั้งเดียวแต่มีมูกหรือมีเลือดปนก็นับว่าอุจจาระร่วง
อุจจาระท้องผูก ก็คือถ่ายเป็นก้อนเล็กๆ เป็นก้อนกระสุนหรือมูลแพะ หรือมีรูปร่างใหญ่เป็นแท่ง
เบ่งออกยากหรือถ่ายสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือน้อยกว่าและมีลักษณะอุจจาระดังกล่าว



7. ตอนที่ลูกอายุ 2 เดือน เวลาถ่ายจะมีอาการปวดท้องและร้องไห้ บิดตัวไปมา ตอนนี้อายุ 3 เดือน
อาการดีขึ้นแล้ว บางวันก็ไม่ถ่ายเลย แต่ยังมีอาการร้องเบ่งเวลาถ่าย
หลังจากผายลมออกมาจะรู้สึกว่าลูกอาการดีขึ้น ผู้ใหญ่สงสารเลยช่วยสวนทวารให้ใช้ Glycerin Suppo.
ซึ่งอุจจาระที่ออกมาก็ไม่แข็งนะคะ เหลวกว่าปกติด้วยซ้ำไป อยากถามว่าทำไมลูกถึงมีอาการเบ่งทรมานอย่างนั้น
แล้วถ้าจำเป็นจริงๆ ต้องใช้ Glycerin Suppo. บ่อยๆ จะทำให้ลูกเคยชินจนไม่ยอมถ่ายเองหรือเปล่าคะ

นพวรรณ/อยุธยา


เด็กไม่จำเป็นต้องถ่ายทุกวันค่ะ ที่เขาร้องไห้ ปวดท้องบิดตัวไปมาเพราะกำลังฝึกหัดขับถ่าย
และเด็กบางคนจะรับรู้ความเจ็บปวดของการถ่ายมากกว่าปกติ
เพราะยังไม่รู้ว่าการเจ็บปวดของการถ่ายเป็นทุกข์ธรรมดา เมื่อไหร่เขาเรียนรู้ว่าการถ่ายเป็นทุกข์ธรรมดา
แล้วถ่ายได้สำเร็จก็จะหมดทุกข์เขาก็จะหาย ต้องให้ลูกได้ฝึก คุณแม่อาจช่วยนวดหน้าท้องลูก
โดยนวดเป็นรูปตัวยูหัวกลับจากขวาไปซ้าย ก็จะช่วยให้เบ่งออกง่ายขึ้น
ผู้ใหญ่จะต้องรับรู้ว่าการเบ่งของเด็กเป็นเรื่องธรรมดา ต้องให้เวลาลูกให้ลูกเบ่งออกมาให้สำเร็จ
ซึ่งเป็นการช่วยให้ลูกรู้ว่าอย่างน้อยได้รู้ว่าเขาทำสำเร็จ การใช้กลีเซอรีนควรให้นานๆ ครั้งดีกว่าค่ะ
เช่นเวลาที่ลูกถ่ายไม่ออก รู้สึกไม่สบายหรือร้องกวนและท้องอืดจริงๆ จึงค่อยช่วย
ถ้าท้องไม่อืดก็ให้ฝึกหัดไปก่อนค่ะ



8. การสวนก้นลูกบ่อยๆ จะทำให้ลูกเคยชินจนติดเป็นนิสัยหรือไม่
และถ้าจำเป็นต้องสวนควรใช้อะไรสวนดีสบู่หรือยา

จงรัก/กรุงเทพฯ


แน่นอนค่ะการสวนก้นให้ลูกบ่อยๆ จะทำให้ลูกชิน ถ้าไม่สวนก็ไม่เบ่ง
ถ้าจำเป็นต้องสวนก็ใช้กลีเซอรีนชนิดเหน็บ แต่ไม่ควรทำบ่อยๆ เพราะโอกาสที่จะทำให้ก้นอักเสบก็มีได้ง่าย
และอาจทำให้ลูกติดเป็นนิสัย ควรฝึกให้ลูกขับถ่าย ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

1. ให้อาหารที่ทำให้อุจจาระนิ่มถ่ายง่าย เช่น ผัก ผลไม้

2. ถ้าเด็กอายุอยู่ในวัยฝึกขับถ่าย คืออายุขวบครึ่งขึ้นไปก็จับนั่งกระโถนหลังกินอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง

3. เลือกกระโถนที่ถูกสุขลักษณะให้ลูกนั่ง คือเวลานั่งก้นจะกดลงในลักษณะที่ลำไส้ใหญ่กับทวารหนักตรงกัน
เพื่อให้อุจจาระออกได้ง่ายขึ้น ซึ่งปัจจุบันกระโถนก็มีการพัฒนาขึ้นมาก


9. ลูกสำรอกและสะอึกบ่อยๆ จะมีอันตรายไหมคะ บางครั้งนมพุ่งออกมาทางปากและจมูกเลยค่ะ
เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารหรือเปล่า

สุภรี/สมุทรปราการ


ไม่มีอันตรายค่ะ เพราะถ้ากินมากก็อาจสำรอกได้ก็เป็นอาการธรรมดาของเด็ก เพราะฉะนั้นก็ให้กินช้าๆ หน่อย
ถ้าไม่ได้เป็นทุกมื้อและน้ำหนักขึ้นดีก็ไม่เป็นอันตรายอะไร เมื่อลูกโตขึ้นอาการก็จะดีขึ้น
แต่ถ้าเลี้ยงไม่โตต้องปรึกษากุมารแพทย์ค่ะ





โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-26 20:45:14 ] 124.121.10.173 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 349

ริดสีดวงทวาร เรื่องหนักหนาของเด็ก


เห็นผู้ใหญ่ที่ท้องผูกบ่อยมักมีปัญหาโรคริดสีดวงทวารหนักมาเยือนทุกที
ยิ่งเด็กสมัยนี้ไม่ค่อยชอบกินผักกันด้วย จึงมีสุขลักษณะที่ไม่ดีกันเท่าไรแล้วอย่างนี้
โรคริดสีดวงทวารหนักจะถามหาเจ้าตัวจ้อยด้วยหรือเปล่า แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ตอนเจ้าหนูถ่าย
ไม่อยากจะคิดเลย บรื๋อ…


แต่อย่าเพิ่งกังวลไปค่ะ เพราะ ดร.นพ.ประสงค์ เทียนบุญ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและโภชนบำบัด
หัวหน้าหน่วย โภชนศาสตร์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะมาเล่าถึงโรคริดสีดวงทวารหนักในเด็กให้ทราบกัน


ก่อนที่จะกล่าวถึงโรคริดสีดวงทวารหนักในเด็ก ผมอยากจะกล่าวถึงโรคริดสีดวงทหวารหนักทั่วๆ
ไปให้ทราบอย่างคร่าวๆ ก่อนครับ โรคริดสีดวงทวารหนักคือ โรคที่มีการโป่งพองของเส้นเลือดดำฮีโมรอยด์
(Hemorrhoidal Venis) ที่อยู่บริเวณทวารหนัก โรคริดสีดวงทวารหนักแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ

โรคริดสีดวงทวารหนักข้างใน (Internal Hemorrhoid) มักมองจากภายนอกด้วยตาเปล่าไม่เห็น
จะเป็นเส้นเลือดที่โป่งพองอยู่เหนือเส้นเพคติเนท (Pectinate Line)

ถ้าเป็นน้อยๆ บางคนอาจไม่มีอาการอะไรเลย บางครั้งตรวจพบโดยบังเอิญ
โดยแพทย์ที่ทำการส่องกล้องเข้าไปตรวจทางทวารหนัก เพื่อวินิจฉัยโรคอื่นๆ มักไม่รุนแรงมาก
แต่ถ้าเป็นมากจนมีก้อนเนื้อโผล่ออกมานอกทวารหนัก จะมีเลือดออก เจ็บปวดทวารหนัก
ถ้าโรคริดสีดวงทวารหนักข้างในเกิดจากการอุดตันของเส้นเลือดดำปอร์ตัล (Portal Vein) จะพบว่าอาจมีม้ามโต
ตาเหลืองและอาจมีน้ำในช่องท้องได้


โรคริดสีดวงทวารหนักข้างนอก (External Hermorrhoid) สามารถมองเห็นได้ง่ายที่ภายนอกทวารหนัก
เป็นเส้นเลือดที่โป่งพองอยู่ต่ำกว่าเส้นเพคติเนท (Pectinate Line)

ถ้าเป็นไม่มากมักไม่ค่อยมีอาการอะไรมาก นอกจากมีอาการคันก้น
แต่ถ้าเส้นเลือดที่โป่งพองนั้นเกิดมีเลือดแข็งตัวอุดตันจะทำให้มีอาการเจ็บปวดมากบริเวณทวารหนัก
มีเลือดออกและพบว่ามีก้อนเนื้อสีคล้ำหยุ่นแน่นๆ ยื่นออกมานอกทวารหนักได้



เด็กกับโรคริดสีดวงทวารหนัก


โรคริดสีดวงทวารหนักข้างนอกอาจพบได้ในเด็กทุกวัยแต่พบได้น้อย และไม่รุนแรงเหมือนในผู้ใหญ่
ไม่พบผลแทรกซ้อนที่รุนแรงอย่างการแข็งตัวของเลือด การอุดตันเส้นเลือดหรืออื่นๆ
ที่เป็นผลแทรกซ้อนเหมือนในผู้ใหญ่


อย่างไรก็ตามเมื่อเด็กเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก ให้สงสัยไว้ก่อนว่า อาจมีสาเหตุมาจากโรคทางกายอย่างอื่น
เช่น ความดันโลหิตสูงในเส้นเลือดดำปอร์ตัล (Portal Hypertension)
ซึ่งอาจเกิดจากการอุดตันของเส้นเลือดดำภายในตับหรือภายนอกตับก็ได้ เด็กอาจจะมีม้ามโต
ตาเหลืองและอาจมีน้ำในช่องท้อง การอุดตันนี้อาจเป็นมาแต่กำเนิด (Congenital Malformation)
หรือมีสาเหตุมาจากโรคต่างๆ ของร่างกาย

ต้นเหตุ ริดสีดวงทวารหนักในเด็ก

1. ท้องผูกเรื้อรัง ทำให้ถ่ายลำบาก อาการท้องผูกอาจเกิดจากการกินอาหารที่มีใยอาหารน้อย
อย่างพวกเจ้าหนูจอมเลือกกิน

2. อุจจาระแข็ง นอกจากจะเกิดจากการกินอาหารที่มีใยอาหารน้อยแล้วอาจเกิดจากการดื่มน้ำน้อยเกินไป

3. การนั่งนานๆ ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวมากนัก ทำให้เลือดดำบริเวณทวารหนักไหลกลับสู่หัวใจไม่ค่อยสะดวก
อย่างนั่งจุมปุกเล่นเกมทั้งวันนี้ก็ใช่ครับ

4. มีก้อนอะไรก็ตามที่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง ซึ่งไปรบกวนการไหลเวียนกลับของเลือดดำเข้าสู่หัวใจ

5. โรคต่างๆ ที่เพิ่มความดันในช่องท้อง เช่น ไอมากๆ
จากการเป็นโรคไอกรนในเด็กที่ผอมมากแต่มักจะทำให้เกิดเป็น Rectal Prolapse
(เยื่อบุผิวและกล้ามเนื้อของทวารหนักยื่นออกมาด้านนอก) มากกว่าเป็นโรคริดสีดวงทหวารหนัก

6. การอุดตันของเส้นเลือดดำปอร์ตัล (Portal Vein) ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น



ส่วนสาเหตุของโรคริดสีดวงทวารหนัก สามารถเกิดได้ทั้งในทารกและเด็กโต
แต่เด็กโตมีโอกาสเป็นโรคริดสีดวงทวารหนักได้มากกว่าเด็กทารก เพราะมีสาเหตุจากปัจจัยต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น
แต่อย่างไรก็ตามโรคริดสีดวงทวารหนักพบได้น้อยในเด็กทุกกลุ่มอายุ


ถ้าไม่มีโรคทางกายอย่างอื่น การกินใยอาหารน้อยจะเป็นสาเหตุที่สำคัญในการทำให้เป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก
ทารกที่กินนมแม่จะได้รับใยอาหารจำนวนมากจากน้ำนมแม่ ซึ่งมีใยอาหารที่ละลายได้ในน้ำ (Soluble Fiber)
จำพวกโอลิโกแซ็กคาไรด์จำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีสารอาหารอย่างอื่นๆ
อีกในน้ำนมแม่ที่ช่วยให้ถ่ายอุจจาระได้สะดวกและอุจจาระไม่แข็ง

ปกป้องลูกจากโรคริดสีดวงทวารหนัก

1. ทารกควรกินนมแม่เพราะในน้ำนมแม่มีใยอาหารชนิดละลายได้ในน้ำจำพวกโอลิโกแซ็กคาไรด์จำนวนมาก
สำหรับเด็กที่ดื่มนมผงบางรายอาจมีอาการท้องผูก เพราะมักไม่มีใยอาหารเหมือนนมแม่

2. ป้องกันไม่ให้เด็กมีอาการท้องผูก อุจจาระแข็งหรือถ่ายลำบากเป็นเวลานานๆ ให้เด็กดื่มน้ำให้มากเพียงพอ
เพราะประเทศไทยมีอาการค่อนข้างร้อน
ดังนั้นทารกและเด็กมีโอกาสเสียเหงื่อได้มากจึงควรให้ทารกดื่มน้ำให้เพียงพอ

3. ควรฝึกสุขนิสัยการขับถ่ายของทารกและเด็กให้เป็นเวลา
ไม่ควรใช้ยาระบายหรือสวนอุจจาระเด็กถ้าไม่จำเป็นจริงๆ และไม่ควรทำบ่อยๆ

4. เมื่อทารกกินอาหารเสริมได้แล้ว ควรเสริมให้มีใยอาหารเป็นส่วนประกอบอย่างผักและผลไม้ร่วมด้วย
ฝึกหัดให้เด็กทารกกินผักและผลไม้เป็นประจำจนติดเป็นนิสัย และพยายามให้กินผักและผลไม้ให้หลากหลาย

5. ควรไปปรึกษาแพทย์เมื่อมีข้อสงสัยใดๆ


รักษาอย่างไรดี…เมื่อลูกเป็นริดสีดวงทวารหนัก


เมื่อใดที่สงสัยว่าลูกจะเป็นโรคริดสีดวงทวารหนักหรือไม่
คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์วินิจฉัยโรคให้ก่อนว่าลูกเป็นโรคริดสีดวงทวารหนักจริงหรือไม่
และถ้าเป็นจะเป็นชนิดไหนจะเป็นการปลอดภัยที่สุด
ถ้าเด็กเป็นโรคนี้ขึ้นมามักจะมีสาเหตุมาจากโรคทางกายอย่างอื่น ต้องตรวจวินิจฉัยแยกโรคให้ได้เสียก่อน
แพทย์จึงจะสามารถให้การรักษาได้อย่างถูกต้องครับ

ใยอาหาร ช่วยลดท้องผูก


ใยอาหารแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ตามความสามารถในการละลายตัวคือ ชนิดที่ไม่ละลายน้ำและชนิดที่ละลายน้ำ

ใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ (Insoluble Fiber) พบในรำข้าว รำข้าวสาลี
ใยอาหารชนิดนี้จะอุ้มน้ำไว้จึงช่วยทำให้อุจจาระไม่แข็ง ทำให้ถ่ายได้สะดวด ท้องไม่ผูก
จึงช่วยป้องกันการเป็นริดสีดวงทหวารหนักและช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่


ใยอาหารชนิดละลายได้ในน้ำ (Soluble Fiber) พบในผลไม้ ผักต่างๆ
ใยอาหารชนิดนี้จะปะปนอยู่กับแป้งที่อยู่ในพืชต่างๆ
ใยอาหารชนิดนี้จะจับกับไขมันที่รับประทานเข้าไปจึงมีประโยชนในการช่วยลดไขมันในเลือด ช่วยป้องกันโรคหัวใจ
โรคอ้วนและโรคความดันโลหิตสูง
นอกจากนั้นยังจับกับน้ำตาลที่รับประทานเข้าไปได้บ้างจึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ช่วยในการรักษาและป้องกันโรคเบาหวาน




ข้อระวังของใยอาหารคือ ถ้ารับประทานมากจนเกินไปจะมีผลต่อการดูดซึมของแคลเซียม เหล็ก สังกะสี วิตามินเอ
วิตามินดี วิตามินอี วิตามินเคและวิตามินบีคอมเพล็กซ์บางตัว เป็นต้น

เพื่อสุขภาพที่ดีของเจ้าตัวเล็กและตัวคุณเอง ควรรับประทานใยอาหารทั้งสองชนิด
ผู้ใหญ่ควรรับประทานใยอาหารวันละ 20-25 กรัมต่อวัน ส่วนในเด็กควรรับประทานเท่ากับ "อายุเป็นปี + 5
กรัม ต่อวัน"

เช่น เด็กอายุ 5 ปี ควรรับประทานใยอาหารเท่ากับ 5+5 = 10 กรัมต่อวัน


วิธีที่จะคำนวณว่าเด็กควรดื่มน้ำอย่างน้อยเท่าใดในหนึ่งวัน สามารถคำนวณได้ดังนี้ เช่น ทารกหนัก 8
กิโลกรัม ควรดื่มน้ำ 800 ซีซีต่อวัน (100 ซีซี ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อวัน)
ถ้าเป็นเด็กโตหรือเด็กวัยรุ่นจะคำนวณได้ดังนี้ เช่น เด็กหนัก 25 กิโลกรัม

10 กิโลกรัมแรก 10x100 = 1,000 ซีซี

10 กิโลกรัมถัดมา 10x50 = 500 ซีซี

5 กิโลกรัมที่เหลือ 5x20 = 100 ซีซี

รวม = 1,600 ซีซีต่อวัน




โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-26 20:45:53 ] 124.121.10.173 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

ความคิดเห็นที่ : 350

กินยาไม่ครบ DOSE ไม่เพียงแค่ดื้อยา


กินยาไม่ครบ DOSE ไม่เพียงแค่ดื้อยา
--------------------------------------------------------------------------------

ตามปกติไข้หวัดมักเป็นโรคที่หายเองได้ และไม่ถือว่าเป็นโรคอันตรายแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ศ.นพ.สมศักดิ์
โล่ห์เลขา นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็ก แห่งประเทศไทย และเอเชีย กล่าวว่า ในเด็กเล็กที่ภูมิต้านทานต่ำ
มักเกิดโรคติดเชื้อแทรกซ้อน ตามมาได้ง่าย เช่น หลอดลมอักเสบ ไซนัสอักเสบ เป็นต้น
โรคติดเชื้อเหล่านี้จัดเป็นเชื้อในกลุ่ม เอ - สเต็ป จำเป็นต้องใช้ ยาปฏิชีวนะ ในการบำบัด
รักษาอย่างต่อเนื่องจึงจะสามารถกำจัดเชื้อให้หมดไปได้


อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติมักพบปัญหาว่าผู้ปกครองหลาย ๆ ท่านยังขาดความรู้ ความเข้าใจ
ในการให้ยาปฏิชีวนะแก่ลูก ทำให้เด็กได้รับยาไม่ครบขนาดตามที่แพทย์กำหนด ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น
การไม่เขย่าขวดก่อนกินยา ทำให้ได้รับปริมาณยาไม่คงที่ รวมทั้งการลืมป้อนยาลูกน้อย
หรือแม้กระทั่งครูป้อนยาผิด เนื่องจากสับสนกับขวดยาของเด็กนักเรียนคนอื่น ๆ
ซึ่งบางครั้งก็สลับขวดยานั้นกลับมาบ้านด้วย


ซึ่งผลของการกินยาปฏิชีวนะไม่ครบขนาดตามที่แพทย์สั่ง ไม่เพียงแต่ทำให้เชื้อดื้อยาเท่านั้น
ยังมีผลให้เชื้อพัฒนาไปเป็นโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่า นั่นคือโรคหัวใจรูมาติค หรือโรคไตได้


ผู้ปกครองจึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพื่อลดความเสี่ยง ในการที่เด็ก
ได้รับยาไม่ครบขนาด ทางเลือกหนึ่งที่กุมารแพทย์ใช้ในปัจจุบันคือ เปลี่ยนจากการใช้ยา ชนิดกินวันละ 3-4
มื้อ เป็นยาชนิดที่ออกฤทธิ์นานขึ้น และกินวันละ 2 มื้อแทน โดยไม่ต้องนำยาไปกินที่โรงเรียน อย่างไรก็ตาม
กรณีที่จำเป็นต้องนำยา ไปรับประทาน มื้อเที่ยงที่โรงเรียนจริง ๆ
ก็ควรอธิบายและกำชับครูประจำชั้นให้ช่วยดูแลเป็นพิเศษ หากมีปัญหาในการใช้ยา
ผู้ปกครองควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร อย่าลองผิดลองถูกใช้ยาเอง เพราะอาจนำความสูญเสียมาสู่ชีวิตน้อย ๆ
ที่ไม่อาจเรียกกลับคืนได้ตลอดชีวิต





โดย : Aknage_Rx2 [ 2006-09-26 20:46:34 ] 124.121.10.173 DELETE    แจ้งลบคำตอบ

[ ( 1 ) ] [ ( 2 ) ] [ ( 3 ) ] [ ( 4 ) ] [ ( 5 ) ] [ ( 6 ) ] ( 7 ) [ ( 8 ) ] [ ( 9 ) ] [ ( 10 ) ]

คุณยังไม่ได้กรอกข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชน ในข้อมูลส่วนตัวของคุณ

ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของระบบไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งลบที่ปุ่มแจ้งลบ หรือที่ webmaster@212cafe.comและ cc ถึง kanoksit@hotmail.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

Free WebBoard v.6.30 :: Powered by : 212cafe.com
Webboard | Free Webboard | เว็บบอร์ด | ฟรีเว็บบอร์ด| Board | Webboard | Guestbook | สมุดเยี่ยม | Blog | Free Blog | บล็อก | Upload | ฝากไฟล์ | ฝากรูป | Plaza | ขายบ้าน | บ้านมือสอง| Video | คลิป | คลิปวีดีโอ | วีดีโอ |Webindex | จดโดเมน | เว็บโฮสติ้ง | รวมเว็บ | Glitter| Web Hosting | Dell | Streaming| job | หางาน | Web Directory | แฟนคลับ | Fan Club | Cheap DVD Movie | Michele Watch | Tissot Watch | Cheap Furniture | Cheap Posters | อสังหาริมทรัพย์